The Glass Castle วิมานอยู่ที่ใจ

จากหนังสือขายดียาวนานเล่มหนึ่ง ครอบครัวเล่าความผูกพันของพ่อแม่ลูกสาวสาม และลูกชายหนึ่ง

พ่อขี้แหล้า ติดเหล้าได้ตลอดเวลา สูบบุหรี่วันละสี่ซอง ตกงาน ทำงานก็โดนไล่ออก แต่ เขาดูแลลูก ๆ เขาด้วยวิธีของเขา ทั้งการสอน การให้แง่คิด และ การดูแล เพื่อให้ลูกแข็งแกร่ง เพื่อให้ลูกไม่กลัว กล้าแกร่ง

บวกเข้ากับแม่ศิลปินไส้แห้ง วาดรูปไปเรื่อย ๆ รูปที่ขายไม่ได้ (มอง ๆดูแล้วเหมือนจะมีปัญหาทางจิตซะด้วย) ทั้งหมดทั้งปวง เร่ร่อนไปเรื่อย ๆ ในวัยเด็ก ไม่มีบ้านที่อยู่หลับนอน นอนกลางดินกลางทราย แต่ทุกคนก็มีความสุขกับชีวิตแบบนั้น

ความยากจนที่ไม่สามารถจะมีอาหารให้ลูกกิน ไม่มีของขวัญอะไรจะให้ นอนมองฟ้า แล้วจับจองดวงดาวกัน ว่าใครจะได้ดาวดวงไหน แม้จะมีมรดกจากยายมาไว้ พ่อและแม่ก็ไม่พูดถึง ไม่เคยเอ่ย และ ไม่คิดจะเอามันไปขายเอาเงินมาเปลี่ยนชีวิต เขาเลือกจะอยู่แบบนั้น

ลูก ๆค่อย ๆทยอย “หนี” ออกจากบ้านไปทีละคน ๆ หนีเพื่อไปเจอสิ่งที่คิดว่า “ดีกว่า” หนังสลับไปมา ระหว่างชีวิตเด็ก และ ผู้ใหญ่ จริง  ๆแล้ว ทุกคนเปลี่ยนตัวเองได้หรือไม่ มีความสุขที่แท้จริงหรือไม่

พ่อขี้เมาบุกเข้ามางานฉลองหมั้นของลูกสาว แล้วจ้องตา เพื่อดูว่าลูกมีความสุขดีไหม พ่อมองออก แต่ลูกบอกว่าพ่อก็แค่คนพูดมาก ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง

สิ่งที่พ่อรับปากลูกไว้คือการจะสร้างบ้านของตัวเองสักหลังหนึ่ง ให้ลูก ๆ ช่วยออกความเห็นมาตั้งแต่ยังเด็ก จนสุดท้ายก็ยังไม่เกิด นั่นคือประเด็นของชื่อเรื่อง

อิ่มเอมทางอารมณ์และน่าจะสะเทือนใจให้คิดถึงชีวิตวัยเด็กของพี่น้อง พ่อแม่ ได้ดี

วันหนึ่งเมื่อเราไม่มีสิ่งนั้นแล้ว มันจะน่าหวนระลึกถึงมาก ๆ

The-Glass-Castle-Thai-PosterMV5BMTc1MzYzMzEzNF5BMl5BanBnXkFtZTgwMDU5MDYzMjI@._V1_SY1000_CR0,0,648,1000_AL_

Advertisements

The Normal Heart ใจนักสู้

cq5dam.web.1200.675

ปึ 1981 โลกของรักร่วมเพศ แทบไม่มีคนอยากพูดถึง

คนกลุ่มหนึ่งพบว่า พวกเขา เพื่อนเขา คนที่เขารัก กำลังจะต้องตายไป เพราะโรคชนิดหนึ่ง

มีหมอคนหนึ่งเกาะติดเรื่องนี้มาตลอด และไม่เคยได้รับการยอมรับ แม้คำขอทุนเอง ยังใช้เวลาเป็นปี กว่าจะได้พิมพ์คำขอนั้นออกมา

ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด (รักร่วมเพศ) ไม่มีใครเปิดเผยตัวเองออกมา เพราะกลัวสถานภาพทางสังคม อย่าว่าแต่รัฐบาลเลยจะให้ความสนใจ แม้แต่นายกเทศมนตรีของเมือง ก็ยังไม่แล (ทั้ง ๆ ที่วงการรู้กันว่าแกเป็นรักร่วมเพศ)

หนังแสดงให้เห็นการสูญเสีย ความรัก ความหมดหวัง หดหู่ เหมือนเป็นกลุ่มคนที่ถูกพระเจ้าลงโทษ ให้ตาย ๆ ไปซะ หนังขยี้ด้วยฉากสนทนา และ คำพูดแบบสะทือนใจมาก ๆ หลายๆ ฉาก

การเห็นคนที่เรารักมากต้องมาตายลง ในแบบที่เราไม่มีทางทำอะไรได้เลย และไม่มีใคร ไม่มีกระทั่งการยอมรับว่า รักร่วมเพศเป็นมนุษย์ที่”เท่าเทียมกัน” มันเป็นเรื่องน่าเจ็บปวด

หนังปูเรื่องตั้งแต่ 1981 เรื่อยมาทีละปีๆ กว่ารัฐบาลของสหรัฐจะมายอมรับฟังเรื่องนี้ ก็ปาเข้าไป 1986 และมีคนเป็นล้าน ๆ คน ต้องตายลงเพราะเรื่องนี้

หากชอบแนวดราม่า สะเทือนใจ เรื่องนี้ ได้เลย

ดารานำถึงขนาดทุ่มลดน้ำหนักถึง ยี่สิบกิโลกรัม เพื่อการแสดงที่สมจริง และ มันสมจริงมาก ๆ จริง ๆ ยอดเยี่ยมครับ

The_Normal_Heart_Poster

Cold Mountain การรอคอยการกลับมา

51210AKA31L

นักแสดงระดับแม่เหล็กมหากาฬเต็มเรื่องไปหมด บทบาทไม่ต้องพูดถึง ป้านิโคลเล่นบทสาวละอ่อนผู้ตกหลุมหลังไอ้หนุ่มช่างไม้บ้านนอกได้อย่างสาวรุ่นอายไปเลย

เรื่องราวระหว่างสงคราม Civil War ฝ่ายเหนือและใต้ การไปรบด้วยอุดมการณ์บ้า ๆ บอ ๆ ของคนบางคน (ตามหนังบอก) ชีวิตของคนที่เหลือ มันช่างโหดร้าย (แนวหนัานั้นโหดร้ายอยู่แล้ว) ผู้ชายหายหมด เหลือแต่ผู้หญิงและลูกน้อย เงินไม่มีความหมายเท่ากับสิ่งที่จะกินประทังชีวิต ความอดอยากปากแห้งทุกหย่อมหญ้า

รักแท้ของพระเอก และนางเอก ผู้เฝ้ารอ การเขียนจดหมายไปร้อยกว่าฉบับ เพียงเพื่อบอกว่าฉันรอคอยเธอกลับมา ในขณะที่คนทั่วไปบอกว่าเป็นการรอคอยผีเท่านั้น เพราะใครไปสงครามแล้ว ไม่มีทางได้กลับมา

ตัวเล่นประกบนั้นก็ดีมากมาย (ดาราออสการ์ทั้งนั้น) ทุกบทบาท เยี่ยมยอด การแสดงที่ดี ทำให้อารมณ์เราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวนั้น ๆ เห็นความหดหู่ รันทดของสงคราม เห็นความสวยงามของมิตรภาพ เชื่อว่าวันหนึ่งธรรมชาติก็จะลงโทษมนุษย์ที่คิดว่าตัวเองนั้นยิ่งใหญ่นักหนา มากกว่าใคร ๆ จะถูกทำให้รู้สึกได้ว่า จริง ๆแล้ว เรานั้นตัวเล็กนิดเดียว

ความสวยงามของความสัมพันธุ์ระหว่างมนุษย์ผู้คนนั้นงดงามยิ่งนัก และ เป็นที่น่าประทับใจ ส่วนเรื่องความรักนั้น ก็แล้วแต่ผู้ใดจะมองแบบไหน.. ตามสบาย

936full-cold-mountain-poster

The Promise วิธีการล้างแค้นที่ดีที่สุดคือ การมีชีวิตอยู่ต่อไป….

Promise

เรื่องสงครามการล้างเผ่าพันธุ์ ไม่มีใครอยากพูดถึง แต่มันมีอยู่ตลอดเวลาในโลกใบนี้ที่ใครบางคนจะต้องบอกว่า จะมา”กำจัด”บางเผ่าพันธุ์ออกไป เพียงเพราะเหตุผล บลา บลา บลา … ก็แล้วแต่ใครจะเขียนประวัติศาสตร์

The Promise เล่าถึงชาวอามาเนียนในหมู่บ้านเล็ก ๆ ต้องการมาเรียนต่อทางแพทย์ในเมืองอิสตันบูล คนคริสต์ มาเรียนในเมืองมุสลิมนั่นเอง เรื่องไม่น่าจะมีอะไรหากไม่มีการคิดจะฆ่ายกครัว และ ผลักดันคนที่ตัวไม่ต้องการให้เข้าป่าเข้าดงลงไปในทะเลทรายเพื่อให้หมดสิ้นไปจากโลกนี้ นับเป็นความเลวร้ายของมนุษย์ (ที่ทุกวันนี้ ก็ยังคงมีอยู่ตลอดเวลา)

จำนวนของคนที่เสียชีวิต ว่ากันว่า เป็นล้านห้าแสนคน แต่ตุรกีจะไม่ยอมรับเรื่องนี้ (โดยพี่ใหญ่หนุนหลัง) และบอกว่ามีเป็นแค่หลักแสนเท่านั้น เพราะการ”ย้ายถิ่น” ต่างหาก … จนถึงปัจจุบันนี้ ว่ากันว่า แม้พี่ใหญ่นาซี ต้นตำรับรมแก๊สชาวยิวถึงกับออกปากเลยว่าสิ่งที่เขาทำมันเด็ก ๆ เมื่อเทียบกับเรืองนี้

หนังผูกเรื่องของรักสามเศร้าขึ้นมากลางสภาพสงคราม และ นำให้เราผ่านเรื่องที่มีการเดินเป็นช่วงเป็นตอนของความโหดร้ายของสงคราม มิตรภาพของการช่วยเหลือเพื่อน แม้นำมาซึ่งการเสียชีวิตในที่สุดก็ตาม เป็นเรื่องน่ายกย่อง

เรื่องรักก็ว่ากันไป แต่ผู้ชอบความสะเทือนใจ อารมณ์ ความรู้สึก เรื่องนี้มีให้แน่นอนมากมาย แน่นปึ้ก….

fid17448

The lives of others อย่าทำให้ผู้ชมผิดหวัง

maxresdefault-3

การที่ได้เฝ้าดู หรือติดตามชีวิตใครสักคนจนเริ่มมีความรู้สึกคล้อยตาม ใส่ใจ เห็นใจ และ สุดท้าย เข้าใจ คนคนนั้นแตกต่างไปจากครั้งแรกที่เข้ามาติดตาม

เรื่องราวของตร.ลับที่ติดตามดูพฤติกรรมของศิลปินหนุ่มใหญ่ ผู้มีเพื่อนฝูง แฟนสาว(ดาราสวยหยาดเยิ้ม) และพฤติกรรมที่ล่อแหลมต่อสังคมเยอรมันตอ.สมัยนั้น

เขาผู้ซึ่งมีความเย็นเฉย ราบเรียบ ไม่มีอย่างอื่นนอกจากงาน ใช้เวลาทุกวันติดตามชีวิต และ ความเคลื่อนไหวของอีกคนหนึ่งจนเขาค่อย ๆ เริ่มมีความเปลี่ยนแปลงในตัวเองทีละนิด ๆ โดยไม่รู้ตัว

การแสดงของนักแสดงสุดยอดมากทุกคน ทุกบทบาท เนื้อเรื่องน่าติดตาม และ ละสายตาไม่ได้เลย เนื้อเรื่อง และสิ่งที่ต้องการสื่อออกมาก็เป็นสิ่งที่สามารถอธิบายได้ทางจิตวิทยาของมนุษย์

ดูสนุก เร้าใจ สะเทือนอารมณ์ และมีแง่คิดมากมาย….​ของเค้าดีจริง

51ij-8GwhCL

Homesman หน้าที่สุดแสนประหลาด

maxresdefault-2

ย้อนหลังไปไกลนานแสนนานในแผ่นดินอเมริกาอันกว้างใหญ่ สองฝั่งตะวันออก และ ตะวันตก ผ่านความแห้งแล้งตรงกลางและอินเดียนแดง

สาวใหญ่ โสดสนิท ซึ่งป็นสิ่งประหลาดของคนสมัยนั้น(ที่ไม่สามารถหาผัวได้) รับอาสาจากถิ่นที่อยู่ของเธอ ไปส่งหญิงอีกสามคนที่เสียสติ เพราะเหตุต่าง ๆ และ สามีไม่สามารถจะดูแลเลี้ยงดูเธอได้อย่างปรกติ (หนังแสดงความขัดกัน สาวอ่อนแอ มีผู้ดูแล แล้วก็กลับต้องเสียสติเพราะเหตุต่าง ๆ ผู้ดูแลเองก็ดูไม่ได้ แต่เธอเอง แข็งแกร่งดูแลตัวเองได้ สังคมก็มองซุบซิบกันว่าเธอประหลาด จนเธอต้องถามหาผัวอยู่เรื่อย ๆ )

ลุงคนเถื่อนคนหนึ่งเข้ามาช่วยเหลือ (เพราะเงิน) ในการเดินทางหฤโหดนี้ และได้ร่วมสร้างวีรกรรมด้วยกันมากมาย เชือดเฉือนอารมณ์และการแสดงไม่เสียยี่ห้อดาราออสการ์ทั้งคู่ หนังสอดแทรกเรื่องราว การบอกเล่า ผ่านเรื่องและอารมณ์ตลอดเวลา ดูไปได้เรื่อย ๆ ให้คิดตามกัน

สุดท้ายก็มีเหตุให้กลับตาลปัตรอีกครั้งจนได้ คนดูก็ต้องคิดเอาเองว่า สรุปใครบ้ากันแน่ และ คนดี ๆ ที่ไม่บ้านั้น คิดหรือกระทำอย่างไรกับคนดี ๆ ด้วยกัน และมันส่งผลกับการจะบ้า หรือ บ้าของเขาไหม

ใช้ความคิดไปได้ตลอดทั้งเรื่อง….

91jv5BWYD4L._SL1500_

บทความจาก the Matter : ศิลปะในการอยู่ร่วมกับคนเหี้ย

ทฤษฎีแห่งความเหี้ย : ศิลปะในการอยู่ร่วมกับคนเหี้ย

“ก่อนคุณจะไปหาหมอเพื่อตรวจว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้าหรือเปล่า ให้คุณตรวจก่อนว่ารอบๆ ตัว เต็มไปด้วยคนเหี้ยๆ หรือเปล่า” – นิรนาม

อูย เจ็บ พอได้อ่านผ่านโควตนี้ (ที่ผมจำได้ว่ามาจากทวิตเตอร์ แต่เดิมเป็นภาษาอังกฤษนะครับ) ก็รู้สึกว่า เออ ก็จริงนะ บางทีคนที่อยู่ในความสัมพันธ์แบบโดนกด โดนเหยียบตลอดเวลา อาจจะรู้สึกแย่กับตัวเอง จนทำให้คิดว่าตัวเองเป็นต้นเหตุของความเศร้านั้นๆ ก็ได้ ทั้งที่จริงๆ แล้วไม่ใช่ จริงๆ แล้ว เป็นคนข้างๆ ตัวต่างหากที่ทำให้รู้สึกเศร้า – ถ้าเดินออกมาก็อาจจะค่อยๆ เยียวยาตัวเองได้

ใน ‘ทฤษฎีแห่งความเหี้ย’ ตอนที่แล้ว เราได้สำรวจนิยามของความเหี้ย, ตอบคำถามว่าคนเหี้ยได้ดีจริงไหม และแถมท้ายด้วยการตรวจสอบว่าคุณเป็นคนเหี้ยหรือเปล่า แต่ในครั้งนี้ เราจะพยายามมาสำรวจกันว่า เมื่อเรารู้แล้วว่า เรากำลังอยู่ร่วมกับคนเหี้ยๆ เราจะมีวิธีจัดการ หรืออย่างน้อย ก็ทำใจในการอยู่ร่วมกับพวกเขาอย่างไร

ไม่น่าแปลกใจนักที่เรื่องคนเหี้ยจะมีการศึกษาอย่างจริงจังในแวดวงวิชาการ เพราะนี่เป็นปัญหาต้นๆ ของความสัมพันธ์ในทุกระดับ ตั้งแต่ความสัมพันธ์เชิงโรแมนติก ไปจนถึงความสัมพันธ์ในที่ทำงาน บางงานศึกษาอาจใช้คำที่อ่อนลงบ้าง เช่น อาจใช้คำว่า Toxic Personality  (คนที่เป็นพิษ) หรือ Jerk (คนเชี่ย ซึ่งก็คล้ายๆ Asshole คือคนเหี้ยนั่นแหละครับ) แต่มีนักวิชาการคนหนึ่งที่ไม่ยอมประนีประนอมไปใช้คำที่อ่อนลงเลย เพราะเขาคิดว่า ‘คนเหี้ยก็ต้องใช้คำว่าเหี้ยสิ’ นักวิชาการคนนั้นคือ Robert Sutton จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (สอนด้านวิทยาการการจัดการ – Management Science) ผู้เขียนหนังสือ No Asshole Rule (กฎไร้คนเหี้ย) ในปี 2007 และในปีนี้เขาก็เขียนหนังสือใหม่อีกเล่ม ซึ่งก็ยังวนเวียนอยู่กับคนเหี้ยเช่นเดิม ชื่อว่า Asshole Survival Guide (ไกด์แนะนำการเอาตัวรอดเมื่อต้องอยู่กับคนเหี้ย) 

Asshole Survival Guide

นิยามความเหี้ยของ Robert Sutton

คุณอาจคิดว่าคนเหี้ยต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ คนเหี้ยสำหรับคุณอาจเป็นคนที่ชอบพูดจาถากถางคนอื่นโดยที่ไม่เคยทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเองเลย คนเหี้ยอาจจะเป็นคนที่ชอบขโมยเครดิต คนเหี้ยอาจจะเป็นคนชอบเอาเปรียบหรือเหยียบหัวชาวบ้านโดยไม่รู้สึกผิด แต่มาดูกันว่านิยามความเหี้ยของ Robert Sutton ผู้ที่วิจัยเรื่องความเหี้ยมาอย่างเข้มข้นจะเป็นอย่างไร:

ทำไม Robert Sutton ถึงคิดว่าคนเหี้ยต้องใช้คำว่าเหี้ยเท่านั้นถึงจะสาสม? เขาบอกว่าถึงแม้เขารู้ว่าคำว่าเหี้ย (Asshole) จะทำให้บางคนรู้สึกแย่ (เพราะมันเป็นคำหยาบ) ก็ตาม แต่เขาคิดว่ามีเพียงคำนี้เท่านี้ที่จะจับเอาอารมณ์หรือความแย่ของคนประเภทนี้ (หรือพฤติกรรมประเภทนี้ – อย่างที่ Sutton ก็บอกเองว่า “คนเราก็มีเวลาที่ทำตัวเหี้ยกันทั้งนั้น”) ได้อย่างเต็มความหมาย

Sutton ให้สัมภาษณ์ว่า “จริงๆ แล้ว ความเหี้ยในทางวิชาการก็มีนิยามหลากหลายนะครับ แต่ที่ผมนิยามก็คือ : คนเหี้ยคือคนที่ทิ้งให้เรารู้สึกไร้ค่า (demeaned) ไร้พลัง (de-energized) ไร้ความเคารพนับถือในตัวเอง (disrespected) และรู้สึกถูกกดขี่ตลอดเวลา (oppressed) หรือกล่าวอีกอย่างคือคนเหี้ย มักจะทำให้คุณรู้สึกเหมือนเป็นธุลีดินนั่นเอง (make you feel like dirt).”

Sutton แยกคนเหี้ยเป็นสองแบบใหญ่ๆ (โอ้โห จริงจัง) คือ

  • คนเหี้ยแบบชั่วคราว เขาบอกว่า “ถ้าอยู่ในบางสถานการณ์ พวกเราทุกคนก็เหี้ยได้ทั้งนั้น” (ซึ่งก็จริง อย่างเช่นถ้าหงุดหงิดมา ผมเคยเขียนถึงประเด็นนี้แล้วในทฤษฎีแห่งความเหี้ยตอนแรก)
  • คนเหี้ยแบบควรมอบโล่ (certified asshole) คือคนที่เหี้ยอย่างสม่ำเสมอ ทำตัวเหี้ยๆ กับคนอื่นๆ อย่างคงเส้นคงวา ซึ่ง Sutton อธิบายไว้อย่างน่าสนใจด้วยว่า “ผมไม่คิดว่าความเชื่อที่ว่าคนเหี้ยจะเป็นคนที่ไม่สนใจคนอื่นจะเป็นจริงนะ จริงๆ แล้ว คนเหี้ยสนใจคนอื่นมากเลยแหละ แต่ว่าเป็นการสนใจแบบที่ อยากทำให้คนอื่นรู้สึกเจ็บปวดหรือหงุดหงิด แล้วก็มีความสุขกับความเจ็บปวดนั้นๆ” โอ้โห

แต่เขาก็เตือนให้เราอย่ารีบด่วนสรุปว่า “คนเหี้ยมันเยอะ” ไปหมด คนบางคนอาจจะรู้สึก ‘ถูกหยามง่าย’ ไปหน่อย รู้สึกว่าอะไรๆ ก็มาลงที่ตัวเองหมด ทั้งที่ความเป็นจริงอาจจะไม่เป็นเช่นนั้นก็ได้ อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจที่หนังสือ Asshole Survival Guide เขียนไว้ก็คือ มีคนจำนวนน้อยมากๆ ที่คิดว่าตัวเองเป็นคนเหี้ย (ซึ่งก็ไม่แปลก!) แต่ก็มีคนจำนวนมาก จนไม่ได้สัดส่วนที่คิดว่าตัวเองถูกรายล้อมด้วยคนเหี้ยๆ

นั่นคือ คนเรามักคิดว่าคนอื่นเหี้ย แต่ตัวเอง ‘มีเหตุผล’ พอที่จะไม่เหี้ยนั่นเอง (หรือถ้าทำอะไรเหี้ยๆ ก็อาจใช้เหตุผลมารองรับว่ามันสาสมดีแล้ว หรือมันก็ควรเป็นเช่นนั้นเอง)

Sutton จึงแนะนำไว้ว่า: คนเหี้ย นั้นมักจะไม่รู้สึกความเหี้ยของตัวเอง ต้องให้คนรอบๆ ตัวบอกว่าเขาเหี้ย 

และเช่นเดียวกัน เราควรคิดว่าคนอื่นเหี้ยให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และประเมินว่าตัวเองเหี้ยให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ (คืออย่าด่วนสรุปว่าคนอื่นเหี้ย และอย่าเข้าข้างว่าตัวเองไม่เหี้ย) ถึงจะดี 

วิธีทดสอบคนเหี้ย และแทคติกที่คนเหี้ยใช้

ในหนังสือ No Asshole Rule (เล่มแรก) เขาให้วิธีทดสอบ (หรือผมว่าจริงๆ แล้วเป็น ‘วิธีสังเกต’ มากกว่า) ว่าคนคนหนึ่งเหี้ยไหม ดังนี้

ขั้นตอนแรก: ก็ตามนิยามของ Sutton, คือ ดูว่าหลังจากที่ใครคุยกับคน (ที่ถูกสงสัยว่า) เหี้ย แล้วเขารู้สึกแย่ไหม รู้สึกถูกกดขี่ข่มเหงไหม รู้สึกกลายเป็นเถ้าธุลีไหม ถ้าใช่ ก็ถือว่าผ่านด่านแรก เป็นคนเหี้ยไปครึ่งตัวละ

ขั้นตอนที่สอง: ให้สังเกตว่าคน (ที่ถูกสงสัยว่า)​ เหี้ย นั้นชอบพุ่งเป้าไปที่คนที่มีอำนาจน้อยกว่าตัวเอง มากกว่าคนที่มีอำนาจมากกว่าตัวเองใช่หรือไม่ (เช่น หัวหน้าทีมอาจจะชอบเหี้ยใส่ลูกน้อง แต่ไม่เหี้ยใส่เจ้านายตัวเอง แบบนี้ก็อาจจะแปลว่าหัวหน้าทีมเหี้ยมาก เพราะกดขี่คนที่ตัวเองรังแกได้เป็นหลัก)

ถ้าตอบว่าใช่ทั้งสองข้อ เปอร์เซนต์ที่คนคนนั้นจะเป็น ‘คนเหี้ย’ ตามนิยามของ Sutton ก็มากขึ้น – นอกจากขั้นตอนต่างๆ แล้ว Sutton ยังให้แทคติกที่คนเหี้ยชอบใช้ต่อเหยื่อด้วย ลองเอาไปสังเกตกันดูว่าคนรอบตัวคุณ (หรือตัวคุณเอง) มีอาการแบบนี้บ้างไหม:

ดูถูกเหยียดหยามเรื่องส่วนตัว / ก้าวล้ำเข้ามาใน “พื้นที่ส่วนบุคคล” / ชอบแตะเนื้อต้องตัวแบบที่อีกฝ่ายไม่ได้ยินยอมด้วย / ชอบขู่หรือคุกคาม ทั้งทางวาจาและทางอื่น / ใช้คำตลกเสียดสีและยั่วล้อเหยื่อเพื่อดูถูก / พูดจาหมาๆ ในอีเมล / ใช้สเตตัสเพื่อ “แซะ” ทำให้คนอื่นอับอาย / ชอบเอาเรื่องคนอื่นมาประจานในที่สาธารณะ / ชอบขัดคอเวลาคนอื่นพูด / ตีสองหน้า / มองคนอื่นเหยียดๆ / ทำเหมือนคนอื่นไม่มีตัวตน

ถ้ามั่นใจว่าคนรอบกายเหี้ย แล้วควรดีลอย่างไรดี?

Sutton แนะนำว่าก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไร ให้ถามตัวเองก่อนว่า 1) เรามีอำนาจมากแค่ไหน และ 2) เรามีเวลา (ที่จะดีลกับคนเหี้ย) มากแค่ไหน ถ้าเรามีอำนาจมากๆ เรื่องราวก็อาจจะง่ายลง เช่น หากเราเป็นหัวหน้าและพบว่าลูกน้องเหี้ยไม่ไหวแล้ว ก็อาจจะไล่ออกได้ แต่ถ้าไม่มี เขาก็แนะนำว่า ก่อนอื่นอาจจะต้องลองคุยกับคน (ที่สงสัยว่าเป็นคน) เหี้ยดูก่อน ว่าเขารู้ตัวไหม ถ้าปรับปรุงตัวได้หลังจากคุยกันก็ถือว่าดีไป

แต่ถ้าไม่ได้ เขาก็ให้เราตัดสินใจว่า จะสู้ หรือจะช่างแม่ง (ผมเคยเขียนถึงเรื่องการช่างแม่งไว้ในคอลัมน์นี้ก่อนหน้า) ถ้าจะสู้ เราก็ต้องรวบรวมหลักฐาน และพยายามตัดการติดต่อกับคนเหี้ย เพื่อไม่ให้มารบกวนเราให้ได้มากที่สุด ถ้าเรามีแนวร่วมที่เห็นพ้องต้องกันว่าคนคนนี้เหี้ย เราก็อาจจะใช้วิธีการแบนทางสังคมเพื่อลงโทษพวกเขาได้

นอกจากนั้น Sutton ยังมีทิปเทคนิคในการดีลกับคนเหี้ยไว้ด้วยเป็นข้อๆ ดังนี้:

  1. ให้รู้ตัวให้เร็ว และถ้าออกจากสถานการณ์นั้นได้ ก็ให้หนีออกมา แต่ถ้าเป็นไปไม่ได้ ก็ต้องดีลด้วยวิธีอื่น
  2. ให้รักษาระยะห่างกับคนเหี้ย (ตามตัวอักษร) เขาแนะนำมาเป็นหลักเป็นฐานมากว่าให้รักษาระยะห่างที่ 25 ฟุต (7.6 เมตร) เพราะมีงานวิจัยว่าอารมณ์สามารถติดต่อกันได้ และ Sutton ก็เชื่อว่าความเหี้ยนั้นอาจจะส่งผ่านกันได้เช่นกัน (เช่น เราเจอคนเหี้ยๆ แล้วเราอาจจะหงุดหงิดจนทำตัวเหี้ยกับคนอื่นที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่)
  3. ให้ลดการติดต่อกับคนเหี้ย เพราะพวกเขาจะชอบเวลาได้เห็นคนเป็นเดือดเป็นร้อน ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ให้ ‘ตอบช้า’ เช่น ตอบอีเมลช้าๆ หรือไม่ต้องตอบข้อความในทันที
  4. ถ้าเป็นไปได้ อย่าทำตัวโดดเด่น เพราะคนเด่นๆ มักจะเป็นเป้าหมายของคนเหี้ย
  5. หากอยากทำใจ ให้คิดถึงอนาคตเข้าไว้ ว่าอีกปีหนึ่งหรืออีกไม่นาน เรื่องของคนคนนี้ก็จะไม่มากวนใจเราแล้ว
  6. Sutton แนะนำด้วยว่า ถ้าอยากลอง ก็ลอง “เลีย” คนเหี้ยก็ได้ เพราะคนเหี้ยอาจจะชอบให้คนมาชื่นชมตัวเอง ถ้ารู้สึกว่าใครเป็นพวกตัวเองแล้วก็จะเลิกเหี้ยกับคนคนนั้น อาจจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น
  7. ต่อสู้กลับด้วยวิธีต่างๆ เช่น รวมกลุ่มกันแบน หรือถ้าเหี้ยแบบเป็นกิจลักษณะก็อาจจะต้องร้องเรียนต่อคนที่มีอำนาจ
  8. อย่าวู่วาม Sutton บอกให้เราใช้เวลาค่อยๆ เก็บหลักฐาน เก็บพรรคพวกให้ดี ก่อนที่คิดจะทำอะไรลงไป เพราะถ้าเราไม่พร้อมในการต่อสู้ เราอาจจะแพ้ก็ได้

ทั้งหมดนี้คือเรื่องของการต่อสู้ รวมไปถึงการอยู่ร่วมกับคนเหี้ย แต่สุดท้ายสิ่งที่ต้องไฮไลท์ไว้ ก็คือคำที่ Sutton บอกไว้นั่นแหละครับ ว่า “อย่าเรียกคนอื่นว่าเหี้ยให้เร็วเกินไปนัก แต่ให้สงสัยว่าตัวเองเหี้ยไหมไว้ก่อน” ถ้าเราคิดแบบนี้ได้ ความเหี้ยของเรา (ที่คนอื่นอาจมองเห็น) ก็จะลดลง และเราก็น่าจะมีชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุขขึ้น

img_3754