ระนองทริป 1-6 พ.ค. 2562

เคยตั้งใจใฝ่ฝันเอาไว้เมื่อนานแล้วว่าอยากจะไปเมือง”แร่นอง”ให้ได้สักครั้ง รู้ว่าเป็นเมืองเล็ก ๆ ห่างไกล ฝนแปดแดดสี่ ผู้คนอัธยาศรัยดีอยู่กันแบบสงบ เคยทำทริปเดินทางทะลุลงไปพังงา ภูเก็ต แล้วกลับมาทางฝั่งอ่าวไทย ในแผนใช้เวลาประมาณ 10 วัน ขับรถไปเรื่อย ๆ

ครั้งนี้ สบช่องต่อวันกรรมกร(วันของเรา) ลาพักร้อนสองวันต่อด้วยวันบรมราชาภิเษกที่เขาประกาศหยุดเพิ่ม 1 วัน รวมแล้วเป็นวันที่ 1-6 พค. เลยจัดทริปด่วน ๆ คิดไว้ล่วงหน้าสองอาทิตย์ก็ลงมือเลย……

เช้าวันที่ 1 พค.

เราออกเดินทางประมาณ 0730 น. ใช้เส้นทางวิภาวดีรังสิต ไปขึ้นทางด่วนที่ประชาชื่นไปลงที่พระรามสอง แล้วก็เดินทางต่อไปทางสมุทรสาคร รถติดนิดหน่อยเพราะการก่อสร้างถนนแถว ๆ มหาชัย หลุดจากนั้นมา ก็โล่งไปได้เรื่อย ๆ เราแวะกินก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาเยาวราชเป็นอาหารเช้าที่มหาชัย จุดหมายแรกที่แวะคือ“ศูนย์วัฒนธรรมไทยทรงดำ”ที่เขาย้อย เพชรบุรี (เงียบเหงามาก) เป็นหน่วยงานสนับสนุนโดยเทศบาล เพื่อรักษาวัฒนธรรมถิ่นเอาไว้ ชาวไทยทรงดำอพยพย้ายถิ่นมาจากเวียดนามเหนือ และตอนใต้ของจีน ย่านเดียนเบียนฟู ตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลายต่อรัตนโกสินธ์ตอนต้น ปัจจุบันย่านเขาย้อยมีเชื้อสายหลงเหลือมาเป็นชุมชนใหญ่สุด(ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ของประชากร) บังเอิญไปสาย ๆ ต่อจากคณะผู้มาดูงานพอดี เลยเจอเจ้าหน้าที่หลงเหลือสองสามคนพอให้ข้อมูลได้ นอกนั้นทั่วบริเวณเงียบสนิทท่ามกลางแดดเปรี้ยง ต่อจากนั้นเราก็มุ่งหน้าสู่เพชรบุรี ไป“ถ้าเขาหลวง”ดินแดนถ้ำหลายรัชกาลพบเจอเป็นร้อย ๆปีมาแล้วตั้งแต่อยุธยา มีการสร้างพระ สร้างเจดีย์เอาไว้ต่างยุคสมัย รูปถ่ายเดิมร้อยกว่าปี มีเจ้านายมาถ่ายไว้นั่นก็เห็นเจดีย์และพระพุทธรูปแล้ว บรรยากาศก็สวยงามตามประสาถ้ำ และหินงอกหินย้อย อากาศร้อนและอบควันธูป (เยอะไปหน่อย) แต่พวกถ่ายรูปกลับชอบ มันให้แสงที่สวย

กำหนดต่อไปเราต้องไปแวะกินกลางวัน แต่ความอ่อนหัดของการใช้ maps ทำให้มันพาเราย้อนกลับไปทางเดิม ไอ้เราก็ไม่ทันคิด นึกว่ามันไปทางแก่งกระจาน เลยไปเรื่อย ๆจนเอะใจว่ามันน่าจะพาเรากลับไปไทยทรงดำแน่ ๆ ต้องย้อนกลับมาใหม่ ก็เสียระยะไปสามสิบกม.ได้ ย้อนมาถึง“เพ็ญพริกเผ็ด” ก๋วยเตี๋ยวต้องลอง เขาทำแปลกและมีพริกผสมให้ราดแบบน้ำสุกี้ คนเยอะหน่อย แต่รอได้แบบสงบ ๆไม่วุ่นวาย ร้านเขามีกติกาน่ารัก ห้ามเล่นดทรศัพท์ นั่งแล้วรอก่อน จะถึงคิวเขาจะมาถามเอง ไม่ต้องตะโกนสั่งโหวกเหวก

ข้ามถนนเท่านั้น ก็วัดใหญ่สุวรรณาราม วัดของพระสังฆราชแตงโม มีเรื่องเล่ายาวมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าเสือของกรุงศรีอยุธยา (คนสั่งฟันคอพันท้ายฯ เจ้าของน้ำพริกปัจจุบัน) สถาปัตยกรรมสวยงามเก่าแก่ควรแก่การหาโอกาสไปชม เสียอย่างเดียว มันร้อนมาก ๆเท่านั้น

ออกจากตัวเมืองเพชรบุรี เราก็ไปทางเส้นทางแก่งกระจาน เพื่อเข้าที่พัก “ริมแก่งรีสอร์ต” ริมแก่งจริง ๆ มีร้านอาหารพร้อมในตัว มีคนพักสองสามคณะเท่านั้น นัยว่าจะมากันในศุกร์นี้เยอะหน่อย พักผ่อนตามอัธยาศัย รอจนแดดสงบก็ลงเล่นน้ำกันเอาธรรมเนียม อาหารก้หากินเอาในนั้นนั่นแหละ เขามี“ร้านริมแก่ง” แล้วก็พักผ่อนในบรรยากาศสงบเงียบของธรรมชาติ กลางคืนเงียบกริบมีลมมาจากทางแอ่งเก็บน้ำทั้งคืน

เช้าวันที่ 2 พค.

ตื่นกันตั้งกะตีห้าตามประสาคนแก่ นอนกระส่ายกระสับ ฟ้าเริ่มสางตอนตีห้าครึ่งแดดค่อย ๆ พ้นทิวเขามากระทบผืนน้ำ ลงไปเดินเล่นริมน้ำ พร้อมฝูงหมาทั้งฝูง มันวิ่งเล่นกันแถวนั้นเจี๊ยวไปหมด ออกจากที่พักประมาณ 0730 น. จุดหมายแรกข้าง ๆที่พักนั่นเอง คือ “อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน” ไปถึง จนท.ยังกินข้าวเช้ากันไม่เสร็จเลย ขออนุญาตเยี่ยมชม จุดสนใจคือ สะพานแขวนข้ามไปหาเกาะแก่งในอุทยาน อยู่ในบริเวณที่พักของอุทยานฯ แต่ช่วงเวลานี้ ไม่มีนักท่องเที่ยวมาพักเลย จนท.ก็เอ่ยเชิญชวนให้มาพักกันเยอะ ๆ นะจ๊ะ (แต่มันร้อนเหลือหลายนะ) สะพานแขวนชำรุดมากแล้ว ไม้อ่อนยวบยาบ ปิดตรงกลางทางไม่ให้ผ่าน และรื้อไม้ออกหลายชิ้น (ไม่แน่ใจว่าไม่ให้เดิน หรือ มันผุพังไปแล้ว) ถามได้ความว่ารออธิบดีคนใหม่มาให้งบซ่อม และ ปรับปรุง ที่ยังเอาไว้อย่างนี้ เพื่อให้นทท.มาถ่ายรูปเช็คอิน สถานที่ก็น่าสนใจหากมาพักผ่อน แต่หากจะมา บึ้มเธค คาราโอเกะ อย่ามาเลย

ถัดมาเดินทางไปโครงการ”ชั่งหัวมัน” ซึ่งเริ่มโดยในหลวง ร.9 เมื่อปี 2552 (สิบปีเอง) จากพื้นที่ 250 ไร่ ที่แห้งแล้งที่สุดของจังหวัดเพชรบุรี โดยพระองค์ท่านต้องการให้เป็นระบบเกษตรสมบูรณ์แบบ โดยมีความร่วมมือทั้งฝ่ายรัฐ ฝ่ายราษฏร์ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าหากทุกส่วนฝ่ายร่วมมือกันแล้ว มันเป็นไปได้ทั้งนั้นทุกพื้นที่ในประเทศไทย สามารถปลูกพืชผัก ทำปศุสัตว์ สร้างผลผลิตให้ปชช.ในพื้นที่ที่เข้ามาร่วมมากมาย ไม่รวมเรื่องของการลงทุนที่ระดับรัฐเท่านั้นที่จะทำได้ เช่นกังหันลมราคาเป็นล้าน จนสามารถขายไฟให้กฟภ.ได้ ระบบน้ำที่เดินไปทั้งพื้นที่เต็มรูปแบบ มีการปลูกพืชผักวนไป ข้าว มะนาว มันม่วง มันเทศ ชมพู่เพชร ยางนา ยางพารา มะพร้าว ข้าวโพด ดอกแค ชะอม ฯลฯ มากมาย หมุนเวียนไป เลี้ยงวัว ไก่ไข่ครบวงจร ทำนม ฯลฯ มีคณะร่วมเกษตรจากวิหารแดง สระบุรี มาพร้อมกัน แอบไปได้ยินในห้องน้ำหลังชมเสร็จ ทุกท่านสรรเสริญพระคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 กันทั้งนั้น “พระองค์ท่านทำอะไรก็สำเร็จ งอกงาม” น่าตื้นตันยิ่งนัก

เดินทางต่อไปประจวบโดยออกมาทางอ.ปรานบุรี แวะกิน”ซี่โครงปราน” อาหารตุ๋น รสชาติกำลังดี ไม่หวาน ไม่เค็ม แวะกินกาแฟปลุกสมองหน่อยนึง แล้วเดินทางต่อ ถึงประจวบประมาณ 1300 น. ผ่านวัดเขาช่องกระจกเห็นลิงมากมายเล่นน้ำแก้ร้อนกัน ยังเข้าที่พักไม่ได้เราเลยไปแอ่วทางอ่าวมะนาวก่อน แวะไหว้เจ้าเขาล้อมหมวก หน้าตาสถานที่เปลี่ยนไปจากที่เคยมาเยี่ยมเยียนเมื่อสิบกว่าปีก่อนมากแล้ว ทะเลสวยมากแม้อากาศจะร้อน แวะไปร้าน “คนกินปลา” บ้านคลองวาฬ กินปลาหมึก ปลาอินทรีย์ยักษ์ หอมแมงภู่เอาบรรยากาศทะเลเสียหน่อย(ราคาพาเอาสะดุ้ง) แล้วย้อนกลับมานอนเล่นชายหาด “อ่าวมะนาว” ได้ลงน้ำสองสามรอบ ไม่ร้อนเย็นสบายจนเผลอหลับไปเล็กน้อย

กลับเข้าที่พัก “โรงแรมประจบบีช” 1700 น. พักเล็กน้อย ก็ออกไปสำรวจเมืองเย็น ๆ คนไม่มาก แยกกันตามที่ต่าง ๆออกกำลังในสวนสาธารณะริมทะเล ไม่มีห้างใหญ่ ไม่มีรถเล็กรับจ้าง รถเมล์ ไม่มีจุดมั่วสุม เมืองน่ารักมาก มีคนใจบุญเอากล้วยมาแจกลิงเยอะแยะ (ทั้ง ๆ ที่ป้ายบอก “ห้ามให้อาหาร”) การอยู่ร่วมกันของคนและลิงก็น่ารัก จนท.ปลูกสับปะรดที่ศาลากลาง ปลูกไป ลิงก็ถอนออกมากินไป เขาก็ไม่ยักโกรธ (ลับหลังอาจจะวางยาก็ได้)

อาหารค่ำไปย่านที่เขาขายตามสั่ง อาหารทะเล โซนใหญ่ มีร้านสัก 6-7 ร้าน รับผิดชอบคนละล็อค ๆ ยาว ๆไป น้องที่โรงแรมแนะนำ “ทับสะแก1” วันนี้ดันหยุด เลยไป ”ทับสะแก2” แทน อาหารเยอะมาก คนก็เยอะมาก และ ราคาก็ถูกด้วย ต้มยำปลาทูหม้อนึง (4 ตัว) 60 บาท… ปลาจาระเม็ดเนื้อแบบแน่น ๆทอดกระเทียม 180 เอง เสียดายกินมาจาก ”คนกินปลา” มาแน่น เลยกินได้นิดเดียว ติดไว้ก่อนละกัน

ห้องพัก “ประจวบบีช” ห้องใหญ่ สบาย กว่าจะนอนก็เกือบสองยาม ดูความรู้เรื่องของประเพณีโบราณ “บรมราชาภิเษก” ประดับความรู้นิดหน่อย

เช้าวันที่ 3 พค.

ตื่นกันตีห้าครึ่ง ก่อนออกเดินทางเพื่อเป้าหมายจังหวัดระนอง แวะหาอาหารเช้ากินที่หน้าเทคนิคประจวบ ”อิ่มอกอิ่มใจ” เป็นร้านโจ๊ก ข้าวต้ม ปลาลวกจิ้มประมาณนั้น ลองกินข้าวต้มปลา น้ำใสแจ๋ว ไร้กลิ่นคาว อร่อย ไข่ลวกสองฟอง ตบกาแฟ อิ่มแน่นไป แผนเดิมตั้งใจจะแวะหว้ากอ แต่มันยังเช้ามาก ก่อนแปดโมงคงยังไม่เปิด เลยผ่านไป ทางเดินผ่านเส้นทางรถไฟรางคู่ช่วงประจวบ งานเปิดไหล่ทางทำไปได้เกือบหมดแล้ว คงจะมีความคืบหน้าเร็ว ๆ นี้ เดินทางมุ่งหน้าชุมพร เลยชุมพร เลี้ยวขวาเข้าทางไปกระบุรี ระนอง ถนนกำลังทำจากสองเลนเป็นสี่เลนขับค่อนข้างยากนิด ละสายตาไม่ได้เลย เพราะถนนช่วงตรงแทบไม่มี มาได้ประมาณครึ่งทาง ก็แวะลองกิน“ซาลาเปาทับหลี” ที่บ้านทับหลีแท้ ๆ รวมทั้งบ้านแรกที่เขาบอกว่าทำซาลาเปาขายเป็นคนแรกของทับหลีด้วย (ขายแปดบาท คนอื่นขายเจ็ดบาท) รสชาตซาลาเปา และ ขนมจีบก็ไม่เด้งมาก เอาบรรยากาศละกัน ร้านซาลาเปาเยอะมากจนไม่รู้ว่า จะขายให้ใครหมด

ออกเดินทางต่อเข้าระนองประมาณเที่ยงตรง มุ่งเข้าที่พัก “เลอ สริน” เลย อากาศร้อนมาก ๆ เช็คอินเข้าห้องจบ ก็ออกเดินทางให้คุ้มวัน ตรงไป“พระราชวังรัตนรังสรรค์จำลอง” ที่เป็นสถานที่รับเสด็จร.ห้า เมื่อครั้งประพาสมลายู เรียนรู้ประวัติศาสตร์กันเล็กน้อย ก่อนไปต่อที่“บ้านเทียนสือร้อยปี”เช่นกัน เป็นบ้านของหลานเขยเจ้าเมืองระนอง (คอซู้เจียง) ทำกิจการการค้าจนร่ำรวยแต่ต้องมาเสียชีวิตเพราะยาพิษเมื่ออายุแค่ 36 ปีเอง ลูกหลานเอาบ้านทำให้ประชาชนเข้าดู (และถ่ายรูป) ได้ คนแวะมาเยี่ยมเยียนตลอด ผนังบ้านหนาฟุตครึ่ง ลูกกรงบ้านขนาดหนึ่งนิ้ว มองแล้วคล้าย ๆ คุก แต่เจ้าของบอกว่า กิจกรรมหลักของที่บ้านยามค่ำคืนคือ เอา”เงิน” ออกมานับใส่กระสอบ นัยว่ากิจการร่ำรวยมาก จึงต้องสร้างบ้านอย่างแข็งแรงแบบนั้น คนมาเยือนจะฟัง หรือ จะอ่านไหมไม่รู้ เห้นมาต่อแถวถ่ายรูปกันเจี๊ยวจ๊าวไปหมด

อากาศร้อนจนต้องยอมแพ้ กลับมาพักผ่อนรอให้เย็นกว่านี้ค่อยออกไปใหม่ คนระนองบอกว่า ฝนไม่ตกสองวันแล้ว เลยร้อนมาก ๆ ปรกติฝนจะมาตัดร้อน แกกล่าว

เย็นประมาณห้าโมงครึ่งออกไป”ในค่าย” ที่พักของตระกูล ณ ระนอง ที่สร้างป้อมค่ายไว้ล้อมรอบ ลูกหลานบอกว่าไว้กันกบฏอั้งยี่ กรรมกรเหมืองที่ประท้วง ปิดเมืองปล้น จนส่วนกลางต้องส่งคนมาปราบในสมัยก่อน (จริง ๆ ก็ไม่รู้จะมาปราบใครกันแน่ เรื่องแบบนี้ ฟังหูไว้สองหู) ตอนนี้ที่ 35 ไร่ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแต่ลูกหลานก็อยู่กันในนั้น นับรุ่น ณ ระนองแล้ว ปัจจุบันถึงรุ่นที่ 8 คุณลุงคนให้ข้อมูลคือรุ่นที่ 5 รุ่นเดียวกับรัฐมนตรีคนดังนั่นเอง

จากนั้นก่อนค่ำไปเยือน“สุสานเจ้าเมืองระนอง” ยิ่งใหญ่สมดังที่ลูกหลานยกย่อง กว้างใหญ่ไพศาล มีการดูแลอย่างดี ด้านหน้าเป็นทะเล ด้านหลังเป็นภูเขาสมบูรณ์แบบ ที่“ปากน้ำระนอง”ร้านอาหาร และกิจการเรือประมงมากมาย เป็นย่านเศรษฐกิจแบบเงียบ ๆ จริง ๆ

ตอนค่ำไปแช่น้ำร้อนที่“บ่อน้ำพุร้อนรักษะวาริน” มีสองส่วน หนึ่งของเทศบาล ลงแช่ตามสบาย มีการดูแลพอสมควร อีกส่วนเป็นของเอกชนมาสัมปทานทำ มีผ้าผ่อนบริการ เก็บเงินนิดหน่อย น้ำร้อนจากบ่อ 65 องศา เขามาปรับให้เป็น 42-45 องศา แล้วให้เลือกเอาตามสบาย กำลังร้อน ๆแบบจะทนไม่ได้พอดี พอแช่จบ ออกมาแล้ว เหงื่อยังตามผุด ๆ อยู่ตลอดเวลาเป็นชั่วโมง ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าให้เหงื่อออกให้หมดแล้วไปอาบน้ำชำระร่างกาย จะตัวเบานอนหลับสบายเป็นที่สุด

อาหารค่ำร้าน“หลินจุ้น” ทำอาหารกลาง ๆทั่วไป แปลกตรงเอาปลาวัวมาย่างขาย รสชาตไม่มี มันเป็นเส้น ๆ หยาบ ๆ เหมือนฉีกกระดาษกิน (สมราคา) ก่อนกลับเข้าห้องนอนพักผ่อนกายา

เช้าวันที่ 4 พค.

ตื่นเจ็ดโมงเช้า ที่นอนนอนสบาย แต่อากาศ(แอร์)เย็นไปเล็กน้อย เลยนอนไม่ค่อยสบาย ออกเดินทางไป“ปากน้ำระนอง” (สะพานปลา) เพื่อลงเรือไป“เกาะพยาม” โปรแกรมทั้งวันจะอยู่ที่นั่น

แวะกินติ่มซำ กาแฟ โจ๊ก ที่“ระนองโอชา” คนแน่นจนหลัง ๆร้านบอกว่า “ติ่มซำรอชั่วโมงนึงนะคะ” ของน่ะมี แต่รอคิวนึ่ง ช่างโชคดีจริง ๆ อยู่บ้านทำอาหาร คนมากินเอาเงินมาให้ยังกะแจกฟรี นี่แหละหนาฝีมือ (ฝีมือพม่าเกินครึ่งร้าน)

ไปจอดรถฝากไว้บนฝั่งหนึ่งร้อยบาท แล้วหาตั๋วเรือสโลว์ไป ทุกคนเชียร์ให้ไปสปีดโบท เราก็บอกไม่เอาจะไปเรือช้า จนมาซื้อที่ท่านาวาฯ เป็นเรือของโกแขก และเจ๊หลี วิ่งวันละสองรอบ ไปรอบ กลับรอบ 1000 น. และกลับ 1500 น. อยู่อย่างนี้ไม่มีรอบอื่น

เวลาจะไปเจ๊หลีต้องมารับคนไปเอง เพื่อไปลงเรือที่หน้าท่าของแกในปากน้ำ ถามว่าทำไมไม่ให้ลูกค้าไปทางนั้นเลย แกบอกตรงนี้เป็นท่าเรือเก่า ธุรกิจพัวพัน (ที่จอดรถ ฯลฯ) ต้องอยู่ตรงนี้ เป็นการทะนุถนอม ไม่หักกันเกินไป ช่วย ๆ กันให้มีรายได้กันไป ดีเหมือนกัน เรือแกเป็นเรือใหญ่ น่าจะดัดแปลงมาจากเรือประมงเก่าของผัวแกชั้นล่างขนของสารพัด ผัก หมู ไก่ วัสดุก่อสร้าง หลังคา เหล็ก ล้นไปยันข้างบนโน่น ส่วนผู้ดดยสารนั่งเหลาเต๊งชั้นสองเท่านั้น

เรือแล่นไปอย่างช้า ๆ สองชม.เราก็ถึงเกาะ เช่ามอไซค์หนึ่งคันขี่เที่ยวไปแบบร้อน ๆ (ทะเลสวย หาดดี แต่ร้อนสุด ๆ เดินออกชายหาดกลางแจ้งไม่ได้เลย) บรรยากาศของคนบนเกาะนิสัยดีมาก ๆ ให้คำแนะนำ พูดคุย ข้อมูลต่าง ๆ น่ารักมาก ๆ ไปเที่ยว“อ่าวเขาควาย” และ “อ่าวใหญ่” สองที่ นอกนั้นก็แวะเล็ก ๆ น้อย ๆไป บังกะโลเต็มไปหมดบนเกาะ แต่ช่วงนี้ ชาวบ้านว่าเงียบแล้ว บางแห่งจะปิดพัก เพราะเลยหน้าไฮไปแล้ว เจอกันใหม่หลัง ก.ย..-ตค. ปีนึงทำเงินสี่เดือน ที่เหลือ พักผ่อน งานประมงก็ยังมีอยู่ ร้านอาหารก็เยอะ ไม่เคยเจอเกาะท่องเที่ยวที่ชุกขนาดที่นี่มาก่อนเลย น้ำ และ ไฟ เขาทำเอง แพงมาก คนเมืองมาไม่เข้าใจ ไม่ช่วยกันประหยัด เป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากร ชาวบ้านบอกไม่อยากได้เงิน (ค่าไฟหน่วยละ 25-27 บาท) แต่คนเมืองก็คงไม่ฟังหรอก

เที่ยวเล็กน้อยได้สามชม. เราก็ต้องกลับแล้ว ขากลับโคตรซวยบรมซวย เจอคนที่เรียกตัวว่า”จิตอาสา” แต่ทำกริยาที่ไม่เหมาะสม ตะโกนพูดคุยโหวกเหวก แหกปากคุยกัน ตลอดเวลา ทั้งสองชม.ที่เดินทาง จนแทบระงับอารมณ์ไม่ไหว คนอะไรเที่ยวบอกคนอืนว่าเรียนมาสูงส่ง กริยาสถุลไพร่สุด ๆ การไม่ให้ความเคารพคนอื่นคือ กริยาของคนไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนต่ำตมอย่างที่สุด

ผ่านมาได้ ขากลับในเรือเจอพายุ ขนาดหาง ๆ ของพายุฤดูร้อนยังล่อซะเรือโคลงไปหมด น่ากลัวมาก ไม่ถึงขนาดจะล่มแต่มันไปได้ช้า และฝ่ากระแสลมที่แรงมาก ใจตุ๋ม ๆ ต่อม ๆ

ขึ้นฝั่งได้ ฝนก็ตกไม่หยุด โปรแกรมแช่น้ำร้อนเลยต้องล่มไปก่อนวันนี้ เข้าที่พัก “เลอ สริล” รอฝนซาออกมาหาข้าวต้มกินที่“ตลาดท่าเมือง” ตามด้วยขนมหวาน เต้าฮวยน้ำขิง และ“โรตีอัชชา” หน้ารพ.ระนอง นอนพุงอืดไป….

เช้าวันที่ 5 พค.

ตื่นเจ็ดโมงเช้าเช่นเคย วันนี้ต้องเปลี่ยนที่พัก เราเช็คเอาท์ออกประมาณแปดโมง ในขณะที่ฝนยังตกพรำ ๆ เหมือนสิ้นคิด เพราะถ้าไม่มีที่ไปจะกลับมานอนเล่นก็ไม่ได้ แต่ไม่เป็นไรเราต้องมุ่งหน้าต่อไป ออกไป“ตลาดเทศบาลเดิม” เพื่อชมตลาด AEC นานาชาติ ของกินของใช้เต็มไปหมด พม่า แขก ไทย จีน อยู่ด้วยกันได้ ลองกินหมากไปสองคำเพื่อให้ถึง ๆ หน่อย อาหารเช้ากิน“ขนมจีนป้าจันทร์”อร่อยใช้ได้ ผักเหนาะเยอะดี คนละจาน ป้าแกจะมาคอยแนะนำ กินกับผักนั่น ผักนี่ อร่อย ฯลฯ เป็นกันเองกับลูกค้าดี ต่อกาแฟแถว ๆ นั้น จบไป

เดินทางไป“วัดหงาว” ซื้อของวิสาหกิจชุมชน แล้วไปเที่ยว“น้ำตกหงาว” (ทุกอย่างหงาวหมด) เดินไปจนถึงน้ำตก เหนื่อยพอประมาณ ลงแช่น้ำเล็กน้อยพอได้สัมผัสความเย็นฉ่ำของน้ำฝนที่เพิ่งตกมาใหม่ ๆ (เด็ก ๆบอก จริง ๆ น้ำไม่ค่อยมีแล้ว แต่ฝนตกมาเมื่อวานเลยชุ่มฉ่ำอีกครั้ง) จากนั้นย้อนเข้าไปยัง“ตลาดหงาว”(อีกแล้ว) ชิม“โรตีนิสรา”เจ้าดังของเขา พ่อค้าใจดีมาก แบ่งแกงมาให้ถ้วยนึง เราไปไม่ทันเขาขายหมดแล้ว เขาเอาของแม่เขามาให้เห็นอยากกิน กินกับโรตี ไก่ทอด ชาร้อน รสชาติเอาถึงจุกได้ อิ่มยาวไป ระหว่างนั้นฝนตกหนักยังกับฟ้ารั่ว ร้านก็บ่ยั่น คนมาตลอด อย่างว่าแหละ คนตั้งใจมาแล้ว มาถึงก็ต้องหาทางกินให้ได้หล่ะ

เที่ยงกลับเข้าเมือง โปรแกรม“ภูเขาหญ้า” และ แช่“บ่อน้ำร้อนพรรั้ง” ล่มไว้ก่อน ฝนตกอีกแล้ว ตกมาสองวันแล้วต่อเนื่อง ได้บรรยากาศระนอง ฝนแปดแดดสี่ เข้าที่พัก “หลวงพจน์ บูติคโฮเตล” อยู่แถว ๆ “วังรัตนรังสรรค์”นั่นเอง ผ่านไปผ่านมาไม่ได้สังเกต ตั้งแต่บ่ายก็พักผ่อน พิมพ์บันทึกไปพลาง ๆ หากเย็น ๆ ออกไปได้อีก ก็จะออกไปแช่น้ำร้อน….

สรุปนอนฟังฝนไปจนค่ำ ฝนก็ยังตกไปตกมาไม่หยุดสนิท ออกจากที่พัก 1830 น. เพื่อจะไป“บ่อน้ำร้อนพรรั้ง”ให้ได้ (ตั๋วเข้าอุทยานฯวันนี้ สามารถใช้เข้าที่บ่อพรรั้งได้) ด้วยความที่ไม่รู้ เดินทางไป 12 กม. เข้าเขตบ่อน้ำร้อน ทางเลี้ยวเข้าไป 2 กม. ทางเงียบกริบ รถราไม่มีสวนหรือตามมาสักคัน จนมาถึงที่ถึงทราบว่า บ่อน้ำร้อนพรรั้งเป็นบริการของอุทยานฯ ซึ่งเปิดปิดตามเวลาประมาณราชการขยายออกนิดหน่อย เป็นอันว่าไปถึงก็บ่อมืดตึ้บ ไม่เหลือใครแล้ว ย้อนกลับมา“บ่อรักษะวาริน”ที่เดิม (จะแช่ให้ได้) ปรากฏว่าเป็นวันบ่อแตก คนมาประมาณ 200 คน เข้าที่บ่อของเอกชน ผ้าเช็ดตัวหมด คนเฝ้าประตูบอกว่า ถ้าพี่ไม่ใช้ผ้าเช็ดตัวก็แช่ได้ค่ะ (ดูมันตอบ) เราเข้า ดาด้าไม่เข้านั่งรอข้างนอก ฝนที่ตกลงมาเรื่อย ๆ ทำให้น้ำไม่ใส และออกดูขุ่น ๆ คนแช่กันก็บอกว่า เพราะคนมาเยอะน้ำเลยไม่ถ่ายเท พาลมองเป้นเรื่องสกปรกไปโน่น แช่ประมาณครึ่งชม. ก็ออกมา ทางกลับที่พักก็หาข้าวเย็นกินได้กินหนางต้มกะทิ รสชาติเปรี้ยว ๆ เหมือนการถนอมอาหารชนิดหนึ่ง ก่อนนอนแวะไปกินเต้าทึงที่“ร้านดอกไม้” ประมาณสามทุ่มกว่า ๆ เครื่องหมดแล้ว แต่ร้านยังไม่ปิด เจ้าของบอกว่า คนเขาตั้งใจมา หากมาแล้วเจอร้านปิดจะเสียใจ เรามีเครื่องดื่มที่ยังบริการให้ได้ แกก็จะปิดตรงเวลา 2230 น. เท่านั้น มุมมองของพ่อค้าแม่ค้าของระนองนี่คล้าย ๆ กันหมด คือ ทำให้ลูกค้าเต็มที่ อัธยาศัยดี

นอนหลวงพจน์ห้องริมถนน พัดลม ฟังเสียงฝน และ”เสียงรถ” จนถึงเที่ยงคืน ถนนถึงจะเงียบสงัด นึกว่าจะคึกคักอีกทีประมาณตีสาม(ตลาดเปิด) ปรากฏว่าเงียบยันเช้าหกโมงโน่น ค่อยเริ่มมีเสียง

เช้าวันที่ 6 พค.

ตื่นนอนตีห้าครึ่ง พอได้ไปใช้ห้องน้ำของ hostel เป็นคนแรก อาบน้ำเรียบร้อยพร้อมเดินทาง เราออกจากที่พักประมาณ 0700 น. พี่ติ๊กจนท.ที่ที่พักมาแต่เช้า คุยออกรส เป็นกันเอง แกบอกวันนี้ ทั้งหกห้องที่มี เช็คออกหมด และยังไม่มีรายใหม่เข้า หรือ จองมา เป็นอันว่า เข้าหน้า Low season แล้วจริง ๆ แกบอกบางทีว่างเป็นอาทิตย์ ๆ แกก็มาทำงานปรกติ ถือว่าพักผ่อน เพราะแกต้องทำความสะอาด จัดห้อง ซักผ้า ฯลฯ เองทั้งหมด (จ้างโคตรคุ้ม) แถมเย็น ๆ เถ้าแก่ให้ไปเฝ้าค่ายมวยให้อีกด้วย เลิกงาน 2030 น. เดือนนึงมีวันหยุด “วันเดียว” โคตรทรหด

แวะกินหมี่ซั่วร้าน“โจ๊กสามชั้น” น้ำซุปใสปิ๊ง หอมกลมกล่อม ก่อนเดินทางเข้าพระนคร แผนที่บอกว่า 609 กม. ใช้เวลาแปดชม.นิด ๆ หากเราเดินทาง 0730 น. ก็ต้องถึงประมาณ 1530 กว่า ๆ เผื่อแวะกินเที่ยง และ พักรถ สักชม. ก็ต้องไม่เกิน 1700 น. แน่ ๆ

เราแวะรถทุก ๆ สองร้อยกม. ที่แรกประมาณบางสะพาน ประจวบ กินกาแฟอีกแก้ว แล้วอีกสองร้อยกม.ก้ประมาณ ชะอำ เพชรบุรี แวะกินข้าวเที่ยงร้าน“เนื้อต้มเมืองสิงห์”

เหลือระยะสองร้อยกม.สุดท้าย อันสุดทรหด จากชะอำถึงพระรามสองช่วงก่อนทางด่วนมันทำถนนสิบชั่วโคตร รถติดมาตลอด ๆ ไม่ถึงกับหยุดนิ่งแต่ก็ไม่วิ่ง ใช้เวลานานมากจาก 1430 น. ถึง 1700 น.ได้ (สองชม.ครึ่ง) จากจุดสิ้นสุดก่อสร้าง กลับชัยพฤกษ์ ใช้เวลาประมาณชม.นึงปรกติ ถึงบ้าน 1755 น. รวมเวลาเดินทางสิบชม.ครึ่ง…. 609 กม.

รวมระยะทางทริปนี้ 1640 กม. หกวัน ห้าคืน ปวดเมื่อยกันไปหลายวัน…..

 

Advertisements

ตรุษจีน 2019

ทุ่งรังสิตที่ผมเกิดและเติบโตมาจากเด็กน้อยจนผมสองสีตอนนี้
ตอนเด็ก หากผู้ใหญ่บอกว่า “ไปรังสิต” ในความคิดคือ มันคือ ท้องนา ท้องทุ่ง คลอง เตี๋ยวเรือ โกฮับ ยาวหลายร้านจนต้องเขียนว่าโกฮับแท้ ลูกโกฮับ หลานโกฮับ สารพัด ตลาดรังสิตมีตึกแถวขายของการเกษตร ท่อดูดน้ำ สวิง แห มีร้านไม้ ร้านเหล็กมีบ้างแต่น้อย เดินหัวยันหางตลาด แป๊บเดียว และนั่นคือ ที่เดียวที่เราจะเห็นคนจีนท่เป็นเถ้าแก่ตามตึกแถวพวกนั้น
ต่างหากหากบอกว่า ไปตลาด”สะพานใหม่” ตรงนั้นมันดูฟู่ฟ่า หลากหลาย ทั้งของกิน ของใช้ ขนมนมเนยมันน่ากินไปหมด
อยู่ไป ๆ รัวสิตก็มีคนมาอยู่มากขึ้น ๆ จากคลองหนึ่ง คลองสอง ไปคลองสาม สี่ นั่นก็ว่าไกลแล้ว ต่อมามอเตอร์เวย์มา ไปลึกยังคลองหก เจ็ด แปด เก้า และ อาจจะถึงสิบ ที่ยังต้องเข้าออกมาทำงานในเมืองทุกวัน จากนั้นมารังสิตก็เปลี่ยนไป คนมากมายมหาศาลมากระจุกที่นี่ การเดินทางไปไหน ๆ อย่างน้อยต้องมีสองชม. ตลาดรังสิตที่เคยเห็นเมื่อก่อน ไม่เหลือหรอเปลี่ยนรูปแบบใหม่หมด มีเทศบาลดูแลใหญ่โต
ตลาดสะพานใหม่ (ยิ่งเจริญ) ก็ปรับเปลี่ยนไปตามเวลาและรองรับคนสายไหม ที่แน่นเช่นเดียวกัน
ณ เวลานี้ คนไทยเชื้อสายจีนมองไปพบเจอได้ทุกที่ ไม่มีแบ่งแยก และด้วยความที่บ้านเมืองเราน่ารัก พร้อมรับทุกประเพณี ความเชื่อ และ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ มงคล โชคลาภ

รังสิตวันนี้ ประดับโคมตรุษจีนด้วย มองแล้วเผิน ๆนึกว่าจะเป็นปากน้ำโพธิ์ นับเป็นสิ่งแปลกใหม่แปลกตา หลังจากผ่านเทศกาลประดับไฟช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา คาดว่าถ้ามาทางนี้ ตรุษแขก งานบุญเดือนสิบ ฮีตสิบสอง ลอยกระทง ตรุษฝรั่ง ก็คงจะมาเต็มหมดเป็นที่ครึกครื้นกันไป

พรุ่งนี้เป้นวันไหว้ อาหารไหว้หลากหลายถูกจัดหาวันนี้ ช่วงหลายปีก่อนหากเป็นช่วงเวลานี้จะมีการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านจีนศาสตร์เรื่องการไหว้ ธรรมเนียม และความหมายต่าง ๆ แต่หลัง ๆ จากที่มียูทูปบันทึกทุกศาสตร์ในโลกไว้ดูได้เป็นล้าน ๆ ก็อปปี้ ท่านเหล่านั้นก็อาจจะหาวเรอไปเพราะไม่มีคนค่อยจะไปถาม และมีผู้ดำริการไหว้ การแก้ชง การเบิกเนตร ฯลฯ เยอะแยะไปหมด ที่เห็นแล้วตกใจคือเอาเสด็จพ่อฯ (อะไรก็แล้วแต่) มารวมเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไหว้ไปด้วย และใรภาพที่เห็น ผู้ที่”เชื่อ”อย่างนั้น เอามือโอบไหล่ของพระรูปนั้นบอกว่าสุดจะเคารพจริง ๆ เห็นแล้วก็น่ายกย่องยิ่งนัก
ก็หวังว่าธรรมเนียมแท้ ๆ ที่ส่งผ่านกันมาหลายรุ่นคนนั้น จะยังเหลือราก แก่น ไว้ให้ลูกหลาน อย่าให้เหลือแต่ผีกกระพี้เลย

IMG_7409

หมาใจบุญลำดับที่ 8 2019

เมื่อเด็ก ๆ นั้นได้ไปเคยอ่านเคยฟังประโยคประมาณนี้

ทำ(สร้าง)ลูกนั้น ไม่เกินสิบนาที

ทำ(สร้าง)คนนั้นใช้เวลาร้อยปี

นั่นเพราะ การสร้างคนมันยาก กว่าจะเลี้ยงดู กว่าจะเห้นผล กว่าจะดัด จะแก้ เผลอ ๆ มันมาถนหงอกเอาได้ด้วย ผลของการเสี้ยงดูคนนั้น มันคงยิ่งใหญ่น่าภูมิใจ

แต่หากว่าคุณรอไม่ไหว กับความภูมิใจนั้น ท่านกล่าวว่า “ให้เลี้ยงหมา”

หมาซึ่งเป็นสัตว์ที่แปลก ลองมันอยู่กับใคร รักใคร มันรักเอาตายเลย คือ รักมากกว่าตัวเอง มันรู้คุณผู้ให้ข้าวน้ำ ให้ความรักกับมัน และ จะไม่มีทางเปลี่ยนเป็นอื่น ไม่ว่ามันจะมีเมีย มีกิ๊ก หรือ พิการอาหารไม่ย่อย รวมทั้งโดนเจ้าของทารุณทำร้าย มันก็ไม่เคยสิ้นรักเลย

การที่หมาที่เลี้ยงเอาไว้มาตั้งกะหูตาแฉะแหมะ มาจากกะบะน้ำมันเครื่องของโรงงานขายของเครื่องจักรที่ชลบุรี วันนี้ทำคุณให้กับผู้เดือดร้อนคนอื่น เป็น”หมาใจบุญ” ที่ไม่ได้บอกกันเอง แต่คนอื่นเขาบอกให้ว่าเป็นอย่างนั้น มีคนชื่นชม และ เผื่อแผ่คำชมมายังผู้เลี้ยง (ในงานนั้น เวลาเขาเรียกกัน เขาเรียกชื่อหมา และเจ้าของต้องคอยขาน “ครับ ๆ ” เป็นหมาไปแทนทุกครั้งไป) มันเป็นเรื่องสุดยอดจริง ๆ

หากเปรียบมะตูมกลับเป็นคน ก็คงประมาณหนุ่มรุ่น ๆ ที่ผ่านการศึกษา ทำงานสักเล็กน้อย และ มีคนอื่น ๆ มาบอกว่า เขาเป็นผู้ทำดี ประพฤติดี และ ใจบุญกับผู้อื่น คนเลี้ยงมา (ถ้าอุปโลกเป็นพ่อแม่) ก็คงจะภูมิใจ และ ดีใจ ที่อย่างน้อย ขึ้นต้นเป็นมะลิซ้อน พอแตกใบอ่อนก็ยังเป็นมะลิซ้อนอยู่ ก็ยังดี ไม่แตกใบอ่อนเป็นมะลิลา

เด็ก ๆ เด๋วนี้ พ่อแม่ยังไม่ทันสนุบสนุนให้ทำดี(ในสายเลือด) ก็เอามาโพทนาเสียแล้วว่า อย่างโน้น อย่างนี้ เช่นลูกฉันอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน แต่จริง ๆไปยกล้อข้างถนนโน่น… เห็นแล้วเหนื่อยแทน คือลูกเลือกไม่ถูกว่าจะดีเท่าที่พ่อแม่ประกาศไหม หรือ จะทำให้โลกเห็นว่า พ่อแม่เขาพูดผิด (แสดงตัวตนออกมาเอง ไม่ต้องให้พ่อแม่ชี้นำ)

มะตูมได้หลุดพ้นสิ่งนั้นไปแล้ว ไม่ใช่ว่าประเสริฐ เพียงแต่หมดโอกาสไปไล่สังหารแมวเหมียวและอุทิศตนให้การบริจาคเลือดช่วยผู้อื่นจนกว่าไขมันในเลือดจะท่วมจนบริจาคไม่ไหว….วันนี้ สิบครั้งในสี่ปี

เวลาที่ยังมี มะตูมอาจจะไปถึงยี่สิบครั้งได้ฮะ

กรรมคือผลของการกระทำ

เปิดปีหมูทองหมูร้อนแรงมาไม่กี่วัน

ผลกรรมไล่ล่าเช็คบิลผู้กระทำมันอย่างเลือดเย็น นิ่งเงียบและเฉียบพลัน

เข้าใจเลยว่าการที่ตั้งตัวอะไรไม่ทันนั้น เมื่อต้องรับผลอะไรก็ตามมันตกอกตกใจ และ ทำปฏิกริยาตอบสนองไม่ถูก

กรรมมีทั้งกรรมดีและไม่ดี แต่ทั้งสองอย่างนั้น ผู้เลือกกระทำเป็นผู้”ยินดี”จะรับผลกระทบของมัน

อาจจะมีบางคนไม่คิดว่า ผลพวง จะมี หรือ จะมาแบบรวดเร็ว อย่างดีก็ชาติหน้าล่ะวะ

อะไรที่รู้ว่ามันไม่ใช่ ไม่ควร และไม่ถูกต้อง ก็เลือกเองที่จะกระทำ

อหังการ์ถึงขั้นว่าไม่อายหน้าอิอินทร์หน้าพรหมที่ไหนทั้งนั้น ก็จะทำเสียอย่างใครจะทำไป

กรรมที่ติดจรวดจะตามมาทันอย่างรวดเร็ว และอย่างที่เขาบอกกัน คนเรานั้นมันลงได้ทำอะไรไปแล้วมันจะเป็น footprint ที่ติดตัวไปยันตาย คุณจไปแก้ จะไปพยายามบิดเบือนมัน มันยิ่งจะหนักกว่าเดิม จะทำเฉยเหมือนไม่รู้ร้อนก็ไม่ได้

ทั้งหมดนั้น หากเลือกที่จะทำสิ่งดี สิ่งถูกต้อง และ สิ่งที่ควร และละเว้น อยู่ห่าง สิ่งที่ไม่ดี ชีวิตตัวเอง และ คนรอบข้าง ก็จะไม่ต้องมาลำบากไปเพราะการกระทำของเรานั้น

 

เรื่องนี้ คงมีเป็นพัน ๆ ปีแล้ว และก็อย่างที่ว่า หลายคนไม่คิดจะเห็นว่ากรรมมันตามทันจริง ๆ กลับพยายามจะหลอกตัวเอง หลอกกรรมของตัวเอง

คนรอบข้างนั้นก็มีส่วมทำให้เขาเป็นแบบนี้ หากห้าม ตำหนิ หรือ ให้สติเขามาบ้าง ก็จะไม่ถลำไปลึกเพียงนี้

 

“สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม”

การตัดสินใจ กำหนดชีวิตตัวเอง

วันนี้ ๗ มค. ๒๕๖๒ มีเรื่องในงานที่ต้องชำระสะสาง

p04c95gh

หน.งานที่”ละทิ้ง” งานในหน้าที่ ตั้งแต่ก่อนช่วงวันหยุดปีใหม่ จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ โดยไม่”สนใจ” การอนุมัติ หรือ ไม่อนุมัติการลา ซึ่งไม่ใช่เรื่องของการกลั่นแกล้งกัน แต่เป็นเพราะสถานกาณ์ที่ลูกค้าไม่พอใจในความมุ่งมั่น และ พยายามที่จะทำงานให้แล้วเสร็จตามที่กำหนด และ ยังเห็นว่า มีความถดถอยในงานเนื่องจากหลาย ๆท่านทั้งหน.งานและคนงานใจกลับบ้านไปหมดแล้ว จึงทำให้บริษัทต้อง”ย้ำ”ว่า งานยังไม่มีการหยุดเป็นอันขาด ทุกท่านทั้งเรา และ ผรม.ต้องอยู่ในพื้นที่ ห้ามเคลื่อนย้าย หรือ หยุดงานออกไปเองเด็ดขาด

วันเปิดทำงานกำหนดให้เป็นวันที่ ๒ ของมกราคมตามประกาศบริษัท และ ไม่มีการอนุญาตให้ลาใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเพราะรถติด ตกรถ หรือ อะไรก็ตาม ปรากฏว่า สตาฟหายไปครึ่งหนึ่ง ลูกค้าเริ่มเห็น คนงานไม่ต้องพูดถึง ไม่กลับมาเลย ความเลยเถิดตามต่อไปจนสามวันเข้าแล้วคนงานคึ่งหนึ่งยังไม่กลับมาถึงที่ไซต์ จึงต้องลงดาบ”ปลด”การละทิ้งหน้าที่เกินสามวันของพนง.กลุ่มนั้น จะด้วยการชี้แนะ หรือ ให้คำปรึกษาจากใครก็ตาม คนงานสิบเอ็ดคนต้องตกงานทันที คือให้อยู่ฉลองกันต่อให้เพียงพอใจไปเลย หมดเงินคงจะมีเวลาไปหางานทำกันใหม่ ขอให้โชคดี

การดูแลงานส่วนรวมนั้น คำถามที่ตอบบากคือ มีคนทำงานงานไม่ออก (เพราะคนไม่มา) ซึ่งยากกว่าจะตอบว่า ที่งานไม่ออกเพราะคนไม่มี (ออกไปหมดแล้ว) และนี่คือ คำตอบ…. ในเมื่อใจส่วนรวมไม่ได้อยู่กันแล้ว การแยกกันไปเสียจะดีกว่า

กลับมาหลังปีใหม่ หน.งานยังหยุดงานต่อไปจนวันที่สาม ต้องแจ้งทางโทรศัพท์โดยแอดมินว่า ทางส่วนกลางให้เข้าไปรายงานตัวที่ลลก.ในวันที่ ๔ ให้ย้ายของไปเลยจากไซต์ ซึ่งคำสั่งนั้นชัดเจนอยู่แล้วว่า “ต้อง”ไปรายงานตัว แต่จะด้วยความมั่นใจอย่างไรก็แล้วแต่ หรือ จะมีธุระที่สำคัญอย่างยิ่งยวดกับชีวิตก็ตาม ทำให้พนง.”เลือก” ที่จะไม่ทำตามใบคำสั่งนั้น และ ประวิงเวลาออกมาจนถึงวันนี้

การที่เราเป็นหน.งาน หนึ่งต้องทำตัวเป็นเยี่ยงอย่างในระเบียบและวินัย สองต้องแสดงให้เห็นความมุ่งมั่นในการทำงานให้บรรลุเป้าหมายอย่างเต็มที่ โดยมองบริษัทและพนักงานอย่างสมดุลย์ เพื่อให้ทั้งสองส่วนไปด้วยกันได้ และสามการที่เราอยู่ในตำแหน่งที่มีความให้คุณให้โทษคนได้ หลายสายตาจะจับจ้องคุณว่า คุณจะ”ทำอย่างไร” กับเรื่องที่ล่อแหลมจริยธรรม และ วินัยแบบนี้

แล้ววันนี้ ก็มาถึง วันที่ผลของการกระทำเป็นตัวบอกอนาคตของตัวคุณเอง คุณได้สิ่งที่คุณ”เลือก”แล้วว่าคุณจะทำมันลงไป…..​ชิวิตทุกคน ทุกคนเลือกได้เอง

บันทึกเอาไว้เป็นบทเรียนหนึ่งของการทำงาน วันนี้ วันที่ ๗ ม.ค.

JAPAN 2018 Mar 24 – Apr 4

ปีนี้ 2019 แล้ว ยังพยายามจบงานเขียนนี้ต่อไป (บันทึก ๕ ม.ค.)

ปีนี้ปี ๒๐๑๘ คิดได้เมื่อปีก่อน คือปี 2017 ช่วงเวลาประมาณ เดือนสิงหาคม ด้วยความเข้าใจว่างานโครงการที่ทำอยู่จะแล้วเสร็จในเวลาประมาณสิ้นปี และมีโครงการที่คิดไว้ว่า น่าจะหยุดพักผ่อนซักพักหนึ่ง คิดได้เช่นนั้นความฟุ้งซ่านทำให้ได้คุยกับเพื่อนซึ่งแนะนำว่า ไม่มีอะไรเหมาะไปกว่าการได้ไปเที่ยวญี่ปุ่น ในช่วงปลายฤดูหนาว ดอกซากุระกำลังบาน เพื่อนแจ้งให้ทราบว่าช่วงเวลาของเดือนตุลาคม และเมษายน คือช่วงตลาดแตก เพราะเด็กนักเรียนเมืองไทยปิดเทอม พ่อแม่ผู้ปกครองจะพาไปเที่ยว หากเป็นไปได้ ให้เลี่ยงเวลานี้ ไม่ใช่เพราะรังเกียจ แต่ว่าค่าตั๋วเครื่องบินจะแพงมาก ไม่เหมาะกับคนสมถะแบบเรา

คิดได้ดังนั้นก็ตั้งหน้าตั้งตามองดูตั๋วเพื่อดูราคาพิเศษจนในที่สุดก็สามารถหาตั๋วได้ ที่คิดว่าถูกที่สุดแล้ว 2 ที่นั่ง ตกลงเดินทางวันที่ 24 มีนาคม 2561 ไหนไหนก็ได้ไปแล้ว ก็ไปสัก 10 วัน(ในช่วงนั้นยังคิดว่า คงจะยังไม่ทำงาน) เป็นการจองการเดินทางอย่างยาวนานมาราธอนมาก

สวรรค์เบี่ยง ทำให้ต้องมาเริ่มงานที่ใหม่ ในเดือนตุลาคม ซึ่งหากนับช่วงเวลาทดลองงานแล้วก็จะมาบรรจบเอาเวลาเดือนมีนาคมพอดิบพอดี การตกลงทำงานในที่ใหม่ได้แจ้งให้แผนกบุคคลรับทราบว่าเรามีภารกิจนี้ ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้วก็เฝ้าแต่รอวันไป หัวหน้าก็ดีใจหาย ให้โกยวันพักร้อนมาใช้ล่วงหน้าได้ทั้งปี และทำให้ปีนั้นทั้งปีที่เหลือ ไม่สามารถลาหยุดอะไรได้อีกแล้ว แต่ก็โอเคนะ (แถมยังโดนหักเงินวันลาเกินไปสองวันด้วย)

ก่อนถึงกำหนดการเดินทางหลายเดือน พยายามจะวางแผนการเดินทางก็ไม่สามารถทำได้สำเร็จ จะว่าขี้เกียจก็ไม่เชิง แต่โดยทั่วไปแล้วการเดินทางแบบนี้ถ้าให้ฝ่ายผู้หญิงเป็นผู้เลือกเส้นทาง ทั้งการกิน การพักแรม การท่องเที่ยว จะมีความสุขมาก แต่สำหรับดาด้าแล้ว เรื่องแบบนี้ไม่ใช่ทางของเธอ ทำให้ต้องมาเร่งกำหนดการเดินทางในสองสามอาทิตย์สุดท้าย ขอบคุณเพื่อนเคธี่ที่ให้ข้อมูล ขอบคุณพี่พรเทพ ที่อุตส่าห์เอาข้อมูลเดินทางของตัวเองและครอบครัวมาแชร์ให้ แม้แต่พี่จี๋ คสช.​ก็ยังแอบเอาแฟมิลี่ทริปมาแบ่งปัน แต่ทั้งหมดนั้น ก็เอามาเป็นแนวทางไว้ล่วงหน้า หลายอย่างทำผิดพลาด และต้องไปแก้ไขเอาข้างหน้า การเดินทางบางวันวนเป็นลูกข่าง ดูเหมือนช่างเสียเวลาเสียนี่ แต่อย่างว่าหล่ะ หากไม่ลงมือทำอะไรผิด ๆ บ้าง เราก็คงไม่รู้ว่าไอ้ถูกน่ะคืออะไร

วางแผนการเดินทางไว้ว่าจะเดินทางไปรอบรอบภาคกลางของญี่ปุ่น ค่ำไหนนอนนั่น แต่ขอมีการจองไว้ล่วงหน้าเล็กน้อย จะให้ไปเดินหาคงจะไม่เอาด้วย กำหนดการถูกวางเอาไว้แบบนี้จองที่พักล่วงหน้าประมาณ 2 อาทิตย์ รวมทั้งการโอนเงินให้กับที่พัก บางที่ก็ตอบอีเมลกลับมาบางที่ก็ไม่ตอบอะไรเลย ให้ไปลุ้นเอาข้างหน้า แผนที่การเดินทางกำหนดไว้ประมาณนี้ สิ่งที่ใช้เสียโง่ตามมาก็คือ การเข้าใจผิดเกี่ยวกับรถไฟความเร็วสูง JR Pass ที่จริงๆแล้ว ควรจะซื้อตั๋วจากในเมืองไทยจะได้รับส่วนลดเพิ่ม แต่ด้วยความโง่แล้วอวดฉลาด ไม่ได้เฉลียวใจทำให้ต้องไปซื้อตั๋วเองที่ญี่ปุ่น ส่วนลดก็ไม่ได้แถมเสียเวลาเดินทางกระทบไปหลายอย่าง โง่เองแท้  ๆ (ประเด็นคือ ไม่เข้าใจว่าค่าตั๋ว มันต้องมีค่าธรรมเนียมที่แพงหูฉี่ด้วย เวลาดูเอาจากตารางก็คิดว่าถูกกว่า ๆ ไม่ต้องเหมา ๆ ที่ไหนได้ล่ะ ผิดถนัดเลยเรา)

ก่อนการเดินทาง 1 สัปดาห์ เพิ่งจะเริ่มไปหาเสื้อผ้า ที่คิดว่าจะปกป้องร่างกายจากความหนาวได้ ได้เสื้อกันหนาวมาคนละ 1 ตัว รวมถึง การจัดหา Pocket WIFI ที่เราคิดว่าจะเป็นเรื่องจำเป็น ในการเดินทางที่นั่น(แต่พออยู่จริง ๆ แล้ว ไม่จำเป็นเท่าไหร่นะ ทุกที่มีหมด เว้นตอนเดินทางซึ่ง ก็ไม่ซีเรียสมากที่จะต้องใช้) รวมทั้งประกันเดินทางทำเพิ่ม ซื้อต่างหากไว้ด้วยที่ฟิวเจอร์พาร์คนั่นเอง และได้รับอภินันทนาการจากแป๊ว กระเป๋า Back pack ใบใหญ่ สามารถไปได้ทุกเมือง โดยไม่คิดมูลค่า

หมายเหตุ ที่ปรึกษาการเดินทาง โค้ชแคท (ตลอดเวลา) พี่พรเทพ และ พี่จี๋ ที่อุตส่าห์เอาโปรแกรมทัวร์ครอบครัวมาให้ลอก (แต่ไม่ตรงกันเลย)

เอาล่ะ เริ่มเดินทางกันเถอะ

01

Day 1 ๒๔​ มี.ค.

เราออกเดินทางจากบ้านในเวลาเก้าโมงเช้า โดยเรียกรถแท็กซี่ให้เข้ามารับในหมู่บ้านโดยคาดคะเนเวลาไว้ว่าอาจจะไปถึงก่อนเครื่องออกประมาณ 1 ชั่วโมง แต่ปรากฏว่าเกว่าราจะเดินไปถึงทางออก จวนเจียนเวลาที่เค้าเรียกพอดี ยังดีที่สามารถขึ้นเครื่องได้แม้จะโอ้เอ้ไปบ้างเล็กน้อย (เกตทางออก ไกลสุด ๆ ไปเลย)

เดินทางโดยสายการบินแอร์เอเซีย ออกเดินทางเวลา 10:45 น. มุ่งหน้าสู่ญี่ปุ่นท่าอากาศยานนาริตะ การเดินทางก็สะดวกดี ดาด้านอนหลับ ขณะที่เราไม่สามารถหลับได้ นั่งอ่านหนังสือไปในระหว่างนี้ ใช้เวลาเดินทางทั้งหมดประมาณหกชั่วโมง ถึงท่าอากาศยานนาริตะ 18:20 น. ตามเวลาของญี่ปุ่น กว่าจะโอ้เอ้ออกมาประมาณ 1 ทุ่มตรง เราเลือกที่จะใช้การเดินทางเข้าตัวเมือง โดยการซื้อตั๋วสกายไลนเนอร์ ซึ่งมีทั้งตั๋วไปกลับ สามารถจองวันเดินทางกลับได้สะดวก เป็นการเดินทางโดยตรง จากท่าอากาศยานไปยังสถานีอุเอโนะ ใช้เวลาเดินทางประมาณหนึ่งชั่วโมง ห้องโดยสารสะดวกสบาย มีที่วางกระเป๋า อย่างชัดเจนที่ ด้านหลังของตู้โดยสาร

02

จากสถานีอูเอโนะ ซึ่งยังคงพลุกพล่านอยู่ในความวุ่นวาย เราเดินออกมาจากสถานีโดยเส้นทางเขาวงกตจนถึงถนน เพื่อหาอะไรกินก่อนจะไปที่พัก ที่พักที่เราจองไว้นั้น เป็นลักษณะของโฮสเทล จองผ่าน internet ก่อนที่จะเดินทางมา ก็ไม่รู้ว่าหน้าตาจะเป็นอย่างไร เดินมาเรื่อยเรื่อยจนมาถึงร้านราเมง เป็นอาหารมื้อแรกในญี่ปุ่น รสชาติถูกปาก พร้อมกับ เบียร์ 1 ขวด

จากสถานี Okachimachi เราไปกันต่อที Ryogoku (ค่าโดยสาร ๑๘๐ เยน)แล้วเดินต่ออีกประมาณ 10นาที เพื่อไปยังที่พัก วันแรกนี้พักที่  T12 KEN share house เป็นห้องพักแยก ๆ ในตึกสามชั้น มี Common Space ทำครัว ซักผ้าได้ ทุกคนดูแลความสะอาดเอง บรรยากาศในการเดิน ตามฟุตบาท ไม่ค่อยจะมีผู้คน อากาศเย็นสบาย เดินได้ไม่เหนื่อย เมื่อถึงที่พัก ซึ่งเป็นห้องพักรวมในอาคารเดียวกัน แบ่งเป็นห้องพักหลายห้อง เรารู้เบอร์ห้องพักจากการจอง แต่เราไม่ฉลาดพอที่จะเปิดประตูเข้าไปได้ เป็นปัญหาเล็กน้อย เพราะไม่มีจนท.อยู่ที่นั่นเลย ต้องใช้การติดต่อทางอินเตอร์เน็ตเพราะไม่มีเบอร์โทรศัพท์ให้ เค้าก็ยืนยันว่าเราสามารถเข้าพักได้ กว่าจะอาศัยความฉลาดเข้าห้องได้ กินเวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ห้องพักเป็นเตียง 2 ชั้น อยู่ได้สบาย ห้องน้ำรวม แต่ในระหว่างที่เราอยู่นั้น เราไม่เจอใครเลยเป็นเวลา 2 วัน ทั้งตอนเช้า และตอนค่ำ เป็นการอยู่แบบเงียบจริงๆ อากาศเย็นสบาย สามารถนอนหลับได้ คืนนี้หลับด้วยความเพลียจากการเดินทาง ราตรีสวัสดิ์

Day 2 ๒๕ มี.ค.

วันนี้เป็นวันที่เราวางแผนกันไว้ว่าจะใช้เวลาในโตเกียว 1 วันเต็มเต็มไปในที่ต่างๆจากการศึกษาใน Internet โดยไม่เคยเห็นของจริง ก็ว่ากันไป ไม่มีอะไรซีเรียส

ในช่วงเวลาเช้าออกเดินเล่นรอบรอบที่พักเป็นซอยเงียบสงบ มีสวนสาธารณะเล็กๆ สำหรับให้เด็กเล่น มีเครื่องเล่น ชิงช้า ม้าลื่น ประมาณนั้น พร้อมดอกซากุระบานสวยงาม รวมทั้งดอกไม้อื่นๆด้วย ตอนที่ออกไปเดินประมาณ7 โมงเช้า บ้านเมืองเงียบสงบ เดินไปจนถึงถนนหลักรถและยานพาหนะก็ไม่มาก น่าอิจฉาจริงๆ

เราออกจากที่พักเวลา 7 โมงครึ่ง มุ่งหน้าสู่สถานีอูเอโนะ วันนี้เราซื้อตั๋วเหมาวัน ราคาน่าจะประมาณ 600 เยนต่อคน ที่หมายแรกที่เราจะไป คือวัด Asakusa เป็นวัดเก่าแก่ของเมืองโตเกียว สวยงาม และมีอาหารการกิน ตลอดทาง เราลองชิมไปเรื่อยๆ ทั้งขนม มันนึ่งทาเนยสุดเลี่ยน ปลาหมึกย่าง และอื่นๆ อร่อย แต่ไม่ถึงกับติดใจ ในย่านนั้นสามารถเดินถึงกันได้หมด จากตัววัดเราออกมากินอาหารเช้าเป็น ปลาต้ม ซุปหอย และข้าว  ทำดีนะ ไม่ตาวเลย ก่อนออกเดินทางไปที่สะพานแดง ซึ่งมีสวนสาธารณะริมแม่น้ำ คนไปเดินดูดอกซากุระบานมากมาย และมีเรือท่องเที่ยวออกจากตรงนั้นด้วย วิวจากสะพานแดงเห็น Sky Tree และ ตึกอะซาฮี (ก้อนขรี้สีเหลือง) การเดินทั้งหมดนั้นอากาศดี ทำให้ไม่รู้สึกเหนื่อยเท่าไหร่

จากนั้นก็เดินทางกลับไปที่สถานีอูเอโนะ เพื่อไปยังสวนสาธารณะอูเอโนะ พบกับวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นที่ออกมาเดินเล่น และเอาอาหารมารับประทานกันในสวนสาธารณะที่ดอกซากุระกำลังบาน มองไปแล้วแทบจะหาที่หย่อนก้นไม่เจอ เราก็ได้แต่เดินดูรอบรอบ พอเก็บบรรยากาศ หนุ่มสาวก็มีเยอะ มากันเป็นกลุ่มๆ เป็นครอบครัวและเป็นเพื่อน มากมาย นึกถึงบ้านเรา หากมานั่งกันเป็นร้อยเป็นพันแบบนี้ ขยะได้เพียบแน่ ๆ เข้าใจว่าที่นั่น ไม่มีเชื้อแบบบ้านเราระบาดไปถึง

วันนี้มีแผนจะไปชมพระราชวัง แต่ว่าตัดสินใจติดเอาไว้ก่อน เราไปที่ชิบุย่าแทน เป็นแหล่งช้อปปิ้ง ขึ้นชื่อ ซึ่งไม่ตรงกับจริตของนักท่องเที่ยวเลย ก็เดินเอาเป็นว่าถือว่าได้มีโอกาสมาสักครั้ง เรากินข้าวเที่ยงที่นี่ เป็นข้าวแกงกะหรี่ และ หมูทอด (แรก ๆ ก็อร่อยนะ ตอนหลังดาด้า แทบอ้วก) ไปเดินในห้างสำรวจเขาหน่อย กินกาแฟ และชมซุปเปอร์มาเกต และ ตลาดของกินในห้างที่สะอาด น่ากินมาก ๆ  ที่ด้านนอกเราได้ถ่ายรูปคู่กับฮาชิ สุนัขชื่อดังด้วยเป็นที่ระลึก ออกจากชิบุย่าเราก็เดินทางไปที่สุสานเมจิ ที่นี่เหมือนจะเป็นสุสานของนักท่องเที่ยวด้วย เพราะเดินกันมาทั้งวัน แทบจะหมดแรง ดาด้านั้น ถอดใจขอนั่งรอก็เลยทีเดียว หลังจากเดินเข้าไปเป็นระยะทางพอสมควร พบว่าสุสานปิดปรับปรุง (น่าแปลกใจที่ข้างหน้า ไม่ได้บอกเอาไว้ แต่ถึงบอกนักท่องเที่ยวก็คงเข้ามาอยู่ดี) นักท่องเที่ยวเลยได้แต่เดินดูรอบ ๆ บริเวณเพื่อเอาบรรยากาศเท่านั้น เอาไว้ครั้งหน้าค่อยมาใหม่

ออกจากสุสาน เป็นเวลาบ่ายแก่แก่แล้ว เราเดินทางกลับสถานีชิบุย่าไปจบที่อูเอโนะเพื่อกินอาหารเย็น เย็นนี้เราเลือกกินเนื้อย่างแทน  จากที่จริง ๆ ต้องการไปกินซูชิชื่อดังของอูเอโนะ แต่พอเห็นแถวรอคิวแล้ว ไปร้านอื่นดีกว่า (ในแถวที่เข้าคิวนั้น เกินครึ่งเป็นคนไทย คงจะรีวิวมาที่เดียวกะกรูนี่แหละวะ) อาหารก็อร่อยดี ราคาสมเหตุสมผล จากนั้นเราก็เดินเล่นในตลาดเหมือนตลาดนัดบ้านเรา เดินสวนไปสวนมากับคนไทยมากมาย เหมือนอยู่สวนจตุจักร

พอได้เวลาอันเหมาะสมก็ขึ้นรถไฟกลับ ไปยังสถานีที่เราพักอยู่ (T12 KEN share house)เป็นอันหมดอายุตั๋ววันนั้น เดินต่อไปยังที่พักเล็กน้อย อากาศเริ่มเย็นจนหนาว กลับถึงที่พักโดยสวัสดิภาพ วันนี้เดินมากปวดเมื่อยเท้าไปหมด แต่หลังจากวันนี้ไปแล้วก็จะเป็นการเดินทางไปรอบรอบภาคกลางของญี่ปุ่น แล้วจะกลับมาโตเกียวอีกครั้งใน 2 วันสุดท้าย นอนหลับอย่างอ่อนแรง ราตรีสวัสดิ์

สรุปการใช้ค่าเดินทาง (ในตั๋วเหมา กะเหรี่ยงล่อซะคุ้ม)

Start Metro Day pass 0800 am

Ueno – Okachimachi – Akasuga         180+170          Shinsoji temple , Red Bridge , Park

Asakusa – Ueno                                   170                  Ueno Park

Ueno – Mitsukoshimae                       170                  Transit

Mitsukoshimae – Otemachi               179                  Transit (cancelled Imperial Palace trip)

Otemachi – Shibuya                            200                  Lunch – Hachigo + Tokyo + Coffee

Shibuya – Meiji Jingkumae                 170                  Meiji Shrine (walk walk)

Meiji Jingkumae – Shibuya                  170

Shibuya  – Ueno                                   200                  Dinner (beef grilled)

Ueno – Okachimachi – Ryogoku         180                  back Ken House

Total                            1789 Y

Day 3 ๒๖ มี.ค.

วันนี้เป็นวันที่เราต้องเริ่มเดินทาง ออกจากโตเกียว ไปตามจุดต่างๆของภาคกลางประเทศญี่ปุ่น ซึ่งแต่ละที่ จากกำหนดที่พักเอาไว้แล้ว เราจะพลาดไม่ได้เลย จุดแรกคือ Karuizawa ถามว่าไปแวะทำไม ตอบเลย ไม่รู้เหมือนกัน ก็แวะล่ะวะ

ออกเดินทางจากสถานี  Ryogoku ไปยัง Ueno Okachimachi โดยราคา 180 เยน ก็เปลี่ยนเส้นทาง ไปยัง Ueno ซึ่งเป็นศูนย์รวมการเดินทาง เราไปถึงก่อนเวลา แวะทานข้าวเช้า ที่ร้านหมูทอด Katsuya อาหารอร่อย อาจด้วยเพราะบรรยากาศญี่ปุ่น ร้านนี้มาในไทยด้วยนะ วันหลังต้องไปลองบ้าง ในขณะนั้น รู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้จะราบรื่น ไม่มีอุปสรรคใดใด แต่เรากำลังจะพบอุปสรรคใหญ่เร็ว ๆ นี้

จากสถานี ไปยัง JR station , ปรากฏว่าเกิดความผิดพลาด หลังจากที่ได้เช็คราคาค่าเดินทาง ปรากฎว่าราคากลายเเป็นสองเท่าของที่เราประมาณมา เพราะเป็นราคาตั๋วซึ่งมองเห็นได้ในเว็บไซต์ ต้องมีการบวกค่าธรรมเนียม ซึ่งการบวกค่าธรรมเนียมนั้น ทำให้แผนการเดินทางงบประมาณบานปลาย แผนเดินทางผิดหมด ประเมินค่าเดินทางเป็นสี่หมื่นกว่าเยนต่อคน จะเปลี่ยนแผนก็ไม่ทัน เพราะได้จองที่พักไปหมดแล้ว ในนาทีนั้นต้องตัดสินใจ สรุปว่าต้องไปยกเลิกตั๋วที่ซื้อมาจากสถานี เสียธรรมเนียม ๔๔๐​เยน แล้วไปซื้อ JR PASS all 7 days มาแทน เพื่อใช้ในการเดินทาง ระเบียบการหยุมหยิมมีพอควร แต่โดยรวมแล้ว ไปไหนก็ได้ในเจ็ดวันจากนี้  ราคาที่นี่ ๓๓๐๐๐​(เมืองไทย ๒๙๐๐๐ ไม่ซื้อ) สบายไป การซื้อ ต้องไปซื้อที่สถานีเจอาร์ มีนักท่องเที่ยวหลายคนเข้ามาต่อแถวซื้อเช่นเดียวกัน สิ่งที่ผิดพลาดครั้งนี้ทำให้การเดินทางที่คิดว่าจะออกตอนเช้า ต้องกลายเป็นตอนเที่ยงโดยประมาณ โปรแกรมที่ตั้งใจไว้ ผิดหมด และทำให้การเดินทางช้าไป

นี่คือราคาค่าตัวของ JR PASS ที่ต้องซื้อในญี่ปุ่น หากวางแผนให้ดี ซื้อในเมืองไทยถูกกว่า

03

ผ่านวิกฤตมาได้ เราก็นั่งแวะกินกาแฟในสถานีนั่นเอง (แก้เมื่อย) เพื่อรอเวลาเดินทาง สถานีใหญ่มาก เหมือนช็อปปิ้งมอลล์ย่อม ๆ มีของให้เดินดูเรื่อย ๆ ไม่น่าเบื่อ (เว้นจะเมื่อย) มีโถงตั้งเป็นตุ๊กตา และ สิ่งของให้ถ่ายรูปสวย ๆ งาม ๆ มากมาย

กำหนดการเลื่อนไปเกือบสองชม.​ออกเดินทาง UENO to Karuizawa 1110 am – 1220 pm นับเป็นบทเรียนที่น่าจดจำยิ่งนัก แต่ก็ดีทำให้เราแก้ปัญหาในการเดินทางเฉพาะหน้าแบบชนิดที่ว่าตื่นเต้น ไปตามตามกัน

04

ถึงที่สถานีตรงตามเวลา ทุกๆที่ที่เราไปต้องมองหา tourist information คือสถานที่ที่ต้องไปแวะไม่ว่าจะเป็นการไปสอบถาม ไปเอาเอกสารแผนที่ พิเศษที่สุด คือที่ Karuizawa นี้ เจ้าหน้าที่ของศูนย์นักท่องเที่ยว ให้บริการดีมาก หรือเป็นเพราะนักท่องเที่ยวสอบถามมากก็ไม่รู้ มีการเดินมาชี้สถานที่ให้ถึงข้างล่างของสำนักงาน (เดินนำลงบันไดเลื่อนมาเลย) ถ้าเดินไปส่งที่โรงแรมได้จะเดินไปแล้ว เราตัดสินใจที่จะเข้าที่พักก่อนเพื่อฝากกระเป๋า ที่พักเดินได้จากสถานี ไม่ไกลเลย วันนี้พักที่ APA Hotel Karuizawa Ekimae เป็นโรงแรมตึกใหญ่โต น่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้าเต้มหากเป็นหน้าหนาว หรือ พวกเล่นสกี

จากนั้นเราก็ออกไปเช่าจักรยานชมขี่ชมเมือง ประมาณสี่ชม.​ไปรอบ ๆ ไม่กว้างใหญ่มาก บรรยากาศกำลังดี ที่รอบด้วยป่าสน ขึ้นไปทางภูเขา ไม่มีผู้คนมากมาย ก็เอาเป็นว่าที่ท่องเที่ยวในเมืองเล็กๆ มีโบสถ์ มีการมาถึงของคริสเตียน (เสียดายตอนนั้นยังไม่ได้ดูหนังเรื่อง Silence ไม่งั้นคงฟินกว่านี้) โบสถ์ไม้อยู่ในบรรยากกาศสงบ มีรูปถ่ายเก่า ๆ ของคนญี่ปุ่นในอดีตที่เข้ารีตเป็นคริสต์ดูขลังดี เราแวะกินอาหารและกาแฟกันด้วยในระหว่างมริปขี่จักรยานนี้

พอถึงตอนเย็น อากาศเริ่มหนาว ทำให้ชั่งใจเรื่องขึ้นรถบัสไปออนเซนหรือ สกีรีสอรตใกล้ ๆ จะดีกว่ากัน แต่ก็สรุปว่า การไปออนเซ็นไม่อยู่ในแผน เอาเป็นว่าไว้โอกาสหน้า สำหรับลานสกีคงไปใกล้ ๆ ก่อนเดินทางพรุ่งนี้

ในตอนเย็นมาเดินเล่นเอาท์เลต ขาช็อปจากเมืองไทยเขาว่าถูก เราว่าแพง หรือเพราะเราไม่รู้ราคาก็ไม่แน่ใจนานาจิตตัง

มื้อค่ำเรากินอาหารในฟู้ดคอรตนั่นเอง ง่าย ๆ สะดวก ไม่หนาวด้วย อาหารก็ใช้คูปองไปแลกมา ทั้งญี่ปุ่นแท้ และเกาหลี รสชาติใช้ได้ อร่อยถูกปาก

กลับเข้าโรงแรมทุ่มกว่า ๆ ซึ่งถือว่าเร็วมาก เพราะในเมืองเล็ก ๆ ไม่มีที่ให้ไปไหน และหมดแรงด้วย และ ยังปวดขา ปวดเท้าไปหมด

ที่พักเตียงแฝด ที่นอนหนานุ่ม นอนสบาย หลับละเมอทั้งคืน กระจกเป็น 2 ชั้นเพื่อกันอากาศเย็น ให้ความอบอุ่นมากขึ้น

ดานวดเท้าให้ก่อนนอน อากาศเย็นมากจนเปิดกระจกห้องไม่ได้ ราตรีสวัสดิ์

Day 4 ๒๗ มี.ค.

เช้าตื่นนอนปรกติ ออกจากห้องก่อนแปดโมง ไปกินข้าวโรงแรมหัวละ ๑๓๐๐​ เยน เป็นอาหารเช้าแบบเหมือนคนญี่ปุ่นกินกัน มีข้าว สาหร่าย โยเกิร์ต และปลาย่าง กินนัว ๆ ไป มันแปลกตรงกินข้าวกับสาหร่ายนี่แหละจากนั้นออกเดินทางไปสกีรีสอรต ซึ่งอยู่ข้างหลังของสถานีรถไฟ ระหว่างทางผ่านหลัง outlet มองได้แต่ข้าง ๆ ไม่สามารถเข้าไปได้ ได้แต่ถ่ายรูปข้างนอก ขาไปไปโดยการโดยสาร shuttle bus ของรีสอร์ต ซึ่งเราก็มั่วไป บอกว่าเป็นแขกที่มาพัก(เขาจอดรับแขกแถว ๆ เอาท์เล็ต เรามั่ว ๆ ไปถาม) ในสกีรีสอร์ตมีชิงช้าให้ขึ้นเพื่อไปเล่นสกีลงมาจากที่สูง ก็เป็นกิจกรรมของผู้ที่เล่นเป็นและต้องเช่า หรือ มีอุปกรณ์ไฮโซ สำหรับเรากะเหรี่ยง ได้แต่ยืนมองและมั่วไปขอถ่ายรูปพอให้ได้รู้ว่ามาเยือน ขากลับ ก็โบกมาอีกคันนึงลงมาที่สถานีรถไฟ มาจองตั๋วไป matsumoto ต้องต่อรถที่นากาโน เป็นชิงกังเซน แล้วต่อ limited express ถึงมัตสุโมโตประมาณเที่ยง แผนการเดินทางดังข้างล่าง เป็นอันว่า การไปเที่ยวน้ำพุร้อนและออนเซ็นจากที่นี่ ขอฝากไว้ก่อนนะ

05

ถึงสถานีมัตสุโมโตประมาณเที่ยง ๆ กว่า เข้าถาม Information center (ประจำ)ได้แผนที่ และ ลายแทงไปโรงแรม ก่อนไปจองตั๋วเดินทางพรุ่งนี้ ใช้เวลาประมาณสี่ชม.กว่า ด้วยรถไฟท้องถิ่นสามขบวน ต่อรถสองที

ไปโรงแรม (วันนี้ Hotel Trend Matsumoto) โดยเดินไปประมาณสิบนาทีถึง (ญี่ปุ่นบอกห้านาที) ฝากสัมภาระไว้ โชคดีที่โรงแรมมีจักรยานให้ยืม ก่อนออกเดินทางข้ามถนนไปกินกลางวัน ดาด้าได้เบนโตะ ส่วนตัวกินข้าวแกงกะหรี่เนื้อ (เริ่มเอียน) อาหารกลางวันจะเป็นแบบนี้ตลอดเวลา ถ้าไม่กินบะหมี่ ก็จะมีข้าวแกงกะหรี่ ข้าวกล่อง หมุนเวียนกันไป เลือกไม่ค่อยได้ (เมืองไทยสบายสุด) แต่ญี่ปุ่นดีอย่างคือ ราคามาตรฐาน จะห้าง ริมถนน หรือ อย่างไร ราคาไม่หนีกันมาก (ไม่รู้เขาไม่คิดค่าเช่าที่รึ ? หรือ มันแพงเท่ากันหมด)

บ่าย ออกเดินทางด้วยจักรยานไปชมปราสาทมัตสึโมโต้(อีกาดำ) สวยงาม และสง่า เค้าบอกว่าเป็นปราสาท ที่ยังคงอยู่ตามที่มันเคยเป็น คือ ไม่ถูกทำลายลงไปแล้วมาหลอกสร้างใหม่ หลายปราสาทในญี่ปุ่นเป็นการสร้างขึ้นมาใหม่ในยุคหลัง ๆ  เพราะถูกทำลายในยุคหนึ่ง น่าเสียดาย

บังเอิญได้ไกด์อาสา แกจะอยู่หน้าทางเข้ามีสนง.ให้แกนั่งพัก ลุงยามาดาบอกว่า แกแก่แล้ว อยู่บ้านก็มีแต่จะโดนเมียด่า ออกมาทำงานอาสาได้สองประโยชน์ หนึ่ง ได้ฝึกภาษาอังกฤษ สองได้ทำให้ใช้งานสมองไม่เสี่ยงโรคสมองเสื่อมง่าย ก่อนทางเข้าเขาจัดพวกซามูไร นินจามาให้ถ่ายรูปกับนักท่องเที่ยวด้วยนะ

แกพาชมประมาณสองชม. ขึ้นไปทั้งหกชั้นจนยอดสุด ได้ความรู้มากมายสนุกสนาน เกร็ดเล็ก  ๆของประวัติศาสตร์ว่าทำไมต้องมีปราสาท และ ใครต่อใครอยู่ในนั้นบ้าง แต่ละชั้นมีความหมายอย่างไร ฟางข้าว และ ขวั้นเชือกมีความหมายอย่างไร ฯลฯ หน้าปราสาทมีคนแต่งกายโบราณมาให้ถ่ายรูปด้วย ทั้งซามูไร กิโมโน และ อื่น ๆ เขาดูมีความสุขกันมาก ๆ เราก็พลอยสนุกไปด้วย ได้ถ่ายทั้งเข้าและออก

ไปชมพิพิธภัณฑ์เล็กน้อย แล้วก็ปั่นจะไปชมรร.แห่งแรก (ชุดแรก) ของญี่ปุ่นที่ยังอยู่ในสภาพที่ดี ปรากฏว่าปิด แวะศาลเจ้า และบ่อน้ำซึ่งมีทั่วไป และเห็นคนเอาขวดมากรอกไปกินตลอดเวลา เขาว่ามันศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่เพราะคนเขาจะหาน้ำฟรีแต่อย่างใด แล้วไปต่อที่ตลาดซอยกบ ซื้อกบมาตัวนึง พร้อมเกร็ดว่าทำไมต้องเป็นกบ ที่นี่ทุกอย่างต้องมี Story ที่เมืองนี้อัศจรรย์อย่างหนึ่ง เมื่อเราควักแผนที่ออกมา จะมีคนญี่ปุ่นเข้ามาถามเราทันทีว่าจะไปไหน ให้ช่วยไหม น่ารักมาก ๆ อ่ะ

กลับโรงแรมเข้าห้องพักผ่อน แล้วออกไปหาอาหารเย็นกินกัน  ถามโรงแรมให้แนะนำอาหารทอดแบบโอซาก้า ได้ความมาร้านนึง อยู่แถว ๆ สถานีนั่นเอง กินสาเกไปสองเหยือก สบายไป ไปนั่งข้างยูโรเปียน มันลูกอีช่างพูดจริง ๆ ทั้งชวนพูด ถามโปรแกรม เตือนภัย ฯลฯ นี่เป็นสัญชาตญาน(สันดาน)ของพวกเขาจริง ๆ การพูดคุยกับคนต่างเมือง แลกเปลี่ยนความคิด ความรู้ ฯลฯ (กินไม่ได้สนุกเล้ยยยยย)

กลับมาเข้าห้องสามทุ่มครึ่ง นอนห้าทุ่มอ่อนเพลีย หลับไป

วันที่ ห้า ๒๘ มี.ค.

ตื่นแต่เช้ากันก่อนหกโมงสว่างหมดแล้ว เก็บของลงมากินเช้าในโรงแรมนั่นเอง อาหารก็ปรกติเป็นเมนูเช้าธรรมดาทั่วไป ทั้งร้านมีป้าดูแลคนเดียวทุกอย่าง ทำได้งัย….จะไปช่วย หรือ ชวนคุย ป้าแกก็ช่างเย็นชามาก ๆ

จากนั้นก็เดินไปสถานีรถไฟ ประมาณเจ็ดโมงครึ่ง นั่งรอรถ ๐๘๓๖ อากาศเย็นมาก ๆ กว่ารถจะมา ที่สถานีเขามีห้องอุ่น ๆ ให้รอด้วยนะ หากไม่อยากตากลม วันนี้เราจะไป Takayama กัน

06

พลาดรถไฟญี่ปุ่น !!!!!  ช้าไปเวลา สามนาที เปลี่ยนสายไม่ทัน ชีวิตเปลี่ยน มัวแต่เดินอ้อยอิ่งกัน

ทำให้ต้องไปเดินเรื่องเปลี่ยนตั๋วใหม่ ที่ JR เขาก็ให้เปลี่ยนแต่โดยดี แต่เราก็ต้องนั่งรอรถใหม่มาด้วย และ กำหนดการมันก็ต้องเลื่อนไปหมด

เลื่อนไปประมาณครึ่งชม .​และกำหนดการถึง ก็เลื่อนออกไปด้วยเช่นกัน

ถึงทากายาม่า บ่ายกว่าๆ แล้ว เราไปสอบถามรถที่จะไปชิราคาว่าโก(มรดกโลก) รอบบ่ายสอง เขาบอกไปก็ได้อีกชม.เดียว ไม่ทันและก็ต้องกลับเลยนะ เลยฟาล์วเดินกลับที่พักก่อน (SORA-AMA HOSTEL) ฝากของ แล้วออกไปกินอูด้ง(กะหรี่) เช่นเดิม ร้านป้าเท้าแชร์ แกเป็นร้านแบบบ้าน ๆผัวก็ไม่มีช่วย แกทำทุกอย่าง บะหมี่แกอร่อยมา ๆ (หรือหิว) ในระหว่างกิน เพื่อแกมาเต็มบ้าน มาคุยกันช้งเช้งเสียงดังมาก ๆ ทั้งเมืองนั้นเขาบอกว่า ร้านรวงจะหยุดช่วงบ่าย ๆ เบิดอีกทีตอนเย็น เราโชคดีมากที่เจาร้านป้าแกมัวแต่เมาท์กับเพื่อน และขายเรา

เดินไปสถานีอีกรอบ ว่าจะไปเที่ยวเมืองเก่า Hida Folks Village (นั่งรถสิบนาที) ก็เหมือนเดิม ไอ้แว่นบอกไปเดินไม่ถึงชม.ปิดแล้ว ต้องกลับมา ไม่คุ้มแน่ (แว่นบอก) ให้ไปพรุ่งนี้ เลยนั่งรอรถเมล์เล่นรอบเมือง (เล็กมาก) รถก็เป็นแบบมินิบัส มีแต่สว.นั่งกัน เด็ก ๆมันเดินหมด เมืองของเขาก็ออกแบบดี คือ ล้อมรอบสถานี ไม่รู้เขาสร้างสถานีลงถูกที่ หรือ เมืองมาล้อมทีหลัง มันเหมือนว่าการกินการอยู่ การเดินทางมันสะดวกไปหมด เราไปลงป้ายสุสานและวัดท้ายเมือง บังเอิญเจองานศพพอดี ได้พอเห็นพิธีของเขาด้วย จากนั้นเดินชมลงไปด้านล่าง ผ่านตลาดบ้าน ๆ ลงมาถึงแม่น้ำ และ สะพานแดง เมืองเก่า (ทำใหม่ แต่ทำให้เหมือนเก่า) ที่นี่ร้านค้าก็ปิดตั้งกะห้าโมงไป (ขยันเลิกจริง) คนเดินส่วนใหญ่เป็นต่างชาติ เขามีเมืองที่ร่วมอนุรักษ์ไว้ มีของขาย เป็นบ้านแบบเก่า ๆ ตลอดแนว เมืองค่อนข้างเงียบ รถราน้อย สงบ อากาศยังหนาวเย็นเหมือนเดิม (แต่ยังขอกินไอติมและครีม เพื่อให้รู้ว่าได้มา ร้านสองสาวน่ารักมาก ๆ )

มื้อเย็นกินเนื้อฮิดะย่าง เป็นเนื้อวัวย่านนี้เขาว่ารสชาตดี ไม่รู้เทียบกับอะไร แต่แม่งแพงแน่นอน

อากาศหนาวววววว

กลับมาซักผ้าในร้านข้างๆ (ดาด้าชำนาญมาก) ปั่นผ้า ก่อนนอน

ที่พักนี้ เป็น Hostel น้องที่ดูแลหน้าตาเหมือนน้องหนามมาก ๆ พูดจาคล่องแคล่ว อัธยาศรัยดีมาก ๆ

วันที่ หก ๒๙ มี.ค.

นอนหลับสบายมากในที่นอน ไม่รู้สึกว่ามีการรบกวน จากข้างห้องแต่อย่างใด เราสามารถใช้ห้องอาบน้ำรวม อาบน้ำแต่งตัว ออกไปเดินเล่นได้แต่เช้าตรู่ ระเบียบของห้องพักคือ เวลาจะออกจากการพัก ให้เอาผ้าปูที่นอนมาทิ้งไว้ในที่ที่จัดให้ด้วย ส่วนระหว่างการพัก ไม่ต้อง และเราไม่เห็นสตาฟเข้ามาป้วนเปี้ยนในเขตที่พักเลย เขาเหมือนให้แขกดูแลกันเอง (และคุมสันดานกันด้วย) วันนี้ยังจะพักที่นี่ SORA-AMA HOSTEL อีกคืนหนึ่ง ดังนั้น เรายังไม่ต้องเก็บของอะไรออกไปจากรูของเรา

วันนี้ หัวหกก้นขวิดมาก เช้ามาออกไปตลาดเช้าที่เขาระบุกัน ว่าห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง เป็นลักษณะของตลาดชาวบ้านเลียบไปตามลำธารของเมือง สงบเงียบ (หากไม่มีนักท่องเที่ยว)

มีร้านรวงตลอดสองข้างทางในอากาศเย็น ๆ พ่อค้าแม่ค้าก็สุภาพนะ บางคนพูดไทยด้วย

ในตลาดพบเจอคนไทยบ้างพ่อค้าก็พูดไทยได้ด้วย กินพุดดิ้งไปถ้วยนึง และญี่ปุ่นขายถั่วตัดงาดำมาให้ถุงนึง

จากนั้นก็เเดินไปท่ารถ ไปซื้อตั๋วไป HIDA Folks village (เอาน่า น่าจะคล้าย ๆกัน) เห็นความน่าทึ่งของคนโบราณ ในการต่อสู้กับความหนาวเหน็บ และ ดำรงชีพอยู่ได้ ในอดีตที่ผ่านมา เค้าจะทำพื้นที่น่าสนใจ แบ่งเป็นโซน แยกเป็นหลัง ๆ สามารถเข้าไปเที่ยวชม และศึกษา ความเป็นอยู่ของเขาได้ แต่ที่นี่ไม่มีผู้คนอยู่ เป็นเพียงการจำลอง การใช้ชีวิต ของคนสมัยก่อน แค่เห็นการมุงหลังคาด้วยหญ้า ก็ไม่น่าจะทำได้แล้ว ถ้าไม่สามัคคีกันจริง ๆ ชีวิตความเป็นอยู่ สมัยนั้นคงอยู่ในป่าเขา หิมะท่วมหัว เขาอยู่กันมาได้งัย ทึ่งจริง ๆ

พอสาย ๑๑​โมง มีกำหนดการจะไป Kanazawa โดยเดินทางประมาณ สองชม.​ บ่ายกว่า ๆ ก็ถึง เป็นการเดินทางไปสุดทางตะวันตก เมืองติดทะเล

07

แล้วก็เกิดข้อผิดพลาดในการต่อคิวซื้อตั๋ว ทำให้เราไม่ทันรถเที่ยวที่หมายตาไว้ จนรถออกไปก่อน ต้องรอรถ Local อีกชม.นึง คราวนี้กำหนดการมันจะเลื่อนไปหมดล่ะสิ

เส้นทางการนั่งรถไฟท้องถื่นนั้น เชื่องช้า แต่งดงาม ผ่านหุบเขา ลำธาร แม่น้ำ ที่ลัดเลาะไปตามช่องเขา เห็นหิมะกำลังละลาย และยอดเขาที่โพลนไปด้วยหิมะ สวยงาม เก็บไว้ได้ในความทรงจำ น้ำที่ละลายลงมาเป็นสีเขียวในลำธารสวยงามมาก ๆ รวมทั้งหิมะข้าง ๆ ทางที่กำลังจะละลายลงมาด้วย

ต้องเดินทางถึงสามต่อ ไปถึงโน่น บ่ายสามครึ่ง …​พอล็อคตั๋วกลับ ปรากฏว่ามีชิงกังเซน รอบสี่โมงห้าสิบ เป็นอันจบข่าวไปไหนไม่ได้เลย ทั้งสวน และ ปราสาท รวมทั้งตลาดปลา ก็ต้องฝากไว้ก่อนละกัน ได้แต่เดินเล่นรอบ ๆ สถานีเท่านั้น

สถานี JR กำลังปรับปรุงใหญ่ หรือ ต่อเติมไม่แน่ใจ การก่อสร้างทำได้แบบว่าระยับมาก ๆ ทั้งความปลอดภัย การใช้งานร่วมได้ และ กลมกลืนไปกับสถานที่จนแทบไม่รู้สึกว่ากำลังมีงานก่อสร้างอยู่

เดินทางกลับ ถึง Takayama ประมาณหกโมงสี่สิบ ตลอดทาง ทั้งขาไปและกลับ ลัดเลาะไปตามทางคดเคี้ยวภูเขา และแม่น้ำ มองเห็นน้ำไหลไปเกือบตลอดทาง และยอดเขาไหล่ทางยังคงปกคลุมด้วยหิมะจาง ๆ ตา สวยงาม

08

มื้อค่ำก่อนเข้าที่พัก ไปกินอาหารพื้นเมืองหม้อไฟ ทำแบบง่ายๆ เหมือนเอาเนื้อและส่วนประกอบมาต้มลงในน้ำซุปกินร้อน ๆ กับผัก อร่อยมาก กินไปด้วยความเอร็ดอร่อย จนต้องสั่งสองหม้อ ราคายังถูกกว่า เนื้อฮิดะเมื่อวานอีกนะ ในร้านเป็นร้านท้องถิ่นจริง ๆ คือ สื่อสารกันไม่รู้เรื่องเลย แม้จะเอาโปรแกรมแปลภาษามาช่วยก็ตาม

กลับที่พัก ดาด้าปั่นผ้ารอบสองด้วยความชำนาญ คืนนี้นอนประมาณห้าทุ่ม พรุ่งนี้ต้องเช้าไปสถานีก่อนแปดโมง เพื่อหาที่นั่งในระ non reserved seat ที่เหลือแค่ตู้เดียว… แม้จะมี JR PASS ก็ต้องมีลุ้นเช่นกัน

คืนนี้เจอคู่ทอมคนไทยพาคู่สาวมาเที่ยว คนไทยเที่ยวแปลก มาเพื่อถ่ายรูป แล้วมาจุ้มปุ้กนั่งจีบกันอยู่ในที่พัก รอการไปเที่ยวเป็นที่ ๆ ตามหมายที่ทำมา (พันทิพ)

ร่ำลาน้องหนาม(น้องที่ดูแลที่พัก)เรียบร้อย เธอน่ารักเช่นเคย หน้าตาตื่นเต้นตลอดเวลา…พูดพร่ำพรรณนาให้เรากลับมาเที่ยวใหม่นะ ช่างเป็นอัธยาศรัยที่งดงามน่ามีเสน่ห์จริง ๆ

วันที่เจ็ด…๓๐ มี.ค.

วันนี้เป็นการจองการเดินทางด้วย JR ประสบการณ์ใหม่ เพราะไม่สามารถสำรองที่นั่งได้ ต้องใช้การไปรอคอย เนื่องจาก ขบวนนี้เป็นขบวนที่ไม่มี reserved seat บอกให้ง่ายคือ ตู้ที่มันจองได้ เขาจองหมดแล้วนั่นเอง เราออกจากที่พักประมาณเจ็ดโมง เพื่อต้องการมาจองที่นั่งให้ได้ เขาเปิดทางให้เข้าเจ็ดโมงสี่สิบ ไปถึงก็พอมีคนเข้าคิวรอแล้ว (ลูกอีช่างเข้าคิว) ทั้งยุ่นทั้งฝรั่งและ พี่ไทยของเรา

นั่งรอกินอาหารเช้าข้าวปั้นสำเร็จ และซาลาเปาเนื้อ (ลูกละห้าร้อย) ที่สถานี ได้จองที่นั่งได้พร้อมฝรั่งซำเหมาหลายคน รถออกแปดโมงตรง ไปถึงนาโกย่าประมาณสิบครึ่งต่อชิงกังเซนสิบเอ็ดโมง ถึงชิสุโอกะประมาณเที่ยงครึ่ง ระหว่างเดินทางก็เช่นเคย ทิวทัศน์รอบข้างสวยงามมาก ผ่านเมืองเล็กๆหลายเมือง แม่น้ำ ภูเขา เห็นสายน้ำที่กำลังไหลเชี่ยว คงเป็นน้ำที่ละลายหิมะลงมา บ้านเรือนที่ผ่านไปเริ่มลงปลูกพืชบ้าง เล็ก ๆ น้อย ๆ ตลอดทาง มองเพลินไป เราแพลนจะเข้าที่พัก (วันนี้พักที่ Sai Hotel)แล้วเดินทางในเมืองก่อน เมื่อไปถึง การเดินทางที่เหมือนจะยาวนาน แต่มองข้างทางไปเพลิน ๆ สวยงามแบบต้องใช้สายตาเม่านั้นบันทึกภาพลงความทรางจำเอาไว้ ทางรถไฟขนานไปกับลำธาร แม่น้ำ แป๊บเดียว ถึงซะแระ

09

แผนพรุ่งนี้ ค่อยไปฟูจิโนมิย่า แล้วต่อรถไปฮาโกเน่ (อิดาวาระ) สำหรับวันนี้ น่าจะเดินทางไกลสุดแล้ว อ้อมบนลงล่างตามแผนที่ ใช้เวลาบนรถไฟเยอะมาก แต่ไม่น่าเบื่อนะ

ถึงชิสุโอกะ เทียงครึ่ง เข้าที่พัก (Sai Hotel) ฝากกระเป๋าไว้ก่อน แล้วออกมาสถานี(ศูนย์รวม) มากินแป้งทอดแบบของญี่ปุ่น ไม่รู้หิวหรืออร่อย และมีหมูเหมือนพะโล้บ้านเรา แปลก ๆ ดาด้ากินกุ้งฝอยราดข้าว บอกว่าอร่อยเช่นกัน บ่ายเราจะเดินทางไป Shimitzu (ชื่อเหมือนบริษัทก่อสร้าง)

10

ตามลายแทงเค้าบอกว่าให้ไปหาดทราย Niho ที่เขาเป็นจุดชมฟูจิด้วย ปรากฏว่าฟ้าปิด รถบัสใช้ JR ได้ด้วย เที่ยวไปลืมถาม โดนไป ๗๒๐ เยน ขากลับฟรี จากป้ายหยุดรถก็เดินไปเรื่อย ๆ แวะศาลเจ้าเงียบ ๆ แล้วทางเดินไปหาดเหมือนอุโมงค์ต้นไม้(ต้นสน)ยักษ์ ร่มรื่น หาดทรายที่นี่แปลก เป็นทรายสีดำ ได้ความว่า เพราะเป็นทรายภูเขาไฟ ใช้เวลาเดินเล่นแบบไม่เล่นประมาณชั่วโมงนึง อ้อ การเดินทางมานั้นใช้รถเมล์นะ มั่ว ๆ มา รถที่นี่แน่นอนอย่างนึงคือ ถ้าคุณยืนถูกที่ถูกเวลา คุณได้ไปตามแผนแน่นอน อย่าสะเหร่อรอผิดที่ เพราะมันไม่(มีทาง)จอด

เดินทางกลับชิสุโอกะ ประมาณสิบนาที

11

ถึงประมาณสี่โมงกว่า ๆ เราก็เอาใหม่นั่งรถบัสร้อยเยนไปสวนกลางเมือง เขามีงานฉลองหน้าหนาวพอดี เลยเหมือนไปงานแฟร์ เดินเล่นลมหนาว คนเยอะ พร้อมใจมาส่งเสียงสนุกสนาน หัวเราะกันเสียงดัง ได้เห็นระเบียบวินัย ของคนญี่ปุ่น ทางการกินการอยู่ การเก็บกวาด ขนาดที่ทิ้งขยะ ยังมีคนมาให้คำแนะนำ คือ ยืนแนะนำเท่านั้น ให้ท่าน ๆ ทิ้งให้ถูกถัง ไม่ใช่เป็นคนคอยแยกให้ และก็น่าแปลกไม่มีใครฝืนวินัยทิ้งไม่เป็นที่แบบ…… อาหารการกินก็ทั่วไป ราคาของอาหาร ไม่ได้ต่างกันมาก ระหว่างห้าง ร้านแบกะดิน ห้องแถว และ ไม่ว่าจะตั้งขายที่ใด อันนี้น่าสนใจ

กลับเข้าที่พักประมาณทุ่มกว่า ๆ อาหารค่ำไม่ต้องกินแล้ว กินมาจากแฟร์ มีหอยปิ้ง(ทั้งฝา) เนื้อวัวติดมันเสียบไม้ปิ้ง ปลาหมึกปิ้งทั้งตัว และ มันฝรั่งชีสทอดเป็นแท่ง ๆ เท่านั้นก็อื่มมากแล้ว หลายอริยาบทของการเดินทางวันนี้จะเป็นสภาพหลับคารถซะมาก

วันนี้จะนอนพัก ก่อนเดินทางไปฟูจิพรุ่งนี้

วันที่ แปด (เสาร์) ๓๑ มี.ค.

ออกจากที่พักก่อนแปดโมง มีชุดอาหารเช้าเล็ก ๆ ให้กินในคาเฟ่บริการโดยป้าคนนึง พอจะช่วยแกหยิบจับอะไร แกกลับเอ็ดเอาเสียอีก คือขอให้แกได้บริการเถอะ เนื่องจากเป็นร้านเล็ก(มาก) ที่พักจะให้เลือกเวลาลงมากินอาหาร ซึ่งก็ต้องรักษาเวลาของชุดอื่นด้วย ได้ตอนไหน รีบกินรีบออก จะมาละเลียดคุยกัน ป้าจะได้ด่าให้…

จากนั้นเดินทางไปสถานีรถไฟ สะดวกจริงทุกที่ มันเดินไปได้แบบเงียบ ๆ สงัด จนถึง

12

การเดินนั้นไม่ไกลมาก เช้านี้จะไปฟูจิโนมิย่า ไปทะเลสาป เพื่อดูฟูจิซังชัดๆ  ระหว่างทางมองเห็นรำไร  ๆ พื้นที คนเริ่มออกมาปลูกพืชกันที่นา และหลังบ้าน เส้นทางที่รถไฟผ่านนั้นสวยงามแบบชนบท มองไปก็สวยงาม และผ่านหลายมุมของฟูจิ มองกันเพลินไป ในรถไฟมีพี่ไทยหลายกลุ่มอยู่ สังเกตจากการคุย พี่ไทยเรามีความแน่นอนอย่างนึง คือ การเจอกันในต่างประเทศไม่ต้องทักไม่ต้องคุยกัน อยู่กันเงียบ ๆ ไม่พยายามรวมกัน (อาจจะเพราะในประเทศก็จะตีกันแบบนี้อยู่แล้ว) ใช้สายตาเหล่กันไปมา (ยกเว้นพวกทัวร์สูงวัย)

ถึงสถานีประมาณเก้าโมง รถออกเก้าโมงสิบห้าพอดี เดินทางด้วยรถบัสประมาณ สี่สิบนาที เจอคนไทยไปเจ็ดคนในรถ ที่เหลือเป็นขาจร ไปถึงรีสอรต (ป้ายสุดท้าย) ประมาณสิบโมง รถจะมารับเที่ยงสิบห้า มีเวลาสองชม.​เดินชมทะเลสาป มีจุดชมวิว ถ่ายภาพ บรรยากาศสวยงาม มีเป็ด กบ คนตกปลา เค้าจัดสถานที่สวยงามใครใคร่ชม ชม เดิน ก็เดิน และ หลากกิจกรรม(แล้วแต่เมริง) เรากินเที่ยงในห้องอาหารของรีสอรต พร้อมวิวฟูจิ (ที่เมฆกำลังมาบัง) ก่อนที่รถจะมา กินให้เรียบร้อยไม่ต้องมาพะวงตอนเดินทาง

เราพบคนไทยคู่หนึ่งที่มาด้วยกันในบัสตั้งแต่เช้า พอถึงทะเลสาปก็มุ่งมั่นเดินไปถ่ายรูปในวิวที่มีฟูจิซังเป็นฉากหลัง ยิงกันสักสามพันภาพได้มั๊ง (คนถ่ายเพศที่สาม ส่วนหญิงหนึ่งนั้น นางก็คงจะมาเพื่อการถ่ายภาพ) เพียงไม่กี่อึดใจ ทั้งคู่ก็บอกกันว่า ไปพักเถอะ แล้วขึ้นนั่งล็อบบี้จนรถมารับ คือไม่ไปไหนเลย มาเพื่อ”ถ่ายรูป” แล้วก็พอ คงไปนั่งโพสต์เฟซ ไอจีกันต่อ อย่างนี้ใช้โฟโตช็อปก็น่าจะได้นะ ไม่เห็นต้องถ่อมาไกลซะขนาดนี้

ออกมารอรถที่เดิม รถมาช้าไปประมาณสิบนาที ความหวังที่จะไปขึ้น limited express ที่สถานีดับวูบ เส้นทางกลับโดยรถบัสผ่านน้ำตก และ สวนซากุระ ที่ไม่มีคนสนใจเลย (ท้องถิ่น) สวยงามมาก หากได้ไปเที่ยวแบบพักผ่อน การชะโงกทัวร์แบบนี้ ก็ควรยกเลิกนะ

ถึงสถานีเลยเวลาไปแล้ว ต้องขึ้น local train สามต่อ ไปลง Odawara ที่เราจองที่พักไว้ (Plum Hostel)

13

จริง ๆ คือ ตั้งใจจะไปเที่ยว Hagone แต่น่าจะเปลี่ยนใจ เพราะเป็นวันอาทิตย์ คนน่าจะแน่น

บ่ายสามเดินในเมืองมุ่งหน้าไป Odawara castle บังเอิญอีกเช่นกันเขามีงาน Sakura festival พอดี มีออกร้าน การละเล่นไปดูกลองของญี่ปุ่น มันตีกันจริงจังมาก กลองแทบแตก

ขึ้นปราสาทสูงชัน จะต้องเสียเงิน เลยไปถ่ายภาพเฉย ๆ (เพราะรู้แกวแล้วว่ารื้อไปหมดแล้ว มาสร้างใหม่)

เย็นลงเดินกลับมาทางถนนช็อปปิ้งของเมือง คนเดินมากมาย สวยงาม

ปวดขาและเมื่อยมาก เข้าร้านค้าหาของกิน ได้กิน Toriyaki เขาย่างไก่สารพัด คือ หัวใจ ตูด อก น่อง และ หนัง (นี่สังรวมห้าไม้) กินกับเห็ดมัตซึตาเกะ และ ต้นหอมย่าง ขอให้เขาทำซุปให้ถ้วยนึง เขาบอกสูตรลับทำให้เสร็จ เป็นต้มมิโซะใส่เต้าหู้ สไตล์ญี่ปุ่นอยู่ดี ฮ่า ๆนึกว่าจะได้ต้มยำไก่

มีลุงท้องถิ่นนั่งข้าง ๆมานั่งชวนคุย ชวนกินสาเก และ เอาสาเกแบบยังไม่กลั่นมาให้กิน เหมือนข้าวเละ ๆ แต่มีส่า กินไปคงเมาเหมือนกัน มันฝรั่งทอดทั้งลูก อร่อย หอม มิตรภาพมาจากการเป็นกะเหรี่ยงของเรา ลุงพูดปะกิตไม่แข็งแรง และจะมั่วคุยภาษาแกอยู่เรื่อย แกว่าแกเคยมาเที่ยวไทยแลนด์ (ฟังออกประมาณนี้)

เดินกลับ แวะกินท้องถิ่นอีกร้าน ทั้งร้านไม่มีคนพูดอังกฤษ แต่ไม่เกินความพยายาม ได้ปลาทอดชุบแป้ง และ มะเขือเทศอบชีสมากิน (??) เจ้าของร้านรู้สึกผิดที่ไม่สามารถทำให้เราพอใจได้ ก่อนออกจากร้านห่ออาหารมาให้อีกอัน บอกเอาไปเลย ให้ฟรี หรือจริง ๆ คือ ไล่ออกมาซะทีเขาจะบริการคนญี่ปุ่น…..

กลางคืนนอนโฮสเทล (Plum Hostel) ที่นี่เล็กไปนิดค่อนข้างอึดอัด แถมคนเต็มหมด แน่นดีจัง คนเต็ม ห้องน้ำเต็ม แม้อาบน้ำก็ต้องรอคิว

แต่ก็หลับทั้งคืน พี่ไทยคือชาติที่ใช้ห้องน้ำนานกว่าเพื่อน…บอกแลย

วันที่ เก้า ๑ เม.ย.

ตั้งใจจะแวะ Kamakura ก่อนกลับโตเกียวเพื่อที่จะชมพระใหญ่ หะแรกคิดใหญ่ว่าจะไปถึงเกียวโต แต่คงเดินไม่ไหวแล้ว (คิดใหญ่ไป) เลยกลับดีกว่า ไปตั้งต้นโตเกียว ถ้าจะมาเที่ยวฮาโกเน่พวกล่องเรือ หรือ แดนหรรษา ก็มาวันธรรมดา ซื้อพาสมา (ที่ Tourist Center บอกว่าคนเป็นหนอนในวันหยุด แน่นนอน ครึ่งนึงคือคนไทยนี่เอง)

จากที่พัก เช้ามาออกเดินทางจาก Odawara  ไป Kamakura เพื่อชมพระใหญ่ Daibutsu

14

ที่พักไม่มีอาหารเช้า เรากินเช้าเป็นไส้กรอกที่ป้าเมื่อคืนให้มา (สมนาคุณที่เข้าผิดร้าน เขาขายเหล้ากัน ดันเข้าไปขอของกิน ไม่มีให้สั่ง เขารู้สึกผิดเลยให้ไส้กรอกมา จริง ๆ อีคนเข้าน่าจะผิดนะ) กาแฟหอพัก ฟรี

ดาด้ามาซื้อข้าวห่อสาหร่ายกินระหว่างทาง

เดินทางสามต่อรถไฟ ก็มาถึงจุดหมาย ที่นี่มีรถไฟที่เขาอนุรักษ์ไว้ สถานีเก่า คนขับแก่ เดินทางนิดเดียว แต่คนเต็มทุกเที่ยว มันน่าสนใจ เขาก็สามารถให้บริการได้อย่างนี้ตลอดไป

เดินไหลไปตามคนที่มาเยี่ยมเมืองนี้ มันเหมือนดันหลังกันเดินไปทั้งสาย เราเข้าผิดไปเข้าอีกวัดซะก่อน เสียค่าเข้าด้วย ก็เดินเล่นกันไปในวัดนั่นแหละ (ดันเลี้ยวผิด ฮ่า) บรรยากาศสวย และสงบดี เข้าใจว่าเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์อะไรสักอย่างด้วย คนมาทำบุญเยอะเลย

ไปเข้าวัดพระใหญ่ เจอแกงค์ดาราเมื่อวานเข้าไปอีก (เจอพี่ไทยแบบว่า ไปไหนถ่ายรูปโพสต์ร้อยท่า แล้วนั่งรอที่จะกลับ มาอย่างเดียวคือ ถ่ายรูปและเช็คอิน) เจอแม่ลูกที่มาเที่ยวถ่ายรูปกัน(คนไทย)  ช่วยเขาถ่ายรูปให้ เขาดีใจกันใหญ่ ความสุขเล็ก ๆของคนไปเที่ยว เราก็เข้าใจความรู้สึกเขานะ ก็คงเหมือนเรา ยิงกันด้วยไม้เซลฟี่ หากมีคนมาขออาสาถ่ายให้ก็คงดี

ระหว่างเดินกลับ กินปลาหมึกอัดแบนเป็นแผ่นด้วยความร้อน ก็อร่อยไปอีกแบบ เหมือนทองม้วนแบน ๆ แปลกดี มันคือปลาหมึกแท้ ๆ นี่แหละ

เดินเลยลงไปเดินดูทะเลญี่ปุ่น มันหนาว และ ทรายดำ ๆ แต่ก็ยังมีคนไปนั่งไปเดินเล่นกัน ธรรมชาติไหนจะเท่าเมืองไทยของเรา ไม่มี (แต่มาเฟียในหาดเยอะไปหน่อยนะ)

ถ้าเป็นหน้าร้อน คงจะสะบึมไปด้วยคนเต็มหาดเป็นหนอน นี่ขนาดหนาวยังมีเป็นหะรอมหะแรม

กลับขึ้นมากินเที่ยง ข้าง ๆสถานี เป็นข้าว และ ราเม็ง ราดด้วยกุ้งหรือปลาไม่รู้ตัวเล็ก ๆ เค็ม ๆ อร่อยดี อาหารที่นี่ ทุกอย่างไปทางเค็มหมด ไม่มีข้อยกเว้น ถ้าเป็นแนวหวานก็หวานแสบตูดไปเลย

ประมาณบ่ายสองเดินทางกลับโตเกียว JR มาได้แค่ Shinbashi

15

ต้องต่อใต้ดินมา Asakusa คนละ 220 Yen ที่พักเราอยู่แถว ๆ นั้น (Oak Hostel Fuji จะพักที่นี่ สามคืนติด)ต้องเดินต่อไปประมาณสักกิโลกว่า ๆ แต่เดินสองสามวันก็ชินแล้ว ถ้าที่บ้านไทยแลนด์ไม่มีทางเดินหรอก นั่งมอไซค์ดีกว่า เสยส่งยันห้องนอนเลย และเราน่าจะสิ้นสุดการเดินทางไว้เท่านี้ ด้วยความอ่อนล้า เหน็ดเหนื่อยอย่างมาก เป็นอันหมดโควต้า JR PASS รอบเจ็ดวันของญี่ปุ่น

ถึงที่พัก ดาด้า หลับไปเลย เราก็มานั่งทำบันทึกนี่อยู่ ที่พักอยู่ย่านสะพานแดงกึ่ง ๆ ไปทาง Sky Tree ไปมาสะดวกอยู่

Hostel มี common space ให้นานาชาติมานั่งด้วยกัน ก็แปลกดี

ประมาณหกโมงครึ่ง ออกเดินไป Skytree ประมาณ ๑.๒ กม.​เด๋วนี้ เดินทนมาก เดินไปเรื่อย ๆ ก็ถึง อย่ามีขั้นบันไดแล้วกัน เดินจนถึง ปรากฏว่า พอมันใกล้มากไป มองไม่เห็นอีก คอตั้งบ่า (ตั้งก็ไม่ค่อยได้) มองไกล ๆ จะชัดเจนกว่า หลบหนาวเข้าไปในซุปเปอร์มาร์เกตแถวนั้น อาหารสำเร็จราคาถูกกว่าในร้านนิดหน่อย ซื้อมาสามสี่อย่างเป็นเสบียงพรุ่งนี้ ที่คิดว่าจะพักผ่อนอยู่ที่ Hostel ไม่ไปไหน

อาหารค่ำ เดินย้อนกลับมาทางที่พัก ตั้งใจจะกินปิ้งย่าง ก็โต๊ะจองเสียด้วย เราอด จะมากินข้าวก็เลือกไปมา จนท้ายสุด จะถึงที่พักแล้วต้องวัดดวงเพราะไม่เข้าร้านไหนเสียที ในร้านมืด ๆ ร้านหนึ่งในตรอกแคบ ๆ  เปิดเข้าไปร้านที่ไม่มีป้ายเงียบๆ เจอลุงสองคนเรียกใหญ่เลย บอกว่า ซูชิ อร่อยมาก เข้ามา ๆ คนที่เรียกน่ะ คนนั่งกินนะ ไม่ใช่คนทำ คนทำไปไหนไม่รู้ ทั้งร้นมีกันเท่านั้น

เป็นร้านของลุงป้า อายุเจ็ดสิบแล้ว มีใบเซอร์การทำซูชิพร้อม ทำมาแล้วสี่สิบปี ประกาศไว้ข้างร้าน บอกว่าเป็นศิษย์เก่าตลาดปลาซึคิจินั่นเอง แกจัดมาให้สารพัด หนึ่งเซต และเพิ่มพิเศษให้สามสี่อย่าง รสชาตสมคำร่ำลือ(ของสองลุง) ได้สูตรเหล้ามาหนึ่งสูตร คือ โชจู ผสมชาอู่หลง เล่นเอาหน้าชาทีเดียวแก้วนึง บวกเบียร์ขวด (ทั้งหมด เจ็ดพัน)

กลับมาเจอนานาชาติอีกเพียบยังนั่งสังสรร ตามประสายุโรเปียน ตรง common space ที่ที่นักเดนทางทั้งหลายสานต่อมิตรภาพและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน ถ้าเป็นพวกแนวเข้าสังคมดี ๆ ตรงนี้ โอกาสจะกว้างมาก ๆ

ดาด้า จัดซักผ้าสองหม้อเลย คืนนี้

พรุ่งนี้เราคิดว่าจะพักผ่อน ไม่ไปไหนเลย นอกจากหาข้าวหาปลากินเท่านั้น

ยังเหลืออังคาร และ พุธ สองวัน

เรื่อง one day trip & Sakura ก็คงจะพอแล้ว มากันหลายเมือง และเหนื่อยมากแล้ว

วันที่ สิบ ๒ เม.ย. (โตเกียว อซากุสะ)

วันนี้ตั้งใจพักร่าง นอนเต็มที่ตื่นแปดโมงครึ่ง กินอาหารเช้าด้วยอาหารแพคที่ซื้อไว้จากซุปเปอร์เมื่อคืน เป็นสลัดเล็ก ๆ และ มันฝรั่งทอดกล่องนึง กินเอาแรงไว้ก่อน ส่วนดาด้ากินมันเชื่อมกล่องนึง พออยู่ได้ ถ้าจะไปไหน ก็จะเดิน ๆ ไปแถวนี้ ไม่เดินทางรถไฟวันนี้ เป็นวันสบายๆ ๆในโตเกียว

ที่โฮสเทลคนเยอะมากเหมือนเมื่อคืน อีรุงตุงนังไปหมด ทั้งการกินอยู่ พูดคุย และ อาบน้ำ แต่มันก็ไม่ถึงขนาดน่ารำคาญ แค่ประมาณวุ่นวายเท่านั้น สาย ๆ ก็หายไป (ประมาณเกือบสิบโมง) พบครอบครัวคนไทยที่เราเห็นแปลก (ไม่ได้คุยกันหรอก แค่เห็นเขาทั้งเช้าและสาย ๆ คือ รวมตัวกัน กินอาหารห่อจากร้านสะดวกซื้อ แต่งองค์ทรงเครื่องเต็มที่ทั้งคณะ แล้วก็หายไปพัก เจอกลับมาใหม่ ได้ยินว่าไปเดินถ่ายรูปรอบเช้ามา แล้วก็มาไล่กันให้ไปเปลี่ยนองค์ เพื่อเตรียมถ่ายรูปต่อในช็อตเที่ยง ก็เห็นเอากันมาซะประมาณจัดเต็มประเทศไทยทีเดียว ลักษณะเดียวกับคู่ไทยที่ไปเจอที่ฟูจิ คือกรูจะถ่ายอย่างเดียว ไม่เดิน ไม่ชม ไม่อ่าน ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ถ่ายเสร็จนั่งล็อบบี้ รอรถมารับ (อีกสองชม.) เล่นโทรศัพท์ไปเรื่อย ๆ อย่างนี้ น่าสงสารนะ เท่าที่เห็น…แต่เขาก็มีความสุขกันดีนะทั้งพ่อแม่ลูก

เราออกบ้านพักประมาณบ่ายโมง ไปเดิน Lawson 100 Yen ของเยอะแยะเลย ซื้อมาสองสามอย่าง ระหว่างทางเห็นสาว ๆ แต่งกิโมโนมาเดินด้วย สวยงาม เขาไม่ได้รู้สึกเคอะเขินอะไร เหมือนแต่งตัวปรกติ

ไปกินกลางวันที่ Skytree อาหารเหมือนไทปันโยกิ แต่เป็นอีกแบบ อร่อยดี เวลาเสริฟพนง.เดินมาผัดให้ ผัดแบบเซียนมาก ๆ เคาะโป๊กเป๊กสองสามทีก็ผายมือให้รับทานได้ สั่งสองชุดเลย ยากิโซบะด้วยเอาให้หายอยาก แล้วมาเดินกินไอติมเรื่อยเปื่อย ในสกายทรีมีร้านของที่ระลึก ของฝากหลายอย่าง เดินไปมาก็หมดวันแล้ว

เย็นห้าโมงกว่า มุ่งไปกินปิ้งย่างร้านเดิมที่พลาดเมื่อวาน เป็นเนื้อหมูธรรมดานี่เองปิ้งเตาถ่านพร้อมเครื่องในสดๆ หลายอย่าง อร่อยเพราะสด กรอบ กินเบียร์ และ สาเกไป พอหน้าตึง ๆ ให้เดินกลับที่พัก

มาต่อเบียร์ที่ที่พักอีกสองป๋อง(ยาว) ก่อนจะเตรียมนอน พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้า เพราะโปรแกรมจะไปตลาดปลากัน

ก่อนนอน ดาด้าเฟซไทม์หาเติมด้วย เติมก็มานั่งยิ้มให้เห็นและก็มอง ๆ ว่าเสียงใครวะคุ้น ๆ หลายวันแล้วนะที่ไม่เจอกัน…

วันที่ สิบเอ็ด ๓ เม.ย. (หนึ่งวันก่อนเดินทางกลับ)

เช้านี้ เราออกเดินทางไปตลาดปลาซึคิจิ ตั้งแต่เจ็ดโมง ตามลายแทงที่ว่า คนไทยมาต้องไป…. (ไปไว้ก่อน ไม่รู้เพื่ออะไร) ข่าวมีว่ากำลังจะย้ายที่ประมูลปลาไปที่ใหม่ เราไม่ใช่สายมาดูการประมูล (ต้องมาตั้งกะตีสี่) ก็ไม่ตื่นเต้นอะไรไปด้วยหรอก

เพื่อความสะดวก วันนี้ตกลงซื้อ Metro day pass – 600 Yen ไปได้ทั่วด้วยรถไฟใต้ดิน

ด้วยความที่อยู่มาหลายวัน ไม่มีทางเลือก การเดินไปสถานีวันละประมาณแปดร้อยถึงหนึ่งพันเมตรนี่คือเหมือนเดินปากซอย ไปเรื่อยๆ ก็ถึง ทำไมวะ ที่ประเทศไทยของเรา เราถีงเดินไม่ได้ ต้องจอด ต้องหยุดให้ใกล้ แสนใกล้ ประมาณถ้าเอารถเข้าไปจอดยันโต๊ะกินข้าวได้ ก็จะเอาไป

ตลาดปลาคึกคักดี เห็นอาหาร เห็นผู้คน และ อาหารแบบเนื้อตุ๋นร้อน ๆ (ยืนกิน) ริมถนน หอมมาก ๆ ไปลองชิมหอยเผาแก๊ส ปลาไหลย่าง และ ข้าวปั่นห่อเล็กน้อย รสชาตบอกได้ว่า ประมาณตลาดแล้วกัน ถ้าจะเอาอร่อย ๆ ก็คงมีแต่คงแพงมากสำหรับเรา หรือ เราทำไม่เหมือนเขา เพราะเท่าที่เดิน ๆดู ร้านไหนคิวยาว ๆ คนในแถวจะพูดกันด้วยภาษาไทย (อ่านรีวิวเดียวกันมา​) ส่วนร้านแถวไม่มี เราก็กินมันตาม ๆ นั้นแหละ จะไปรอทำไมอ่ะ แถวนั้นมีวัดเก่าด้วย เข้าไปดูเขาทำพิธีแล้วก็สุขใจสบายกายดี ดูสงบเงียบและสวยงาม

จากนั้นเราไป Akihabara แหล่งช็อปปิ้ง แหล่งเกมส์ และ น่าจะมีแนวเอวีด้วยในย่านเดียวกัน ร้านรวงห้างมากมาย ล้วนแต่รอฟันนักท่องเที่ยว เราก็โดนไปพอตัววันนี้ ทั้งซื้อเอง ซื้อฝาก และ ฝากซื้อก็มี แทบหมดวัน อาหารเที่ยงวันนี้หยอดตู้กินราเม็งในศูนย์อาหาร ตอนหยอดกะตอนไปรับของมันคนละที่กัน และ มีหลายร้านยังคิดว่ามันจะรู้ได้ยังไงวะว่าใครหยอดอะไรมา แต่มันก็มีวิธีที่ทำให้ชัวร์ว่า เราได้ของ ๆเราละกัน และก็ไม่น่าจะมีคนมั่วเอาของคนอื่นด้วยหล่ะ

บ่ายแก่ ๆ เราย้อนไปที่ Ueno เพื่อ confirm เวลาตั๋ว Skyliner วันพรุ่งนี้ที่จะนั่งเที่ยวกลับไปนาริตะ ระหว่างกำลังมั่วตรงสถานี และ Tourist center นั้น สภาพพะรุงพะรังไปโดนตาของกองถ่ายทีวีของยุ่นเข้า เข้ามาสัมภาษณืได้ความว่าเป็นตือสยามจะมาหาของฝากที่ Ueno ก็เลยขอติดตามไปด้วย แบบว่าเดินตามถ่ายไปห่างๆ แล้วมาดักสัมภาษณ์หน้าร้านเวลาไปซื้อของ มอง ๆ ดูก็เหมือนกองถ่ายเอวีอยู่นะ เพียงแต่คนเขามองคงจะสมเพชว่ามึงหาพระเอกดูดี ๆ กว่านี้ไม่ได้เหรอ….​ เราแยกย้ายจากกองถ่ายเพราะไม่ได้ของที่ต้องการ (รองส้นเท้าของปุ๊ย) ซึ่งร้านตัวแทนที่ Ueno ไม่มีต้องไปที่ Ginza สถานเดียว เราก็นะ ไหน ๆ ก็มาแล้ว (และตั๋วก็เหมา) เลยดั้นด้นไปที่นั่นตอนเย็นมากแล้ว ไปที่ห้างอะไรสักอย่างหรูหรามาก ๆ นอกจากไม่ได้ของแล้ว ยังไปซื้อของอื่นมาอีกเพียบ (สยามตือของจริง) ก่อนเดินทางกลับมาที่ Ueno แล้วต่อไปลงที่สถาทีที่เราจะไปดูร้าน Daiso ร้อยเยนกัน (แถวที่พักไม่มี) ก็ซื้อกันแหลกลาญไป แล้วเดินกลับไปทางสกายทรีประมาณ สองกิโลครึ่งได้ เล่นเอาล้า

เดินทางวันนี้

Asakusa – Tsukiji         280      Yen กินขนม ปลาไหลย่าง และข้าวปั้น

Tsukiji – Akihabara      170      Yen กินกลางวัน ราเม็งสองอย่าง

Akihabara – Ueno       140      Yen จองที่นั่ง skyliner ไว้ และมีทีวีมาถ่ายด้วยฮ่า ๆ

Ueno – Ginza               170      Yen

Ginza – Ueno               170      Yen

Ueno – Tawaramachi 170      Yen (Daiso)

รวม                        1100    Yen

จนมาถึงที่พัก เย็นออกไปกินซูชิ และ ซาสิมิ ร้านลุงป้าเพื่อสั่งลา วันนี้หวดไปแปดพันเยน วันนี้กรึ่มหนัก เบียร์สามขวด แล้วมาต่ออีกสองกระป๋อง(ยาว) ส่งท้ายโตเกียวก่อนจาก

ลุงเปิดร้านมาสี่สิบปี ลูกค้ายาวนานที่สุดต่อเนื่อง สามสิบปี ยังมากินจนทุกวันนี้ อาทิตย์ละครั้ง ลูกชายหนึ่ง ลูกสาวสอง หลานห้า ทุกคนอยู่ต่างเมืองมาเยี่ยมเดือนละครั้ง ลุงจะทำอยู่อย่างนี้จนหมดแรง และไม่มีคนทำต่อแล้ว นับว่าเป็นความซื่อสัตย์ที่มีให้กันและกันทั้งสองฝ่าย แกเล่าเรื่องลูกเต้าให้ฟัง รู้เรื่องมั่ง ไม่รู้มั่ง แต่ก็พอจะสื่อกันได้(เศร้า)

กลับถึงที่พัก เตรียมเก็บของ ยัดของ เพื่อพร้อมเดินทางกลับพรุ่งนี้ (เย็น)

วันที่ สิบสอง ๔ เม.ย.

สั่งลาโตเกียว รวมทั้งที่พักของเราด้วย ต้องออกจากที่พักไม่เกินสิบโมง นั่งเล่นได้ แต่ก็ต้องเอากระเป๋าทั้งหมดลงมา เพื่อให้เขาเตรียมทำความสะอาดซอกที่พัก เรียกว่าซอกเพราะมันเป็นซอง ๆ ไว้นอนอย่างเดียว นั่งก็ได้นะถ้าไม่กลัวที่แคบ แต่ถ้าจะเอานั่งสบาย ข้างล่างดีกว่า

เราออกจากที่พักสักสิบโมง ร่ำลาเจ้าหน้าที่แล้วก็เดินมาเรื่อย ๆ เพื่อขึ้นรถไป Ueno เพื่อฝากกระเป๋า วนไปมาสองรอบ ได้ใหญ่ไม่ได้เล็ก อยู่นี่แหละ แล้วก็หยอดเหรียญ​จากนั้นก็ไปเดินเล่นรอบ ๆสถานี มีตลาดเดินได้เป็นวัน ๆ ซื้อของไปเรื่อยเปื่อย รองเท้า นาฬิกา ฯลฯ  เที่ยงก็หาข้าวกินแถวนั้น เป็นร้านเหมือนหมูทอดก็ไม่ใช่ ข้าวราดก็ไม่เชิง คนเพียบ พนง.บริการมีสองคน ท่าทางจะเครียดน่าดู

ช่วงบ่ายก็มาเดินห้างกับเขาบ้าง เป็นแหล่งซื้อของ เครื่องสำอาง และ อื่น ๆ ไปนั่งกินเครป น้ำหวาน และเดินดูพวกเครื่องสำอาง สรุปคือ ใช้เวลาให้หมดไปวัน ๆ นั่นเอง

เย็น ๆก็ไปเอากระเป๋าออกมาจากตู้ ลาก ๆๆ ไปสักสองกม.ได้มั้ง เพื่อขึ้นรถไปสนามบินในเที่ยวที่สำรองไว้แล้ว เป็นอันว่าอำลาโตเกียวจริงๆ เสียที มองอะไรไม่ค่อเห็น ในความมืด ที่ฮาคือ พอไปถึงสนามบิน เคาท์เตอร์ที่เช็คอิน ไม่มีคนเลย ดูเวลา เอ๊ะ จะว่ามาเร็วก็ไม่น่าใช่ มาช้าก็ไม่เชิง ที่ไหนได้ เขาไปกันหมดแล้ว จนปิดเคาท์เตอร์ จนท.เข้ามาเปิดให้(ปิดไฟมืด)​แล้วบ่นอะไรพึมพัม พอเอกสารตรวจ แกบอกว่า ไปให้ไวเลย เกตยูน่ะ อยู่แม่งโคตรไกลนะ เราก็กึ่งเดินกึ่งวิ่ง พอผ่านย่าน Duty free และของฝาก ก็อดไม่ได้ แวะซื้อๆๆ แต่ยังดีที่กำหนดเป้าหมายไว้แล้วซื้อได้ไวอยู่ เอาพอหอบหิ้วได้ ถึงที่ตรงประตูเช็คเข้าเครื่องเขาเรียกและต่อคิวไปได้บ้างแล้ว นับว่าฉิวเฉียด

เหินฟ้ากลับบ้านเรา เดินทางห้าชม.(ทวนโลก) แป๊บ ๆ มาโผล่ดอนเมือง ขึ้นแท็กซี่กลับบ้านสบายใจ ที่ใดจะสุขใจเท่าบ้านเรา

 

 

ภาคผนวก

ตารางค่ารถ(สองคน)

วันที่ DEBIT CREDIT เมือง
24/3 9,400 3,800 BKK – NRT
25/3 1,800 Tokyo (travelled 3,578 Y)
26/3 66,000 11,800 Karuizawa (metro 360 + fee 880)
27/3 9,660 Matsumoto
28/3 14,100 Takayama
29/3 19,860 Takayama-Kanazawa
30/3 22,760 Shizuoka-SMZ
31/3 9,220 Fujinomiya – Odawara
1/4 3,120 Kamamura-Tokyo
2/4 0 0 Tokyo
3/4 1,200 Tokyo
4/4 3,800 Depart
Total 75,400 99,920

สรุปใช้ JR PASS 90,520 Yen

ตารางการเดิน….

วันที่ เดิน (KM) ก้าว ขั้น(ชั้น) เมือง
24/3 2.5 4,935 19 BKK – NRT
25/3 9.5 16,530 39 Tokyo
26/3 8.5 14,731 4 Karuizawa
27/3 5.6 10,752 3 Matsumoto
28/3 3.8 7,943 19 Takayama
29/3 5.8 9,150 9 Takayama-Kanazawa
30/3 8.1 13,224 0 Shizuoka-SMZ
31/3 7.2 12,878 13 Fujinomiya – Odawara
1/4 9.0 15,462 14 Kamamura-Tokyo
2/4 2.5 4,916 1 Tokyo
3/4 8.9 16,811 16 Tokyo
4/4 5.7 12,207 10 Depart
Total 77.1 139,539 147

หมายเหตุ บางวันไม่ได้เปิด GPS / AIRPLANE mode บางวันได้จักรยาน บางวันใช้รถเมล์ และหลัง ๆ ใช้ลิฟต์ตลอด (ข้อเสื่อม)

สิ่งที่พบเห็นในญี่ปุ่น ครั้งนี้

  1. ถนนหนทางราบเรียบ เดินไปทางไหน สะดวกหมด ขี่จักรยาน ไม่ต้องกังวลหลุมบ่อ มีเจอถนนแย่สุด ที่ Karuizawa เป็นทางชนบทเท่านั้น ไม่ถึงกับแย่
  2. รถยนต์พร้อมหยุดให้คนเดินผ่าน ตลอดเวลา ไม่ว่าทางเอก โท ตรี จัตวา แม้สัญญาณยังไม่ให้ข้ามก็ตาม จักรยานบางคันพุ่งลงไปในถนนเหมือนจะฆ่าตัวตาย รถหยุดให้เฉย
  3. มอเตอร์ไซค์ ในโตเกียว เห็นแค่สองสามคัน ต่างจังหวัดไปเห็นที่ Kamamura เท่านั้น สี่ห้าคัน นอกนั้น ไม่มี (ไปเมืองไทยหมด)
  4. รถจอดติดไฟแดง ห่างเป็นวาจากแนวหยุดรถ ถ้าบ้านเรา มอไซค์มาจ่อแทบจะออกไปนอกแนวถนน (อบอุ่น)
  5. น้ำร้อน น้ำอุ่น เปิดมาร้อนเลย ไม่ต้องรอเอามืออัง จะเอาร้อนแค่ไหนปรับให้ดี ไม่งั้นไข่สุก และความแรงนั้นเต็มที่ไปเลย ไม่รู้ท่อมันทรความดันได้ยังไง
  6. มารยาท”ความเงียบ” คือ สุด ๆจะเดิน จะกิน หรือ จะนอน ไม่มีเสียงเล็ดลอด
  7. ร้านที่ข้างนอกดูเงียบ ๆ ไม่มีอะไรเลย เหมือนบ้านปิด เปิดเข้าไป แม่งนั่งกันเต็ม แต่แปลก เงียบ ๆ
  8. ทุกที่จะต่อคิว ที่เห็นคิวยาว ๆ มักเป็นคนไทย(เสมอ)
  9. คนแก่ ไม่รู้จะอยู่ว่างๆ ไปทำไม ออกมาทำงาน ออกมาใช้ชีวิต ที่ขายของก็เลิกไม่ได้ กลัวลูกค้ามาแล้วไม่เจอ เอากันตายไปข้าง
  10. ของที่ญี่ปุ่นว่าถูก ไทยไปมอง ๆ แล้ว บ้านเราถูกกว่า แต่ที่ว่าใช่คือ ซื้อที่ญี่ปุ่นเท่านั้น
  11. พนักงานขาย และ บริกร สุดยอดของการใส่ใจ อย่าไปแย่งเขาทำอะไร มีเคือง
  12. คนขับรถเมล์ ดุมาก (จะเข้มไปไหน)
  13. ทุกที่เป็นที่ท่องเที่ยวได้หมด ไปไหนก็ได้ จริง ๆ
  14. คนเขาโดยมากไม่เข้าใจว่าคนเราจะโกงกันไปทำไม มองโลกบวกมากไปนิด เหมือนไม่เข้าใจโลก จงใจประมาท
  15. Tourist Center น่าอุ่นใจมาก บริการถึงพระทัยจริง ๆ
  16. เด็กหนุ่มสาวใหม่ ๆ ภาษาอังกฤษดีจัง ฉะฉาน กล้าพูดจา มีเสน่ห์
  17. อาหารราคาคงที่ทุก ๆ ที่ ถ้าไม่หรูหราจนเกินไป คุณภาพก็น่าจะใกล้กัน
  18. ที่ท่องเที่ยว มีการบริการที่ “เหนือ” ราคา เช่น จะหลอกถ่ายรูปให้ ก็จะเสนอว่า จะถ่ายด้วยโทรศัพท์ หรือ กล้องของคุณให้ฟรี และ เทียบกับที่เขาถ่าย ถ้ามันพอ ๆ กัน ก็ให้เอาของกล้องคุณไปเลย ไม่คิดเงิน ถ้าไม่ใจหมาจริง เกือบทั้งหมด จะต้องซื้อรูปเขา
  19. การประมาทเลินเล่อในการต่อรถไฟที่เวลากระชั้นกันประมาณไม่เกินสิบนาที คุณจะใจหายมากที่เดินมาถึงแล้วมันกำลังเคลือนออกไป ชีวิตและแผนระเนระนาด
  20. อย่าซื้อนาฬิกามาฝากกันเยอะ โดนแงะกระเป๋าตรงตม.แล้ววุ่นวายมาก อธิบายยากว่า ซื้อฝากกับซื้อมาขายต่อมันต่างกันยังไง…. เสียเวลา
  21. แอลกอฮอล์ประหลาดในญี่ปุ่นมีเยอะเลย และคงเหมือนทุกที่ในโลก ของท้องถิ่นล้วนน่าลอง
  22. (แล้วจะมาต่อทีหลัง)

จบบล็อกนี้ ที่เขียนข้ามปี ๒๐๑๙๐๑๐๗

 

ครับ ค่ะ รับทราบ ทราบค่ะ ครับผม ……​คำเหล่านี้หมายความว่า….???

เดี๋ยวนี้การสื่อสารในการทำงานเปลี่ยนแปลงไป จากการไปพบปะหน้าตากันเปลี่ยนมาเป็นใช้ข้อความอิเล็คโทรนิค เช่นอีเมล์ LINE , Messenger วิธีการสื่อสาร ทั้งสอบถาม และติดตามความก้าวหน้า จะเป็นในรูปของ คำถาม คำสั่ง หรือย้อนแย้ง และรูปแบบของคำตอบ ก็จะมีทั้งตอบรับ ตอบปฎิเสธ แสดงเหตุผลต่างๆ

ทั้งนี้ เมื่อมีการโต้ตอบกันไปสักพัก หากปลายทางตอบด้วยคำว่า “รับทราบครับ” “ทราบค่ะ” หรือสั้น ๆว่า “ครับ” “ค่ะ” จงอย่าหมายความว่า ข้อความเหล่านั้น คือการตอบกลับด้วยความเข้าใจ เพราะผมเข้าใจผิดมาแล้วและยังคงผิดมาจนบัดนี้ คำลงท้ายเหล่านั้น เป็นการปิดรูปประโยค เช่นเดียวกับการส่งสติ๊กเกอร์ คือไม่มีความหมายอะไร แค่บอกว่า ต้องการสิ้นสุดการสนทนาแค่นี้ หากเราเข้าใจพลาดไป โดยไม่ได้ยืนยันในเป้าหมาย วันต่อมาหากเราไปสอบถามด้วยความเข้าใจเอาเองว่า การตอบรับดังกล่าว หมายถึงความเข้าใจในข้อความที่สนทนา และจะต้องได้ผลลัพธ์ ตามที่เราต้องการ คุณอาจจะกำลังเข้าใจผิดขนาดใหญ่

เพราะมันไม่มีทางเป็นไปได้เลย ในชีวิตปัจจุบันนี้การที่เค้าไม่เข้าใจในสิ่งที่เราสนทนากัน ปิดการสนทนาด้วยประโยคดังกล่าว นั่นคือ สิ่งที่เราใช้เวลาทั้งหมดในการพูดคุยกันสูญเปล่าโดยสิ้นเชิง ดังนั้น ผมจะมีความคิดว่า หากว่าประโยคเหล่านี้จะขึ้นต้นการสนทนา ว่า “รับทราบครับ” ว่าเราจะคุยกันเรื่องอะไร แต่ผมทำไม่ได้หรอก เพราะ…..  หรือเราอาจจะพูดว่า ครับ..อย่าเสียเวลากับผมเลย เพราะเมื่อสนทนาจบแล้ว ผมก็จะไม่ทำอยู่ดี คือไม่ว่ายังไงก็จะไม่ทำอยู่ดี ไม่ใช่ว่าผมไม่เข้าใจ แต่ผมตั้งใจตั้งแต่ทีแรกแล้ว ว่าผมจะไม่ทำ…

สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นการเสียเวลากับทุกคน เสียเวลาในการสนทนา เสียเวลาในการยืนยัน และเสียเวลาในการติดตาม หากทุกคนบอกออกมาตั้งแต่ที่แรก ว่าอย่ามาตั้งความหวังกับผมเลย หรืออย่ามารอด้วยความหวังกับหนูเลย ชีวิตก็คงจะง่ายขึ้น ไม่ต้องมีความคาดหวัง ไม่ต้องมีความรอคอย

ทั้งนี้ทั้งนั้น หากความสำเร็จจะเกิดจากการที่เราลงมือทำ สิ่งที่เราเสียเวลาไปกับการพูดคุย โดยไม่ได้ผลลัพธ์อะไรเลย รวมทั้งพยายามจะหาเหตุผล เพื่อมาแก้ต่างว่าทำไมเราถึงทำไม่ได้เพื่ออธิบายให้ดูหนักแน่น ถ้าชีวิตเป็นเช่นนี้ ผมก็เฝ้าภาวนาให้ทุกท่านประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจโดยเร็ว ด้วยเทอญ สาธุ