ชรากถา (แก่) โดย ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช (คัดลอก)

พิมพ์แจกในงานวันเกิดครบรอบ ปีที่ 74 วันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2528

p56

อยู่กันมาแต่ลืมตาเห็นชีวิต เข้าใกล้ชิดไม่เคยพรากจากไปไหน
ถึงสังขารเปลี่ยนแปรไปตามวัย จากลูกหมาเป็นหมาใหญ่ถึงวัยชรา
แต่จิตใจไม่แปรตามสังขาร ยังกล้าหาญจงรักสมศักดิ์หมา
ในยามทุกข์ ทุกข์ร่วมด้วยกันมา ในยามสุขปรีดาด้วยรู้ใจ
ยามเจ็บไข้ได้ป่วยก็ช่วยเฝ้า ยามนอนหลับใครจะเข้ามาไม่ได้
กินข้าวช้ามาเรียกด้วยห่วงใย หากนอนดึกวอนให้เข้าหลับนอน
รู้ทุกสิ่งจริงด้วยปัญญาตน แต่เกิดมาไม่มีคนเคยสั่งสอน
ไม่เคยรบกวนใจให้อาทร จะเห่าหอนก็ต้องดูว่าอยู่ไกล
ยามเงียบเหงาเปล่าใจได้ใครเล่า มีแต่หมาคอยเฝ้าอยู่ใกล้ ๆ
ยามดึกดื่นตื่นขึ้นมาจะหาใคร พอเบาใจเพราะมีหมาพูดจากัน
หมาอายุสิบห้าชราแน่ เจ็ดสิบสี่คนก็แก่สิ้นกระสัน
ที่รู้แน่ก็คือแก่ไปด้วยกัน จะนานวันสักเท่าไรไม่รู้เอย

คุณสมบัติ ภู่กาญจน์ อายุ 37 มาถามผมว่า คนอายุ 74 อย่างผมนั้นเป็นอย่างไร?

ผมไม่ได้ตอบคุณสมบัติทันที บอกแต่ว่าเอาไว้ว่าง ๆ ผมจะบอกให้ซึ่งก็กำลังจะบอกให้อยู่ในสมุดเล่มนี้.

แต่ปัญหาของคุณสมบัตินี้เป็นคำตอบโดยประจักษ์แจ้ง ด้วยตัวของมันเองอยู่แล้ว

คุณสมบัติมาถามผมว่า อายุ 74 เป็นอย่างไร ก็เพราะคุณสมบัติเพิ่งอายุ 37 ยังไม่เคยอายุ 74 จึงไม่รู้ว่า 74 นั้นเป็นอย่างไร เมื่อไม่รู้ก็ต้องถาม

ส่วนผมนั้นไม่ต้องถามคุณสมบัติว่า อายุ 37 เป็นอย่างไร เพราะผมเคยอายุ 37 มาแล้ว รู้จักคนอายุ 37 ดีทุกแง่ทุกมุม ทุกซอกทุกซอย รู้ด้วยกาย รู้ด้วยใจ จึงไม่มีอะไรที่จะต้องถามคุณสมบัติ

คนอายุ 37 และอายุ 74 ก็แตกต่างกันที่ตรงนี้

คนหนุ่มนั้นไม่เคยแก่ แต่คนแก่นั้นเคยหนุ่มมาแล้ว

ผมอาจมีอะไรพิเศษบางอย่างอยู่บ้าง ตรงที่ผมไม่ติดใจในความหนุ่มเมื่อยังหนุ่มก็หนุ่มเต็มที่ แต่เมื่อความหนุ่มผ่านพ้นไปไม่อาลัยเสียดายยอมรับความชราและแก่เต็มที่เช่นเดียวกับที่เคยหนุ่มเต็มที่

ถ้าแก่หัวจะหงอก ฟันจะหัก หน้าจะเหี่ยว ก็ไม่ปิดบัง แข้งขาจะอ่อนลงไป ไม่กระฉับกระเฉง ก็เดินมันช้า ๆ ใช้ให้เท้าพยุงกายบ้าง อาศัยคนทีหนุ่มกว่าให้เขาช่วยลากช่วยจูงบ้าง เห็นปี๊บก็หลีกเสีย ไม่เดินเข้าไปเตะมันให้ดังหนวกหูชาวบ้าน ใครมาว่าแก่ แทนที่จะโกรธกลับอนุโมทนาสาธุการว่าเขาพูดจริง

ใครมาชี้หน้าปรามาสว่า แกมันแก่ไปแล้ว เป็นนายกฯ อีกไม่ได้ ก็นึกในใจด้วยความนอบน้อมว่า

สาธุ! ขอให้จริงอย่างว่าเถิดพ่อคุ้ณ !

เมื่อแก่ให้เต็มที่ เหมือนกับหนุ่มให้เต็มที่อย่างนี้ ใจคอมันก็เบิกบานเหมือนกับเมื่อยังหนุ่มเต็มที่ แต่ต่างกันว่าไม่เหนื่อยเท่าคนหนุ่ม

ทำไมจึงเหนื่อย !

เพราะคนหนุ่มนั้นต้องคิดการณ์ไกล ต้องใช้ความคิดหนักและมากจึงเหนื่อย ส่วนคนแก่นั้นไม่ต้องคิดการณกลอะไรทั้งสิ้น คิดแต่การณ์ใกล้ ๆ จึงไม่เหนื่อย

พูดกันง่าย ๆ ถ้าคนหนุ่มจะคิดปลูกต้นไม้ ก็ต้องคิด ปลูกต้นสัก ต้นยาง ต้นมะม่วง ต้นทุเรียน ซึ่งเป็นการใหญ่เอาการ

ส่วนคนแก่นั้นถ้าจะคิดปลูกต้นไม้ อย่างสูงก็แค่ต้นมะละกอ อย่างต่ำก็แค่พริก มะเขือ เอาเมล็ดหย่อนลงที่ไหนมันก็ขึ้นง่ายทันได้กินผลไม่คิดปลูกต้นไม้แบบคนหนุ่ม เพราะจะอยู่ได้ไม่ทันมันผลิดอกออกผล

คุณสมบัติคิดเอาเองก็แล้วกันว่าปลูกมะม่วงกับปลูกมะเขืออย่างไหนมันเหนื่อยกว่ากัน เพียงแค่คิดว่าจะปลูกอะไรมันก็เหนื่อยไม่เท่ากันอยู่แล้ว

หันมาดูชีวิตจริง ๆ ก็เหมือนกัน อายุคุณสมบัติก็คืออายุของผมหารด้วยสอง คุณสมบัติเคยทำอะไรมาแล้วแค่ไหน ผมเคยทำมาหมดแล้ว และที่คุณสมบัติยังไม่เคยทำมาแล้วอีกเท่าตัว (37 ปี) ครึ่งหลังนี่แหละครับเหนื่อย

ครึ่งแรกนั้นมันไม่เหนื่อยเท่าไรนัก เพราะเป็นเด็กเสียเป็นส่วนมาก ตีเสียว่า 25 ปี ตอนเป็นเด็กนั้นจะทำอะไรมักไม่ต้องคิด เพราะความคิดในตัวมันก็ยังไม่งอกเงยพอที่จะคิดได้ หรือพอที่จะเอามาใช้ได้จริงจัง จะมาคิดการข้างหน้าข้างหลังก็ในช่วง 12 ปี ก่อนที่อายุจะ 37 คิดมีลูกเมีย ตั้งครอบตั้งครัวเอาเมื่ออายุ 25 ปี

คุณสมบัติยังจำได้ไหมว่า คุณสมบัติบอกกับผมเองว่า คุณสมบัติอยากมีลูก เมื่อคุณสมบัติอายุ 25 ? ผมก็บอกว่า เอาเลย เอาเลย ทั้งที่ผมรู้ว่าคุณสมบัติชอบทำลูกมาตั้งแต่อายุ 17 ปืนแต่คุณสมบัติก็ได้ใช้วิธีต่าง ๆ บ่ายเบี่ยงเสีย ไม่ให้มันมี พอคุณสมบัติบอกกับผมว่า อยากมีลูก ผมก็อนุโมทนาสาธุการ และนับถือคุณสมบัติขึ้นอีกเยอะ

เพราะอยากทำลูกนั้นมันเป็นอาการทางกาย ส่วนอยากมีลูกนั้นมันเป็นอาการทางใจที่แสดงให้เห็นว่า ใจนั้นไร้โรคและเป็นปกติเข้มแข็ง น่านับถือ

เมื่อคุณสมบัติบอกผมเมื่อก่อนนั้นว่า คุณสมบัติอยากบวช ผมก็นับถือคุณสมบัติอยู่ แต่คนที่บวชแล้วสึกออกมาเปะปะไม่เอาไหนก็มีถมไป แต่คนที่บอกว่าอยากมีลูกนั้นทำให้เกิดความนับถือแน่นอนยิ่งขึ้น เพราะแสดงให้เห็นว่าใจนั้นพร้อมที่จะสร้างสรรค์ เสียสละและที่สำคัญก็คือพร้อมที่จะเหนื่อยมาก ๆ อย่างที่ผมได้เหนื่อยมาแล้ว

ผมจะรักหรือเกลียดคุณสมบัติก็ไม่รู้ละ แต่ผมอยากให้คุณสมบัติต้องเหนึ่อยเท่าผม หรือมากกว่าผมในระยะเวลาอีก 37 ปีต่อไป และเมื่อถึงตอนนั้นคุณสมบัติจะนึกถึงผมอย่างไรก็ช่างคุณ

ข้อแตกต่างที่สำคัญระหว่างตัวผมเมื่ออายุ 37 เท่ากับคุณสมบัติและตัวผมที่มีอายุอีกเท่าตัวหนึ่งของคุณสมบัติคือ 74 ก็คือ เมื่อยังอายุ 37ผมไม่รู้ตัวว่าแก่ เพราะมันยังไม่แก่ แต่เดี๋ยวนี้ผมรู้ตัวว่าแก่ เพราะมันแก่

พูดอย่างนี้ฟังดูมันง่าย แต่เอาจริงเข้ามันไม่ง่ายนัก เพราะคนที่อายุ 75 นั้นไม่รู้ตัวว่าแก่ และไม่ยอมรับความแก่ของตนที่มีอยู่มากมายเหลือเกิน ผลก็คือความทุกข์ของคนแก่ทุกวันนี้มีมากเหลือเกิน เช่นเดียวกัน เพราะความไม่รู้หรือไม่ยอมรับความชราเท่านั้นเอง

คนมีอายุที่ยังวิ่งจ๊อกกิ้งอยู่นั้นเป็นทุกข์

สนามม้านางเลิ้ง และสนามม้าสปอร์ตคลับ กวาดศพคนแก่ที่ไปหัวใจวายเรี่ยราดอยู่ตามสนามไปกี่ศพแล้ว

คนแก่อีกมากมายที่รับเอาลัทธิวิตถารต่าง ๆ มาใส่ตัว ทำโยคะ กลายเป็นฤๅษีดัดตนไปบ้าง กินอะไรแปลก ๆ ตั้งระบบกินอาหารอย่างใหม่ให้กับตน ทำตัวเป็นคนขลัง ๆ ทั้งที่ตัวเองนับหนึ่งยังไม่ถึงสิบก็มี เห็นตัวเองศักดิ์สิทธิ์ หรือบริสุทธิ์เกินมนุษย์ จนคบกับใครไม่ได้ก็มี พูดภาษาคนธรรมดาไม่เป็น ต้องพูดจาอะไรให้มันล้ำลึกก็มี ทั้งหมดนี้เป็นการเพิ่มภาระให้แก่ตนเอง เพิ่มข้อผูกมัดให้แก่ตัวเองทั้งสิ้น

พูดง่าย ๆ ว่า เพิ่มน้ำหนักให้แก่ตัวเอง แล้วก็เกิดทุกข์เพราะตัวมันหนักขึ้น เพราะคนแก่ไม่ควรเพิ่มน้ำหนักแก่ตัวเองเป็นอันขาด

เท่าที่ผมเห็นนั้น ผมรู้ดีกว่าเขามักจะสอนคนแก่ให้ปฏิบัติทางกายเพื่อสู้กับความแก่ เป็นต้นว่าให้กินอะไร กินเท่าไร ให้นอนเท่าไร ให้พักผ่อนเท่าไร ให้ออกกำลังเท่าไร

การปฏิบัติทางกายนี้ก็ดีอยู่ แต่มันจะรักษาโรคทางกายเท่านั้น

แต่โรคของคนแก่มันไม่ใช่โรคทางกาย

เป็นโรคทางใจ

ถ้าจะรักษาหรือช่วยคนแก่ให้พ้นทุกข์ได้ และอยู่ได้เป็นปกติ ไม่เดือดร้อน ก็ต้องรักษากันทางใจ

คือต้องยอมรับความจริงว่ามันแก่

จะกินอย่างไร กินเท่าไร กินอะไร มันก็ยังแก่

จะนอนอย่างไร นอนเท่าไร มันก็ยังแก่

จะออกกำลังท่าไหน อย่างไร มันก็ยังแก่

และจะพักผ่อนท่าไหน อย่างไร มันก็ยังแก่

โยคีคนไหนก็ต้องแก่ทั้งนั้น จะหนุ่มตลอดไปไม่ได้

พระอรหันต์ยังแก่

พระพุทธเจ้ายังทรงพระชรา และดับขันธปรินิพพานไปในที่สุด

คนเราเกิดมาแล้วก็ต้องตายทุกคน เมื่อมันไม่ตายเสียแต่ยังเด็ก ยังหนุ่ม มันก็ต้องแก่ เพราะฉะนั้นเมื่อมันยังไม่ตาย ก็ต้องอยู่กันไป มีอะไรพอจะทำได้ก็ต้องทำ เพราะนั่นเป็นหน้าที่คนเป็น และเมื่อมันจะต้องแก่ ก็ต้องแก่กันไป จะทำอะไรก็ต้องทำแบบคนแก่

แต่การกระทำแบบคนแก่นี้ บางทีมันกลับดีกว่าการกระทำแบบคนหนุ่มเสียอีก

ข้อสำคัญเมื่อทำอะไรก็อย่าไปนึกว่าหนุ่มทำเท่านั้น

ที่ผมอยากจะบอกกับคุณสมบัติก็คือ เมื่อรู้ตัวว่าแก่และยอมรับว่าแก่แล้ว ก็อยู่มันไปตามเรื่องแบบคนแก่ อย่าไปตั้งกฎเกณฑ์จู้จี้กับคนอื่นและกับตัวเอง และอย่าไปเรียกร้องอะไรจากคนอื่น อย่าไปกะเกณฑ์ให้คนอื่นที่เขาอ่อนวัยกว่าต้องมาสนใจกับเราหรือคอยเอาใจเรา

กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ตั้งเอาไว้ให้ตนเองปฏิบัติ เช่น ทำโยคะ หรือออกกำลัง กินอาหารที่นึกว่าเหมาะสม นอนเท่านั้น พักผ่อนเท่านี้ และอะไรต่อมิอะไรอีกมากนั้น พอแก่ต่อไปอีกก็จะปฏิบัติไม่ได้ เพราะมันแก่เกินไปที่จะปฏิบัติได้ และเมื่อปฏิบัติไม่ได้ก็จะเป็นกังวล หงุดหงิด และขมขื่น

กลายเป็นคนแก่ที่เจ้ากังวล หงุดหงิด ขี้บ่น ปากร้าย ไม่ไว้ใจใครและไม่สนใจใครว่าเขาจะนึกคิดอย่างไรช่วยตัวเองตามปกติสามัญชนไม่ได้ คอยแต่ร้องโวย ๆ ให้คนอื่นมาช่วยให้มาปรนนิบัติ พอถึงขนาดนี้แล้วคนอื่นแม้แต่ลูกหลานของตนเองมันก็จะทิ้ง เหลือแต่ตัวคนเดียว อยู่กับความแก่ของตน ซึ่งไม่น่าอภิรมย์นัก

แต่คนแก่บางคนที่ยอมรับความชราและไม่ยึดถือ ปล่อยมันไปตามเรื่อง ไม่พยายามจะเข้าควบคุมหรืออนุรักษ์อะไรทั้งนั้น จะไม่มีใครเขาทอดทิ้ง อยู่ในสังคมมนุษย์ไปได้อย่างสบายใจ เพราะคนแก่แบบหลังนี้จะเป็นคนแก่ที่มีความรัก ความเมตตา กิริยามารยาทเรียบร้อย มีแต่สัมมาวาจา พูดจาอ่อนหวานคุยสนุกมีความรู้ในทางอดีตที่จะให้แก่คนที่อ่อนวัยกว่าได้มาก มีความนอบน้อมต่อคนที่อ่อนวัยกว่า ช่วยตัวเองเท่าที่จะช่วยได้ ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนหรือเป็นภาระแก่ผู้อื่น ไม่ต้องการหรือเรียกร้องความสนใจจากใคร

คนแก่แบบหลังนี้จะมีแต่คนรัก ไม่มีใครทอดทิ้ง เพราะเป็นคนแก่ที่น่ารัก ผมเป็นคนแก่ที่อยู่ตามสบาย เมื่อยอมรับในความแก่ ก็ไม่เป็นกังวล ความแก่นั้นทำให้ผมนุ่มนวลละมุนละไมกว่าแต่ก่อน เหมือนผลไม้สุกคาต้น หมดความแข็งกระด้างมุทะลุดุดันที่เคยมีมา หมดรสเปรี้ยวรสฝาดและหมดยาง

คุณสมบัติก็เป็นคนหนึ่งที่นาน ๆ ก็แวะเข้ามาดูเสียทีว่าผมจะแก่ลงไปแค่ไหน จึงย่อมเห็นอยู่แก่ตาแล้วว่า ทุกครั้งที่คุณมาผมไม่เคยอยู่คนเดียว ใครต่อใครมานั่งคุยอยู่ด้วยเสมอหลายคน และเฮฮาทั่วกัน.

คนแก่ขี้เล่นอย่างนี้แหละครับ

ทำอย่างไรเล่าจึงจะแก่อย่างสบาย ๆ ?

ผมบอกแล้วว่าไม่พยายามควบคุม หมายความว่าไม่พยายามควบคุมตัวเองไม่ให้แก่ หรือให้แก่ตามที่เห็นควร เพราะเรื่องนี้เป็นของคุมกันไม่ได้เป็นไปตามเรื่องของมัน

อย่างที่สองบอกว่า อย่าไปอนุรักษ์อะไรทั้งนั้น เรื่องนี้คนแก่มักจะชอบเป็น คือติดในอดีต เมื่อติดแล้วก็พยายามที่จะรักษาอดีตนั้นไว้ ทั้งที่โลกจะต้องเดินออกไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง คุณค่าต่าง ๆ ที่มนุษย์ยึดถือกันนั้นต้องเปลี่ยนไปตามกาลสมัย คนแก่มักจะถือว่าคุณค่าที่ตนเคยยึดถือเมื่อยังเป็นหนุ่มเป็นสาวนั้น ถูกเสมอและดีเสมอ คุณค่าที่เกิดขึ้นใหม่หรือเปลี่ยนแปลงมาเป็นอย่างใหม่ก็จะต้องเห็นว่าไม่ดี ไม่งาม เป็นของเลวใช้ไม่ได้แล้วก็เที่ยวบ่นไปว่าไป ทั้งที่ตัวเองก็ไม่สามารถไปหยุดยั้งอะไรได้

ก็เหมือนกับพวกที่ชอบอนุรักษ์วัฒนธรรมนั่นแหละครับ เอาจริงก็เหมือนกับรักษาของเก่า นาน ๆ ก็เปิดเอาออกมาแสดงเสียที แล้วก็เก็บเอาเข้าตู้ไปใหม่

ซึ่งก็เป็นการเก็บของเก่าดี ๆ นั่นเอง

ของเก่านั้นมันเก็บได้ หากรักษาให้ดี ๆ อย่าให้ผุพังหรือแตกหัก จะเก็บไว้นานเท่าไรก็ได้ แต่วัฒนธรรมนั้นมันเก็บกันไม่ได้ เพราะมันเอาใส่ตู้ไว้ไม่ได้ ต้องเอาไว้ในตัวคน หรือในใจคน เมื่อชีวิตคนมันเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตัวคนและใจคนก็ต้องเปลี่ยนไปตาม แล้ววัฒนธรรมที่อยู่ในตัวคนหรือในใจคนนั้นจะไปเก็บเอาไว้ให้คงเดิมอย่างไรได้?

สิ่งที่เกิดมาคู่กับคนแล้วไม่เปลี่ยนไปตามกาลสมัยก็คือกิเลสตัณหา คนเกิดมาเมื่อไร สองสิ่งนี้ก็เกิดมากำกับคนไปตลอดไม่ว่าจะเป็นในสมัยไหน

เมื่อ 74 ปีมาจนถึงวันนี้นั้น รูปร่างหน้าตา และขนาดของคนไทยได้เปลี่ยนแปลงไปมาก จนเกือบจะไม่มีอะไรเหมือนกัน คนไทยเดี๋ยวนี้ทั้งผู้หญิงผู้ชาย รูปร่างใหญ่โตกว่าแต่ก่อน หน้าตาก็เปลี่ยนไป เพราะอาหาการกินเปลี่ยนไป ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน ชีวิตความเป็นอยู่ก็เปลี่ยนไปมาก สิ่งแวดล้อมก็เปลี่ยนไปทั้งหมด ความรู้สึกนึกคิดและจิตใจคนก็ต้องเปลี่ยนไปเป็นธรรมดา วัฒนธรรมไทยสมัยก่อนและวัฒนธรรมไทยสมัยนี้ จึงแตกต่างห่างจากกันมาก

ใครจะเป็นคนชี้ขาดได้ว่าอย่างไหนดีกว่ากัน?

ถ้าใครชี้ลงไปว่าวัฒนธรรมอย่างเก่าดีกว่า คนนั้นก็เป็นคนลืมอดีต หรือไม่เคยรู้จักอดีต

แคบด้วยกันทั้งสองฝ่าย

อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปก็ดี หรือเกิดขึ้นใหม่ก็ดี หากมีคนเขาชอบ เขายึดถือ คนเขาจึงปฏิบัติ เพราะคนสมัยนี้กับคนแต่ก่อน ก็คนเหมือนกัน มีชั่วมีดีพอกัน ไม่ได้เลวกว่ากันที่ตรงไหนเลย และถ้าจะว่าไปแล้วคนสมัยนี้หากินเก่งกว่า รวยกว่า และฉลาดมากกว่าคนสมัยเมื่อ 60-70 ที่มาแล้วด้วยซ้ำไป เพราะเรียนรู้สรรพวิชาต่าง ๆ มากกว่า ซึ่งความรู้เหล่านี้ บางวิชาคนแก่ก็เรียนไม่ทัน เพราะกว้างขวางลึกซึ้งเกินกว่าที่ลมองคนแก่จะเรียนได้

คนแก่นั้นตราบใดที่ยังไม่ตายก็จะต้องอยู่ในโลก คนที่อยู่ในโลกให้สบายนั้นก็คือการอยูให้ทันโลก อยู่ในโลกด้วยความรู้ว่าโลกนี้มีอะไรบ้าง ถ้าคนแก่มี มมังการ หรือ อหังการ ในความแก่ของตน คนแก่นั้นก็แยกตัวออกจากโลกปัจจุบันไปไว้ในโลกในอดีต

ส่วนใหญ่ของโลกปัจจุบันก็คือ คนที่ยังไม่แก่ คนส่วนใหญ่เหล่านี้ คนแก่จะต้องคบหาสมาคมด้วย ต้องมีความนอบน้อมต่อเขา ยอมรับในความคิดเห็นของเขา และต้องรับรู้ว่าเขาชอบเขาชังอะไร เมื่อรู้เหตุแล้วก็เห็นไจในความทุกข์ และยินดีในความสุขของเขา

พูดง่าย ๆ ก็คือ อย่าไปดูถูกเด็ก คบเด็กไว้เสมออย่าไปถือรุ่น และยึดถือว่าตนจะต้องคบแต่กับคนรุ่นเดียวกับตัวเองเท่านั้นไม่ว่าจะเป็นรุ่น 5 หรือ 7 หรือรุ่นอะไรก็ตามที ถ้ายึดหรือนึกอยู่อย่างนี้แล้ว ในที่สุดจะเหลือตัวคนเดียวในโลก เพราะคนรุ่นเดียวกันนั้นจะค่อย ๆ ตายไปทีละคน จนหมด คุณสมบัติเองก็เริ่มจะเป็นอย่างนี้จึงขอเตือนไว้ แต่คนรุ่นคุณสมบัตินั้นเขาไม่คบผมแล้ว เพราะเขาเห็นว่าผมเป็นเด็กกว่าเขา

ความจริงเรื่องผู้สูงอายุนับถือแสดงความนอบน้อมต่อเด็ก หรือผู้อ่อนวัยกว่านั้นเป็นธรรมเนียมไทยหรือถ้าจะเรียกให้โก้ ๆ แบบผู้ทรงปัญญาสมัยนี้ ก็จะต้องเรียกว่าเป็นวัฒนธรรมไทยมาแต่ดั้งเดิม

เทศกาลสงกรานต์ในกรุงรัตนโกสินทร์ และคงจะกรุงศรีอยุธยาด้วยนั้นไม่เหมือนสงกรานต์ในเมืองออกเมืองขึ้น ซึ่งหยาบคายกว่า คือเขาไม่รดหรือสาดน้ำกันเปรอะไปทั้งเมือง แต่เขาจะรดน้ำเฉพาะแต่ญาติผู้ใหญ่หรือผู้ที่เขาเคารพนับถือ ซึ่งอายุครบ 60 ปีขึ้นไป และผู้ใหญ่จะรับน้ำสงกรานต์จากผู้ที่อ่อนอายุกว่าเท่านั้น จะไม่รับจากผู้ที่สูงอายุกว่าเลย เพราะถือว่าเป็นการทอนอายุตัวเอง ทำให้ตายเร็วขึ้น อย่างผมเอง ปีนี้ไม่รับน้ำสงกรานต์จากคนอายุ 75 ปีขึ้นไปเป็นอันขาด เพราะท่านแก่กว่าผม และผมควรจะเป็นผู้รดน้ำท่าน การรดน้ำสงกรานต์นั้นนิยมรดกันแต่ตอนเช้า ตอนบ่าย หรือเย็น หรือค่ำไม่นิยมรดกัน เพราะเป็นเวลารดน้ำศพ กลายเป็นมาเล่นซ้อมใหญ่กับคนแก่ไป

เหตุที่ผู้อ่อนวัยกว่า มารดน้ำผู้ที่แก่วัยกว่านั้น ก็เพื่อมารับพรจากคนแก่ ไมใช่มาอวยพรคนแก่ เมื่อรดน้ำก็รดที่มือเฉย ๆ ไม่ต้องพูดจาว่ากระไร รดแล้วก็เอาผ้าหรือของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เป็นของขวัญปีใหม่ เพราะสงกรานต์คือปีใหม่ พระอาทิตย์ยกเข้าสู่ราศีเมษ เมื่อรดน้ำแล้วก็นั่งพนมมือคอยรับพรจากคนแก่

คนแก่นั้นเมื่อรับน้ำสงกรานต์และรับผ้าหรือของอื่นแล้ว ก็นั่งพนมมือให้พรแก่เด็กที่มารดน้ำไม่ว่าจะเป็นเด็กแค่ไหน คำให้พรนั้นก็ว่า ให้อายุมั่นขวัญยืน อย่ารู้เจ็บรู้ไข้ และว่าไปตามเรื่องสุดแล้วแต่คนแก่นั้นจะเละแค่ไหนแล้ว ถ้าเละมาก ๆ ก็ว่าผิด ๆ ถูก ๆ วกไปวนมาจนถึงพึม ๆ พำ ๆ ไม่รู้เรื่อง

แต่ในที่สุดก็จะต้องให้พรแก่เด็ก ให้เจริญด้วยลาภยศ สรรเสริญ และเป็น “ที่พึ่งแก่คนแก่นั้นต่อไป” ตรงนี้ที่คนแก่แสดงความนอบน้อมต่อเด็ก เห็นว่าเขาจะเป็นที่พึ่งแก่ตนต่อไปได้ ผมจึงเห็นว่าเป็นทรรศนะและสภาพจิตใจที่คนแก่ไทยควรจะมี และรักษาไว้ทุกคน แล้วจะแก่ได้สบายมาก จะไม่ว้าเหว่แบบคนแก่อเมริกัน ซึ่งเด็กหนีหมด เหลือแต่สองคนตายาย จนเละแล้วเละอีก

พูดถึงสงกรานต์แล้ว ก็จะต้องขอพูดเพ้อเจ้อต่อไปตามประสาคนแก่ สงกรานต์ไทยจริง ๆ นั้นมีแค่รดน้ำคนแก่เท่านั้น หรือถ้าจะมีรดน้ำอะไรอีกก็เห็นจะได้แก่รดน้ำกระดูกบรรพบุรุษที่เก็บรักษาเอาไว้ แล้วทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ และสรงน้ำพระ การรดน้ำสงกรานต์.ก็คือการอาบน้ำ เพราะสงกรานต์ไทยนั้นตกหน้าร้อน คือเดือนเมษายน จึงมีการจับคนแก่อาบน้ำให้เย็นสบาย และสรงน้ำพระให้ท่านเย็นสบาย ซึ่งการสรงน้ำพระนั้นเป็นการอาบน้ำจริง ๆ เพราะนิมนต์พระมานั่งในปะรำ แล้วเอาน้ำรดท่านจนเปียกทั้งองค์ ยิ่งกว่าคนแก่ ซึ่งเปียกแต่มือเท่านั้น

แต่การเอาน้ำสาดกันจนเปียกปอนกันทั้งเมืองนั้น แต่ก่อนมีแต่ในภาคเหนือเท่านั้น ผมเข้าใจว่าคนไทยในภาคเหนือนั้นได้ประเพณีนี้มาจากพม่า เนื่องด้วยอยู่ใกล้ชิดกัน และพม่าเคยเข้ามาครองภาคเหนืออยู่หลายร้อยปี การสาดน้ำสงกรานต์กันทั่วไปนั้น ทุกวันนี้ก็ยังทำกันอยู่ในเมืองพม่า ไทยใหญ่ก็ได้ประเพณีนี้มาจากพม่า ซึ่งเรียกสงกรานต์ว่า “ถิงยาน” เพราะพม่าออกเสียง ส ไม่เป็น ต้องออกเสียงเป็น ถ หรือเสียงที่อังกฤษเขียนด้วย Th คนชื่อสัน หรือสันต์ พม่าจึงเรียกกันว่า ถัน อย่างที่ไทยเราเคยเรียกพม่าที่เคยเป็นเลขาธิการสหประชาชาติสมัยหนึ่งว่า อูถั่น ส่วนเสียง ร นั้นพม่าก็ออกไม่ได้อีก เพี้ยนเป็น ย เช่น เมืองร่างกุ้ง เรียกเป็น ย่างกุ้ง เป็นต้น

การสาดน้ำกันทั้งเมืองในยามสงกรานต์นั้น พม่าก็ได้มาจากอินเดียคือ ปีใหม่แขก ที่เรียกว่า ทีปวาลี แต่สงกรานต์แขกนั้นยิ่งสนุกหนักมือขึ้นไปอีก เพราะใช้ฝุ่นสีแดงสาดใส่กันแล้วเอาน้ำราด ในกรุงเทพฯ แต่ก่อนที่มีสาดน้ำกันแบบนี้ มีแต่แถวบ้านเมืองที่ปากเกร็ด ปากลัด เมืองปทุมและพระประแดง เท่านั้นเพราะมอญมาจากพม่า คนที่ชอบเล่นสงกรานต์แบบเปียกปอนต้องไปอาศัยเขาเล่นแถวนั้นและไปดูมอญเขาเล่นสะบ้าด้วย

พูดมาอย่างนี้อย่านึกว่าสงกรานต์กรุงเทพฯ สมัยก่อนไม่สนุก ความจริงสนุกมาก เบิกบานกันไปทั้งเมือง เพราะมิได้มีแต่สงกรานต์เท่านั้น แต่มีตรุษก่อน แล้วไปต่อที่สงกรานต์ แต่ละครั้งก็หลายวัน ตรุษนั้นมีตอนปลายเดือนมีนาคม สงกรานต์ไปตกเอาเดือนเมษายน ตรุษก็คือการส่งท้ายปีเก่าและสงกรานต์ก็คือการต้อนรับปีใหม่ ห่างกันไม่กี่วัน แต่ก็สนุกพอ ๆ กัน

ตอนตรุษนั้นมักจะทำขนมต่าง ๆ มากมายแจกกันกินในหมู่ญาติมิตร แล้วก็นำภัตตาหารและขนมต่าง ๆ นั้นไปถวายพระที่วัดกันเนืองแน่น ตามวัด ท่านก็มักจะให้มีงานก่อพระทรายในตอนนี้ เพราะเป็นหน้าแล้ง ทรายขึ้นตามแม่น้ำลำคลองไปตักตวงเอาได้ง่าย การก่อพระทรายนั้นก็คือเอาทรายไปก่อเป็นพระเจดีย์องค์เล็ก ๆ บนลานวัด สนุกกันมากทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ไมใช่ขนทรายจากแม่น้ำไปเทบนลานวัดอย่างภาคเหนือ การขนทรายเข้าวัดนั้นถือกันว่าได้บุญ เพราะพระท่านจะได้เอาไว้ใช้ก่อสร้าง หรือบูรณะถาวรวัตถุต่าง ๆ ในวัดได้ ทำให้ลานวัดสะอาดเกลี้ยงเกลา ไม่มีหญ้าขึ้นรก พระท่านไม่เป็นภาระต้องคอยดายหญ้า ซึ่งเป็นอาบัติปาจิตตีย์ด้วย เพราะเป็นการพรากของเขียวให้ขาดจากกัน

ถึงสงกรานต์ก็ทำบุญอีกแต่มักจะทำบุญนอกวัด เช่นใส่บาตร กันมากหรือนิมนต์พระมาสวดมนต์และฉันที่บ้าน ถือกันว่าเป็นสิริมงคลทุกบ้านไปเพราะมีวงสายสิญจน์รอบบ้าน และพระท่านพรมน้ำมนต์บ้านให้ด้วย ทำให้รู้สึกร่มเย็นเป็นสุขสำหรับปีใหม่ที่กำลังมาถึงใหม่ นอกจากนั้นถ้ามีกระดูกบรรพบุรุษเก็บใสโกศไว้ในบ้าน ก็จะเอาออกมาเปิดฝา เอาน้ำอบไทยรดลงไปที่กระดูก แล้วก็ให้พระบังสุกุล อุทิศส่วนกุศลไปให้ เกิดความอิ่มเอิบและเกิดความมั่นคงทางใจว่า เราเป็นคนมี พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย และได้สืบสกุลท่านเหล่านั้นมาด้วยดี จนสามารถทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ท่านได้

ความสนุกตอนตรุษสงกรานต์ยังมีอีก เพราะยามนี้เป็นยามที่คนเบิกบานใจ อยากจะให้ปัน ผู้ใหญ่หรือเจ้าของบ้านมักจะแจกเงินแก่บุตรหลานละคนในบ้าน หรือบางบ้านที่มีคนมาก ๆ ก็ยิ่งสนุกขึ้นไปอีก เพราะเจ้าบ้านจะทิ้งทานเพิ่มเติมให้แก่คนในบ้าน ได้แย่งทานกันเฮฮา ล้มลุกคลุกคลาน บางคนเช่นผู้หญิงแก่ ๆ ถึงผ้าผ่อนหลุดและพลั้งอะไรออกมาดัง ๆ ได้หัวร่อกันกลิ้งไป

ตรุษสงกรานต์เป็นยามที่คนให้ความสุขแก่กันและให้ความสุขแก่ตนเองมากกว่าปกติ จึงกินมากดื่มมาก ร้านขายเหล้าหรืออาหารก็มีคนเข้ามากกว่าปกติ คนเมาก็มีมาก แต่ไม่ค่อยมีการทะเลาะวิวาททำร้ายกัน เพราะ spirit ของตรุงกรานต์นั้นกำหนดให้คนรักกันให้อภัยกัน เหมือนกับคริสต์มาสของฝรั่ง

และเพื่อเป็นการเพิ่มความสนุกให้แก่ประชาชน รัฐบาลสมัยนั้นก็อนุโลมให้มีการเล่นพนันกันได้ตามบ้านช่องทั่วไป คนไทยชอบเล่นการพนันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสมัยใด เมื่อได้ทำอย่างนี้ ก็ยิ่งสนุกกันมากขึ้น

ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องของอดีต อดีตที่คนแก่ขนาดผมเหลียวกลับไปมองได้ด้วยความอิ่มใจ ปราศจากความขมขื่นในปัจจุบัน เพราะเป็นอดีตที่ผ่านพ้นไปแล้ว ไม่มีทางรักษาไว้ได้ หรือนำมากลับมาอีกได้ ที่ไม่ขมขื่นใจก็เพราะมิได้ยึด แต่ถ้ายึดแล้วจะต้องนึกถึงด้วยความอาลัย และเริ่มจะมองเห็นว่าขนบธรรมเนียมประเพณีที่เกิดขึ้นใหม่ทุกวันนี้ชั่วช้าเลวทรามไปหมด คนแก่คนไหนนึกอย่างนี้ก็เห็นจะตายเร็วครับ

คุณสมบัติก็คงได้ยินคนพูดกันอยู่บ่อย ๆ ถึงเรื่องกฎแห่งกรรม ศัพท์นี้ผมไม่ชอบเลย เพราะผู้ที่ใช้ศัพท์นี้แสดงว่าไม่รู้เรื่องกรรมเลยแม้แต่น้อย แต่พูดอวดฉลาดให้ฟังดูเป็นสมัยใหม่ดีเท่านั้นเอง

กรรมนั้นไมใช่กฎ และไม่มีกฎ เพราะกฎทุกชนิดต้องมีผู้บัญญัติศาสนาที่นับถือพระเจ้านั้นเขามีกฎ และกฎนั้นมีพระเจ้าเป็นผู้บัญญัติไว้ คือบัญญัติไว้แน่นอนเลยว่า อะไรเป็นกรรมดี อะไรเป็นกรรมชั่ว ใครทำกรรมดีก็มีความสุข ตลอดจนถึงตายไปแล้วก็ได้ขึ้นสวรรค์ ใครทำชั่วก็มีความทุกข์ ตายแล้วก็ตกนรก เหล่านี้เป็นกฎของพระเจ้า เพราะพระเจ้าสร้างนรกสวรรค์ไว้ใส่มนุษย์ มนุษย์ไม่เกี่ยว จะใช้เหตุผลหรือหลักวิทยาศาสตร์อะไรมาแก้ไขเปลี่ยนแปลงก็ไม่ได้ จะทำได้ก็เพียงแปลกฎของพระเจ้านั้นแตกต่างกันไปตามความเห็น และเมื่อต่างคนต่างแปลแล้ว ก็เกิดทะเลาะวิวาทกันทุกทีไป เหมือนพระภิกษุในพระพุทธศาสนา แปลพระวินัยไม่ตรงกัน ทำให้เกิดเป็นนิกายขึ้น ต่างฝ่ายต่างปฏิบัติตามพระวินัยที่ตนเห็นว่าถูก แล้วก็ลงอุโบสถสังฆกรรมร่วมกันไม่ได้ เพราะเข้าใจในปาฏิโมกข์ที่เอามาท่องในวันอุโบสถนั้นต่างกันเสียแล้ว

กฎนั้นเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็ย่อมจะมีคนแย้งได้ หรือบางทีก็แก้ได้ให้ถูกกาลถูกสมัยหรืออนุโลมให้เข้ากับสถานการณ์ได้

แต่กรรมนั้นแย้งไม่ได้ แก้ไม่ได้ อนุโลมให้เข้ากับอะไรก็ไม่ได้

เพราะกรรมเป็นข้อเท็จจริงไมใช่กฎไม่มีใครมาบัญญัติ เป็นเรื่องของความจริงตามธรรมชาติ เหมือนพระอาทิตย์ขึ้นพระอาทิตย์ตก ซึ่งเป็นไปเองตามธรรมชาติ ด้วยเหตุธรรมชาติหลายอย่างมาประกอบกัน

พระพุทธเจ้ามิได้ทรงบัญญัติไว้ว่า ใครทำความดีจะได้รับผลดี ใครทำความชั่วจะได้รับผลชั่ว เพราะเรื่องนี้เป็นข้อเท็จจริงที่มีมาพร้อมกับโลกพร้อมกับมนุษย์ พระพุทธเจ้าท่านมาทรงชี้ให้เห็นความจริงข้อนี้เท่านั้นเอง เพราะแต่ก่อนพระพุทธเจ้านั้น มนุษย์มัวแต่ถือกฎของพระเจ้า ซึ่งที่แท้ก็มนุษย์ตั้งขึ้นไว้เอง จึงทำอะไรผิด ๆ ถูก ๆ กันมาตลอด

ความผิดของกรรม หรือการกระทำใด ๆ นั้น พิสูจน์ได้ด้วยผล ซึ่งจะต้องติดตามมาแน่นอน และความถูกของกรรมใด ๆ ก็พิสูจน์ได้ด้วยผลซึ่งจะต้องติดตามมาเช่นเดียวกัน ไม่มีทางที่จะสงสัย หรือโต้แย้ง หรือตีความแต่อย่างไรทั้งสิ้น

คำตอบกับคนที่ชอบมาบ่นว่า “สู้อุตส่าห์ทำความดีมาตลอดชีวิต แต่เหตุไฉนต้องมารับความทุกข์ความลำบากอย่างนี้?” ก็คือ

“ก็เพราะมึงไม่ได้ทำความดีจริงอย่างที่มึงนึกนะซี”

โดนตอบอย่างนี้บางทีก็จะได้สติกันบ้าง ไม่ต้องไปอธิบายถึง บุรพกรรม อุปถัมภกรรม หรืออุปฆาฏกรรมให้มันเสียเวลา

ที่คนชอบบ่นเรื่องกรรม และเลยไม่เชื่อกรรมก็เพราะถือว่ากรรมเป็นกฎ เมื่อเห็นอย่างนั้นแล้วอะไรไม่ถูกใจตนก็เลยพาลว่ากฎนั้นไม่ยุติธรรมหรือผิด หรือล้าสมัย คิดแก้กฎ แต่เมื่อไม่รู้จะแก้ที่ไหนเลยเลิกเชื่อกรรมเอาดื้อ ๆ

คนที่ชอบใช้ศัพท์ว่า กฎแห่งกรรมนั้นไม่ใช่ฉลาดอย่างที่ท่านนึกดอกครับ

ที่เขียนเรื่องกรรมมาทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นถึงชราอย่างแน่ขัด เพราะตั้งใจว่าจะเขียนอีกเรื่องหนึ่ง แต่แล้วกลับเถลไถลเปื้อนมาเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

คนแก่ก็เป็นอย่างนี้แหละครับ บังคับให้ตนเองอยู่ในกรอบความคิดที่ตนกำหนดไว้เองไม่ค่อยได้มักจะไหลออกนอกกรอบมาเละเทะอย่างนี้บ่อย ๆ

ก็เหมือนหลวงพ่อที่ชราแล้วนั่นแหละครับ ถ้าท่านยังอยู่บนธรรมาสน์ มือถือใบลานไว้ผูกหนึ่งก็ยังอยู่ในกรอบเทศนาน่าเลื่อมใส เพราะมีธรรมาสน์และหนังสือใบลานเป็นกรอบ แต่วันไหนท่านตกธรรมาสน์ลงมา ใบลานหลุดจากมือไปแล้ว ก็ออกนอกกรอบ เละเทะอย่าบอกใครทีเดียว

เห็นไหมล่ะ คุณสมบัติ ไหลไปไหลมา ไหลไปลงนรกเข้าจนได้

เรื่องที่คิดไว้ว่าจะพูดถึงก็คือเรื่อง กรณียกรรม กิจกรรม และ กตกรรม และกรรมเหล่านี้เกี่ยวกับวัย เกี่ยวกับอายุอยู่ไม่น้อย

กรณียกรรม คือกรรมที่ทำไปตามกรณีย์ กรณีย์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตเป็นเหตุบันดาลให้ต้องทำ เช่นมีเวทนาเกิดขึ้นแก่ตน ก็ต้องเปลื้อง มีทุกข์ก็ต้องบำบัด มีปัญหาก็ต้องแก้

กิจกรรมนั้นคือกรรมที่พึงกระทำ เมื่อศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่มีเป้าหมายอยู่ที่ปัญญา คือความรู้จักตนเอง รู้จักขอบเขต ความกว้างความยาวและปริมาตรของตนเองแล้ว ปฏิบัติตามนั้นให้ถูกต้อง ไม่ทำอะไรด้วยความไม่รู้ ความเดา หรือความหลงผิด เป้าหมายของกรรมที่พึงกระทำก็คือปัญญา เริ่มต้นด้วยสมถกัมมัฏฐานและต่อ ๆ ไปบางท่านอาจปฏิบัติขึ้นไปถึงขั้นปัญญาตรัสรู้หมดสิ้นอวิชชาก็ได้

กตกรรม คือกิจกรรมที่ได้กระทำลุล่วงไปแล้วด้วยดี เป็นผลดีซึ่งติดตามกิจกรรมมา และใครที่ถึงกตกรรมแล้ว เมื่อจะจากไป ไม่ว่าจะตายจากหรือไปเที่ยวเมืองนอก ก็ย่อมจะไปดี คือสุคติ

คนหนุ่มนั้น มักจะทำได้แต่กรณียกรรม เพราะจะต้องมีกรณีย์ต่าง ๆ เกิดขึ้นบังคับให้ทำการต่าง ๆ อยู่ไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะอยู่ในอาชีพใด ๆ มีเรื่องที่จะต้องทำในการขจัดความคิด มีเรื่องที่จะทำในทางสร้างสรรค์ความดีหรือความถูกต้อง มีทั้งเรื่องส่วนตัวและส่วนรวม มีปัญหาต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นไม่ขาดระยะให้ต้องแก้ไปในทางที่ดีที่สุด เวลาที่จะทำกิจกรรมใดจึงมีน้อย เพราะกิจกรรมนั้นต้องมีเวลาสงบใจให้เที่ยง เพื่อพิจารณาตนเองและมองเห็นข้อเท็จจริงต่าง ๆ พระพุทธเจ้าได้ทรงชี้ไว้ เข่น ทุกข์อริยสัจ และพระไตรลักษณ์ เป็นต้น คนหนุ่มเช่นคุณสมบัติ มักจะไม่มีเวลาทำเช่นนี้เพราะในวันหนึ่ง ๆ ซึ่งมี 24 ชั่วโมงนั้น กรณีย์ต ๆ มันจะเกิดขึ้นทุก 5 นาที 10นาที บังคับให้ทำกรณียกรรม เสร็จการงานที่เป็นอาชีพแล้ว กลับไปบ้านก็ต้องเอาใจลูก ลูกหลับแล้วก็ต้องเอาใจเมีย แล้วจะเอาเวลาที่ไหนมาทำกิจกรรม

ตรงนี้แหละครับที่คนแก่ได้เปรียบ เพราะมีภาระน้อยกว่าคนหนุ่ม และมีเวลาทีจะทำกิจกรรม ที่กล่าวถึงนี้มากกว่าคนหนุ่ม

คนแก่บางคนที่มีภาระในชีวิตน้อยลง หรือต้องทำกรณียกรรมน้อยนั้น มักจะหันเข้าหางานอดิเรก เป็นต้นว่า เลี้ยงสัตว์ ปลูกต้นไม้ สะสมของเก่า หรือท่องเที่ยว งานอดิเรกนั้นดีแน่ เพราะทำให้เกิดความสนใจอยู่เป็นนิจ ความคิดไม่ฝ่อ

แต่ผมขอทักเรื่องงานอดิเรกเหล่านี้ไว้นิดหนึ่ง งานอดิเรกเหล่านี้ถึงแม้จะทำให้เกิดความเบิกบานใจได้มาก แต่ก็มักจะก่อให้เกิดความรู้สึกในกรรมสิทธิ์ หรือความเป็นเจ้าของ อันจักนำมาซึ่งความอยากได้ให้มากขึ้นและความหวงและห่วงในสิ่งที่มีอยู่แล้ว ความรู้สึกเหล่านี้เป็นพันธะทางใจและก่อให้เกิดความทุกข์แก่คนแก่ได้มาก

มีเรื่องเล่าว่า สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ วัดราชบพิธนั้น ทรงมีถ้วยชาลายครามอยูใบหนึ่ง ซึ่งโปรดนักหนา และทรงใช้ด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่งมาเป็นเวลาช้านาน

วันหนึ่งประทับอยู่ในพระกุฏิ ทรงได้ยินเสียงใครทำถ้วยแตกนอกห้องที่ประทับอยู่ จึงมีรับสั่งถามว่าอะไรแตก มหาดเล็กผู้ที่ทำถ้วยแตกนั้นทูลว่าถ้วยชาแตก เมื่อรับสั่งถามว่าถ้วยใบไหน ก็ทูลตอบว่าถ้วยใบที่โปรดนั้นแตก เมื่อทรงทราบดังนั้นก็ตรัสว่า

“สิ้นเคราะห์ไปที ต่อไปนี้ไม่ต้องห่วงอะไรอีกแล้ว”

ผมเองเลี้ยงหมามาตลอดชีวิต ทั้งที่ได้รับความสุขจากการนี้มามาก ก็ได้รับความทุกข์โทมนัสมามากเหมือนกัน หมาตายตัวหนึ่งก็โทมนัสทีหนึ่ง ขณะที่มันยังไม่ตาย ก็รักมัน จึงมีความหวงและห่วง กลัวว่ามันจะเจ็บ กลัวว่ามันจะตาย และความที่รู้ว่าหมาอายุสั้นกว่าคน ตายก่อนคน และตามปกติต้องตายก่อนเจ้าของนั้น ก็เป็นความเศร้าโศกที่ครองใจมาตลอด

ทุกวันนี้ผมอายุ 74 ก็เกิดความทุกข์ขึ้นมาใหม่ คือกลัวว่าตัวเองจะตายก่อนหมา เพราะเลี้ยงหมามานานจนรู้ใจหมาดีว่า เมื่อเจ้าของตายนั้น หมามันเศร้าโศกแค่ไหน

เวลานี้ยังมีหมาเหลืออยู่อีกตัวหนึ่ง ขื่อไอ้เสือใบ ดังที่เห็นในหนังสือเล่มนี้ เสือใบเกิดในบ้านผมและอยู่ติดตัวผมมาตลอดชีวิตของมัน ถ้ามันตายก่อนผมก็จะต้องรู้ลึกเหมือนกับว่าแขนหรือขาขาดไป แต่บังเอิญเสือใบอายุ 16 ปีเข้าไปแล้ว งอมเต็มที ไม่แน่ว่าใครจะตายก่อนใคร จึงคิดว่าจะเศร้าโศกโทมนัสเป็นครั้งสุดท้าย ถ้ามันตายก่อนแล้วจะไม่หาหมามาเลี้ยงใหม่อีก เพราะคราวนี้ผมจะต้องตายก่อนมันแน่นอน ผมทุกข์เรื่องหมามาตลอดชีวิตแล้ว ไม่แสวงหาทุกข์มาใส่ตัวอีกต่อไป

ผมจึงเห็นว่ากิจกรรมของคนแก่ที่เหมาะสมที่สุดและได้ประโยชน์ที่สุด จึงน่าจะเป็นกิจกรรมในพระพุทธศาสนาที่ได้ว่ามาแล้ว แทนที่จะไปนั่งดูต้นบอนหรือกล้วยไม้ หรือ ไม้ดัด หรือฟังนกเขา ก็ลองหันมาเพ่งเล็งมองดูที่ตัวเราเสียบ้าง เอาตัวเองนั้นแหละเป็นงานอดิเรก เพื่อศึกษาพิจารณาให้เห็นถ่องแท้ว่า ตัวเองนั้นเป็นอะไร มีหรือไม่ ถ้ามี มีแค่ไหน หรือเพียงนึกว่ามี ถ้ามีแล้วอะไรเป็นของตัว อะไรไม่ใช่ การพิจารณาเช่นนี้ มิใช่เป็นการใช้การพิจารณาตามปกติ แต่จะต้องพิจารณาด้วยใจที่ใสสะอาด เหมือนแว่นตาที่เช็ดแล้วจนใส และต้องรู้จักกำหนดจิตใจให้เที่ยงตรง อยู่ในประเด็น ไม่เฉไฉไปคิดถึงเรื่องอื่น และกำหนดใจให้แน่วแน่ว่า สิ่งที่เราอยากรู้นั้น คือตัวเอง ไม่ใช่สวรรค์วิมาน หรือพลังจิต หรืออำนาจเหนือมนุษย์ธรรมดาอะไรทั้งนั้น ทั้งหมดนี้เป็นวิธีการที่ต้องใช้การฝึกด้วยความเพียรมากอยู่ แต่ไม่เหลือวิสัยมนุษย์หรือคนแก่

ความแก่นั้นเองกลับเป็นสิ่งที่มีประโยชน์และมีคุณค่าสูงในกิจกรรม เพราะถ้าคนแก่คนไหนยอมรับความจริงว่าตนแก่เสียแล้ว ความชราก็ประจักษ์แจ้งแก่ตนเองอยู่ทุกขณะจิต อย่างคุณสมบัติ ถ้าหากพิจารณาทุกขอริยสัจให้เห็นจริง ก็ย่อมจะต้องพากเพียรใช้ภาวนาให้มาก จึงจะรู้ว่าที่เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นทุกข์นั้นเป็นอย่างไร ส่วนผมเป็นคนแก่ที่รับว่าแก่ และมีสติอยู่ในความชราของตน ความทุกข์ของชรานั้น มันประจักษ์แจ้งอยู่แก่ตนแล้ว เท่ากับว่า มีเครื่องทุ่นแรงอยู่และเมื่อรู้ทุกข์ของชราด้วยภาวนามัย เพราะรู้และยอมรับว่าชรา มันได้เกิดแก่ตนและมีอยู่ในตนแล้ว ก็เท่ากับว่ารู้ทุกข์เข้าไปหนึ่งในสี่แล้ว ที่เหลืออีกสาม คือ เกิด เจ็บ และตาย จึงพอจะแลเห็นได้ง่ายขึ้น

ในลักษณะเช่นนี้ พระไตรลักษณ์ก็สว่างขึ้น คือมองเห็นละมีสติตั้งอยู่ในพระไตรลักษณ์ คือสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา ซึ่งผมแปลไม่ได้ เพราะอนัตตานี้พอเริ่มจับเข้าได้ มองเห็นราง ๆ ก็แปลไม่ได้เสียแล้ว รู้แต่ว่าที่แปลกันว่า ไม่ใช่ตัวตน หรือไม่มีตัวตนนั้นผิด หรือถึงจะไม่ผิด ก็กินความไม่ทั่วถึงเต็มตามความหมายของศัพท์

ที่ว่าเห็นว่าสว่างขื้นก็เพราะคนแก่ที่ยอมรับความชรานั้นมองเห็นครามไม่เที่ยง ความตั้งอยู่ไม่ได้ปรากฏอยู่ในตนเองทุกขณะจิต แต่ถ้าไม่ยอมรับความชรา ติดอยู่ในอดีตคือความหนุ่มและความพอใจของตนเองเมื่อยังหนุ่มก็ดี หรือยังดิ้นรนขวนขวายที่จะรักษาความหนุ่มของตนไว้ก็ดี หรือพรางความแก่ให้แก่ตนเอง หรือคนอื่น ๆ ก็ดี คนเช่นนี้ก็จะเป็นสมถะได้ยาก ความรู้ความคิดเรื่องพระไตรลักษณ์ไม่เกิดแก่ตน และจะหาความสุขจริง ๆ ได้ยาก

ท่านสอนไว้ในพระศาสนาวา สันตติ เป็นเครื่องพรางชรา สันตติแปลว่าความต่อเนื่อง คนที่ไม่ยอมรับในความแก่ของตนนั้น มีความต่อเนื่องกับความหนุ่มของตน ยังนึกว่าตนเป็นหนุ่มติดต่อลงมาเรื่อย ๆ ถ้าจะเปรียบกับผม ก็เหมือนกับว่าผมนึกว่าผมเป็นคุณสมบัติในขณะนี้ จึงมองไม่เห็นความชราของตน เมื่อเป็นดังนี้แล้วก็พยายามหาความสุขในร่างของคนแก่ แล้วจะสบายใจอย่างไรไหว?เหมือนกับคนที่ขับรถออสตินรุ่นปี ค.ศ.1927แล้วเอามาซิ่งกับเขา มันจะไหวหรือครับ? ถ้ายอมรับความชราของตนได้ ก็เท่ากับว่าตัดความต่อเนื่องขาดไปแล้ว ไม่มีอะไรมาพรางอีกต่อไป

คนเราจะสงบหรือมีความสุขใจได้ ก็ด้วยความรู้สึกว่าเพียงพอ หลักวิชาไหน ๆ ไม่ว่า รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ หรืออื่น ๆ ก็มาลงที่ตรงนี้ แต่ความเพียงพอของคนหนุ่มกับคนแก่ไม่เหมือนกัน คนหนุ่มนั้นต้องมากจึงจะพอ แต่คนแก่นั้นเพียงแต่น้อยก็พอแล้ว คนแก่จึงได้เปรียบคนหนุ่มตรงที่พอได้ง่าย เมื่อพอแล้วก็หยุดง่ายนิ่งง่าย ถ้าคนแก่จะยอมรับความชราของตน ก็จะเกิดความเพียงพอขึ้นได้ง่าย ๆ และสบายมาก เป็นคนแก่มันดีอย่างนี้

ที่พูดมาทั้งหมดนี้ ไม่ได้แปลว่าคนแก่จะต้องปลงตกแล้วออกนอกโลกไปเลย เพื่ออยู่กับตนเองคนเดียว เมื่อคนแก่ยังเป็นคน ก็ต้องอยูในโลก และอยู่ให้ทันโลก โลกเรามีอะไรกันก็ต้องรับรู้รับเห็น และต้องร่วมกับเขาด้วย จะทิ้งโลกออกไปเป็นฤๅษี อยู่ป่าหิมพานต์เห็นจะไม่ได้ เพราะโลกทุกวันนี้ไม่มีป่าหิมพานต์เหลือให้อยู่ได้แล้ว ถูกพวกทำไม้เถื่อนตัดหมด คนแก่ทุกวันนี้จึงไม่มีที่หลบหรือที่กำบัง ต้องอยู่ตัวเปล่า ๆ ในโลก และโลกนั้นก็มีทุกข์มีสุข มีดี มีจน มีความลำบากยากจนสารพัด แสะมีความมั่งมี และความสุขที่เงินซื้อได้อีกสารพัด มีชอบ มีชัง มีผลประโยชน์ที่แย่งกัน เป็นเหตุให้เกิดความแตกแยกเพราะการช่วงชิงกัน กลายเป็นการสงครามรบราฆ่าฟันกันทั่วโลกอย่างที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้

คนแก่ที่ยังอยู่ในโลกจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นในลักษณะของโลกเหล่านี้ใด้ และเมื่อเป็นปุถุชนก็ยังต้องมีชอบมีชัง รู้ร้อนรู้เย็นโดยทั่วไป มิฉะนั้นก็จะกลายเป็นคนแก่ฝืนโลก หรือขวางโลก ไม่มีใครเขาคบ แต่คนแก่ที่รู้จักทำกิจกรรมของพระพุทธเจ้า จนมีจิตใจเป็นสมถะเหล่านั้น ระรับน้ำหนักและความกดดันต่าง ๆ ของโลกได้มาก เพราะมีเครื่องจักกลพิเศาในตัวมารองรับน้ำหนักและแรงกดดันของโลกจนพอทนได้ ไม่ถึงกับเสียผู้เสียคนไป

ที่เขียนเรื่องกิจกรรมของพระพุทธเจ้ามาทั้งหมดนี้ ไม่ใด้แปลว่าผมเองทำได้ หรือได้ทำมาแล้ว เหมือนพรรคกิจสังคม ที่เขียนมานี้เป็นแต่เพียงความหวังและจุดมุ่งหมายของชีวิตว่าจะต้องทำสักวันหนึ่ง ถ้าไม่ตายเสียก่อน

ที่ไม่ได้ทำ หรือทำไม่ได้ ก็เพราะยังไม่มีเวลา คนอื่น ๆ ซึ่งเป็นเพื่อนฝูงคนรักคนชอบกันทั้งนั้น เขายังไม่ปล่อยหรือให้เวลาผม ให้ทำในสิ่งที่ผมอยากทำ

จึงต้องขอบอกคุณสมบัติว่า ผมเป็นคนแก่ที่ยังต้องรับน้ำหนักและความกดดันของโลกอย่างเต็มที่ และออกจะมากกว่าคนอื่น โดยที่ไม่มีอะไรมาเป็นกันชนเลย กลางคืนก็ออกจะนอนไม่หลับ ลืมตาตื่นขึ้นมาก็เห็นความทุกข์ของโลกมาลอยอยู่ตรงหน้า ซึ่งส่วนมากก็เป็นทุกข์ของคนอื่น จะอ้างว่าผมแก่แล้ว รับไม่ไหวก็ไม่มีใครฟัง

ผมจึงยอมรับได้กับตัวเองว่าผมแก่เท่านั้น แต่ผมไม่เคยเป็นคนนิเศษไม่เคยไปสอนใครในเรื่องของชีวิต ชีวิตของตนเองก็อยู่ไปตามเรื่อง ไม่มีกฎเกณฑ์ หิวเข้าก็กิน ง่วงก็นอน ไม่มีเวลากำหนด ใครให้กินอะไรก็กินได้หมดเพราะเขาให้ ไม่เคยถือว่าจะต้องกินวันละมื้อ และไม่เคยเลือกว่าเป็นเนื้อสัตว์หรือผัก เพราะเห็นว่าการปราศจากกฎเกณฑ์นั้นสบายกว่า กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของโลกและของสังคมก็มีอยู่ให้ต้องถือมากมายแล้ว จะไปสร้างกฎเกณฑ์ให้แก่ตัวเองอีกทำไมกัน

เรื่องกินเนื้อสัตว์นั้น ก็ต้องกระซิบบอกคุณสมบัติสักนิดว่า ผมเลือกเหมือนกัน ไม่ใช่ไม่เลือก

เนื้อลูกวัวที่ฝรั่งเรียกว่า veal และชอบกินกันนักนั้น ผมไม่กินเพราะสงสารลูกวัว

เนื้อวัวไทยหรือเนื้อควายเมืองไทยนั้นผมไม่กินเด็ดขาดเพราะสงสารวัวควายเมืองไทย แต่เนื้อวัวจากอเมริกาและญี่ปุ่น เช่น Sirloin Steak New York Cut หรือ Kobe Beef นั้นผมกิน และเนื้อแกะจากนิวซีแลนด์ ผมก็กิน เพราะไม่ลงสารวัวและแกะจากประเทศเหล่านั้น

ส่วนปลานั้น ขอบกินแต่ปลาซาลมอน หรือปลาเทราท์ที่มาจากเมืองนอก เมืองไทยไม่มี ปลาช่อน ปลาดุก ปลาสวายเทโพ กินแล้วมันติดแค่ลูกกระเดือก เพราะคุ้น ๆ กันอยู่ ส่วนปลาทูนั้นกิน เพราะผมไม่เคยไปคบหาสมาคมจนคุ้นเคยกับมัน และปลาทูนั้นเคยได้ยินใครเขาบอกว่าพอมันเห็นฟ้าก็ตาย ก็เลยนึกเอาว่ามันตายด้วยอุปัทวเหตุ

การแต่งเนื้อแต่งตัวนั้น ขาดความพิถีพิถันอย่างยิ่ง ชอบนุ่งห่มอะไรที่ไม่คับ และไม่ร้อน เดี๋ยวนี้ก็พลอยแก่ใช้สินค้าไทยไปกับเขาด้วย จึงนิยมใช้แต่ผ้าฝ้ายที่ทอในเมืองไทย

แต่ก็นั่นแหละครับ คนเราลงจะแต่งตัวเก่งเสียอย่าง จะนุ่งห่มอะไร จะคับจะหลวม หรือจะยับเยินแค่ไหน คนก็ยังเห็นว่าโก้อยู่นั่นเอง

เรื่องที่เขียนมานี้เดิมตั้งใจจะให้คุณสมบัติ ภู่กาญจน์ อ่านคนเดียว ครั้นถึงวันเกิดปีนี้ตั้งใจว่าจะต้องแจกหนังสือสักเล่มหนึ่ง โดยไม่มีการวางขายในภายหลัง จึงได้เอาเรื่องนี้มาสงเคราะห์พิมพ์แจกแก่ท่านที่เมตตามาในงาน

หนังสือเล่มนี้แจกแท้ไม่มีวางขาย ถ้าหากว่ามีใครเอาไปวางขาย คนที่เอาไปวางนั้นเป็นผู้ที่รับแจกไป ผมไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย และหนังสือเล่มนี้ไม่มีแจ้งความเลย แม้แต่อันเดียว ภาพที่ลงนั้นเป็นภาพดอกไม้ล้มลุกที่ผมปลูกในสวนบ้านที่เชียงใหม่ ปีหนึ่งก็ปลูกครั้งหนึ่งเพื่อรับหน้าหนาว พอถึงหน้าร้อนจัดและหน้าฝนมันก็ตายเอง ปีหน้าก็ปลูกกันใหม่ ที่หายไปเชียงใหม่บ่อย ๆ ก็เพื่อเหตุนี้ไม่มีเหตุอื่น ไม่เคยนัดไปพบกับใครที่เชียงใหม่เพื่อปรึกษาการเมืองและไม่มีใครคอยนอนด้วยอยู่ที่นั่น ภาพเหล่านี้ทั้งหมดคนอื่นเขาถ่ายให้ ผมเองถ่ายออกมาไม่ดีพอที่จะเอามาพิมพ์ ทั้งที่มีภาพผมถือกล้องถ่ายรูปทันสมัยหรูหรา ที่ถือก็เพราะกล้องนั้นมันแพงดี ทั้งกล้องทั้งอุปกรณ์อีกเล็กน้อยก็ซื้อรถนั่งเก๋งโตโยต้าได้คันหนึ่ง หากใครจะด่าว่าฟุ้งเฟ้อเห่อห่ามก็ยอม เพราะเงินที่ชื้อกล้องนั้นผมได้มาโดยสุจริต และด้วยความเหนื่อยยากก็ใช้มันบำเรอตนเองเสียบ้าง ถ้าจะด่าต่อไปว่าทำไมไม่ใช้เงินช่วยบำบัดความทุกข์ของผู้อื่น ได้แต่บอกว่าทุกวันนี้ก็ทำอยู่แล้ว และทำมากกว่าชื้อกล้องแค่นี้เป็นไหน ๆ ชั่วแต่ว่าไม่เคยไปอวดใครที่ไหนเท่านั้นเอง

ผมต้องขอจบเพียงแค่นี้ เพราะถ้าจะเขียนต่อไปก็คงจะได้ แต่จะเลอะเทอะยิ่งขึ้นทุกทีครับ

artistday-1kurkrit2

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s