Manager Talk 20150802

สวัสดีครับเพื่อน ๆ พนักงาน  TAC ทุกท่าน

เผลอแผล่บเดียว ปีนี้ผ่านไปเจ็ดเดือนเต็มแล้ว ขึ้นเดือนแปด นับถอยหลังห้าเดือนจบสิ้นปี เวลามันผ่านไปไวจริง ๆ ทฤษฎีสัมพัทธภาพบอกไว้ว่า เวลาที่ทำอะไรที่มีความสุข เวลาจะผ่่านไปไว นั่งจีบสาวหนึ่งนาที กับเอามืออังกาน้ำร้อนหนึ่งนาทีเท่ากัน แต่ หนึ่งนาทีนั้นมันยาวนานต่างกันสำหรับสองเหตุการณ์ ถ้าเวลาของผมเจ็ดเดือนมันผ่านไปไวนี่ ต้องนั่งลงย้อนเวลานึกคิดก่อนว่ามันสุขใจปลื้มปริ่มอะไรขนาดนั้นหรือไม่ หรือ ….​เวลาของคนสูงวัยมันจะต่างจากเวลาของหนุ่มสาว หนุ่มสาวนับเวลาที่ก้าวผ่าน จากวัยรุ่น ไปเบญเพศ ไปงานแต่งเพื่อน งานบวช ฯลฯ​ นับว่าผ่านอะไรมาบ้าง ส่วนคนสูงวัย นับเวลาที่เหลืออยู่ ไปงานแต่งลูกเพื่อน งานบวชลูกเพื่อน งานศพเพื่อนที่ค่อย ๆไปที่ละหนึ่งละสอง แต่ละวันก็นับไปว่ายังเหลือใครบ้าง พ่อผมเองอายุมากแล้ว กิจกรรมที่ทำให้แกยังใช้ความคิดเล่าถึงอดีตคืือ การเอาหนังสือรุ่นตั้งแต่แกเรียนนักเรียนจ่าทหารอากาศมานั่งขีดชื่อเพื่อนออกปีละสองสามคน แล้วก็นั่งนับที่เหลือว่า ยังอยู่กันกี่คน เป็นกิจกรรมที่ต่างคนต่างทำไม่ต้องไปพบเจอกัน เพราะตอนนี้ ใครจะไปไหนมาไหน ก็ต้องเป็นหน้าที่ของลูกหลานพาไป จะไปมาเองเหมือนก่อนไม่ได้ ไม่มีใครรู้หรอกว่าความรู้สึกของผู้คนวัยนั้นคิดเช่นไร หากใครยังมีญาติอายุอานามมาก ๆ แล้วหลงเหลืออยู่ก็ต้องหมั่นดูแล เอาใจใส่แกด้วยนะครับ ธรรมชาติเล่นตลกกับคนเราเสมอ เริ่มจากเราเป็นเด็กช่างถามช่างสงสัย ก็ต้องมีคนดูแลเรา คอยหาข้าวให้กิน ปกป้องคุ้มครองไม่ให้มีภัย ให้ความรู้การอบรมสั่งสอนต่าง ๆ กลับกันสี่สิบห้าสิบปีให้หลัง คนที่เคยดูแลเรา กลับกลายเป็นคนที่ต้องถูกดูแล ถามโน่นถามนี่ เพราะลืม หรือ ห่วงใย แต่แปลก ที่เรามักจะรำคาญคำถามแบบนั้น เรื่องแบบนี้ ไม่แก่ไม่รู้ครับ

มนุษย์เราเป็นสัตว์ที่ต้องการการดูแลตั้งแต่เกิด ทั้งนี้ ธรรมชาตินั้นกำหนดให้เราต้องออกมาจากท้องแม่ก่อนเวลาที่เราจะดูแลตัวเองได้ เคยเห็นลูกม้า ลูกช้าง หรือ วัวควายไหมครับ ตกลูกมา แม่เลีย ๆ รกให้หมดตัว พอตัวแห้งดี ยืนขึ้นโซซัดโซเซนิดหน่อย เข้าฝูงได้เลย แต่ลูกคนกว่าจะนั่ง ยืน หรือ เข้ากลุ่มได้นั้น ปาไปสามสี่ขวบโน่น วิวัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงเรามาได้ขนาดนั้นคือ การค้นพบไฟครับ คนนำเอาไฟมาปรุงอาหารให้สุก กินอาหารสุกนานจนลำไส้ค่อย ๆลดขนาดความยาวลง (เป็นแสน ๆ ปี) ขนาดหน้าท้องเราก็ลดลง ค่อย ๆยืดตัวขึ้นมายืนสองขาได้ทีละนิดๆ จนตัวตรงแหนวในปัจจุบัน (สำหรับสาว ๆที่ชอบบ่นว่าหน้าท้องปลิ้นป่องนั้น ไม่ต้องอับอายอะไร มันคือธรรมชาติทั้งนั้น) อุปสรรคของการยืนตัวตรงก็คือขนาดของอุ้งเชิงกรานที่จะไม่ผายกว้างเหมือนตอนเดินสี่ขา ธรรมชาติมหัศจรรย์ด้วยการปรับการเจริญเติบโตของตัวอ่อนในท้องมนุษย์ ให้เคลื่อนผ่านออกมาได้ในขนาดที่พอเหมาะกับช่องที่ว่านั่น ในเวลาไม่เกินเก้าเดือน ส่วนที่เหลือ ต้องมาเลี้ยงดูเอาข้างนอกต่อเอาเอง เรามีวิวัฒนาการมาแบบนั้น ย้อนไปแค่หลักร้อยปี เมื่อก่อนการคลอดลูกยังเป็นอันตราย ออกมาครึ่งตายไปครึ่ง คนโบราณมากมายที่ต้องมีพี่น้องที่ตายตั้งแต่คลอด อาชีพหมอตำแยจึงสำคัญมาก ๆ เพราะคนคลอดเองเสี่ยงมาก ต้องมีคนช่วย ยากปลิกยายแฟงทั้งหลายจึงเป็นผู้มีคุณูปการต่อเผ่าพันธุ์ของเรา แม้แต่ในทุกวันนี้ การคลอดก็ยังต้องมีคนช่วยเหลือ บางทีหัวไม่กลับ เอาขาออก ขาออกไหล่ติด ฯลฯ​ ความยากกว่าที่จะเกิดออกมาได้ ออกมาแล้วก็ควรเห็นค่าของการมีชีวิต เห็นค่าของตนเองที่จะต้องใช้ชีวิตไปในทางที่ก่อประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นให้มาก เด็กทารกนั้นช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย จะเอาปากไปให้ตรงกับนมแม่แบบลูกหมาลูกแมวก็ทำไม่ได้ แม่ต้องจับนมมายัดใส่ไปให้ มดกัดนิดเดียวก็ม่องเท่งแล้ว ธรรมชาติสร้างสิ่งมหัศจรรย์อีกอย่างให้แม่ผู้ให้กำเนิดหวงแหนและดูแลลูกของตนเองอย่างสุดสุด เรียกได้ว่า ไม่ให้ใครมาทำอันตรายลูกตัวเองได้เลย (แต่สัมยนี้ แม่ทิ้งลูกเห็นมากอยู่นะ แต่นั่นไม่ใช่สัญชาติญาณ มันถูกบิดเบือน) ทั้งหาอาหารให้กิน ลองกินเองก่อน ร้อนก็ไม่ได้ เผ็ดก็ไม่ได้ ขมก็ไม่ได้ (สมัยนี้ เลือกให้มากกว่านั้น เวลาสั่งอาหารให้ รู้หมดว่าลูกตัวไม่กินอะไร ไอ้ลูกนั่นไม่ได้พูดเลย สงสัยสมองเสื่อมไปหมดแล้ว) เนื่องด้วยทารกน้อย ภูมิคุ้มกันไม่มีมาก ทางเดียวที่ลูกจะปลอดภัยคือรับอาหารจากแม่ผ่านทางสารอาหารในน้ำนม รับรองไม่แพ้แน่ ๆ สมบูรณ์ ปลอดภัย คนโบราณมีสูตรอาหารเพิ่มน้ำนมกับแม่ลูกอ่อน เพื่อให้มีน้ำนมมาก ๆ ให้ลูกกิน ทั้งมีสูตรการบริหารต่อมน่้ำนมเพื่อให้มีนมเลี้ยงลูกไปนาน ๆ (บางทีพ่อก็ข่วยบริหารกระตุ้นให้ เพื่อลูก) เด็กเลี้ยงด้วยนมแม่ไม่ค่อยป่วยกระเสาะกระแสะ ต่างจากเด็กเลี้ยงด้วยนมวัว นมควาย มีภูมิคุ้มกันแปลก ๆ เราเห็นคนเป็นภูมิแพ้กันมากในปัจจุบัน ไม่รู้เพราะสาเหตุแบบนี้หรือเปล่า รวมทั้งไม่รู้คิดไปเองไหม เห็นตุ่ม ๆ มันหัวเด็กพาลคิดว่าเขามันจะงอกทุกที

ธรรมชาตินั้นกำหนดให้ชายเป็นผู้ล่า ผู้ออกหาอาหารกลับมาให้ครอบครัว(ทั้งหมดเผ่า) ส่วนพวกหญิงก็ดูแลลูก(ทั้งเผ่า)ด้วยกัน การอยู่อาศัยกันมันเป็นแบบนี้มาเป็นแสน ๆล้าน ๆปี สิ่งที่เราได้จากการเป็นสังคมแบบนี้ คือ การปรับตัว การอยู่ร่วมกัน การลอกเลียนแบบพฤติกรรม และ “การนินทา” การที่จะรวมคนที่มีพฤติกรรมหลากหลายเอาไว้ด้วยกันนั้น ต้องมีกฏเกณฑ์อะไรสักอย่่างเพื่อให้แน่ใจว่า จะไม่มีใครละเมิดมัน สมัยก่อนกฎหมายไม่มีคนรู้จัก สิ่งเดียวที่โยงยึดคนไว้ด้วยกัน คือ การไม่ทำอะไรที่ผิดจากสิ่งที่คนอื่นเขากำหนด เขาทำกัน หากใครบังอาจทำเช่นนั้น สังคมจะติฉินนินทา การผิิดผี ผิดธรรมชาติ เมื่อก่อนร้ายแรง อาจจะถูกขับออกไปจากกลุ่ม สมัยนั้นถูกขับแยกออกไป ไม่ต้องสงสัยเลย เสืองาบสถานเดียว ไม่รอดหรอกครับ ทำเป็นเล่นไป การนินทานี่เป็นของคู่โลกนะครับ อยู่กันหลัด ๆ หันหลังให้เท่านั้นแหละเรื่องกรูทั้งนั้นเลย นี่เป็นธรรมชาติครับ อย่าไปโกรธเคืองเราก็เป็น แต่ไม่ค่อยรู้ตัวเท่านั้น ที่เล่ามาทั้งหมดเพื่อให้เข้าใจกันซะว่า ทำไมคนเรามันต้องอยู่ร่วมกัน ทำไมต้องทำอะไรคล้าย ๆ กัน เลียนแบบกัน และทำไมไอ้พวกทำตัวประหลาดคนอื่น ๆ ถึงไม่ค่อยยอมรับ กลุ่มไหนมีพฤติกรรมแบบไหน ก็จะเหมือน ๆ  กันไปหมด ส่วนคนที่เป็นพวกประหลาดมักถูกตราหน้าว่าไม่ปรกติ อัจริยะของโลกหลายคนถ้าไม่ตายก็ไม่ดังครับ มาดังหลังตายตั้งนาน ตอนอยู่เขาว่าบ้ากันทั้งนั้น ผ่านไปหลายปีเข้า จึงมีคนเข้าใจว่ามันไม่ได้บ้านี่หว่า ใครอยากดังก็ทำตัวบ้า ๆ บอ ๆ เข้า อีกร้อยปีข้างหน้าลูกหลานอาจจะได้อานิสสงค์ กลับมาเรื่องนักล่า และ แม่บ้าน ด้วยบทบาทที่ต่างกันชัดเจนแบบนี้ ลักษณะทางพันธุกรรมก็ค่อย ๆพัฒนาให้ทั้งสองฝั่งแตกต่างกันตามลักษณะเด่น พละกำลัง การคิด การกระทำ จะแตกต่างกัน นักล่า ใจจดจ่อ มุ่งมั่น พร้อมตลอดเวลา อารมณ์ดุร้าย ทั้งนี้ เพราะสถานการณ์ที่ต้องเผชิญ ทำอะไรทำทีละอย่าง ทำงานร่วมกัน วางแผน ทีหนีทีไล่ ได้ดี อดทน สิ่งที่จะทำให้เสียสมาธิอย่าได้มารบกวน เช่น กำลังดูทางขับรถอยู่ ผช.หลายคนจะต้องปิดวิทยุในรถ หรือ บอกให้คนในรถเงียบลงหน่อย จริง ๆไม่เกี่ยวเลย แต่เพราะธรรมชาติในอดีตยามที่เรามุ่งมั่น เราต้องการสมาธิ(ข้ออ้าง) ส่วนฝ่ายแม่บ้านนั้น ทำงานสารพัด หุงหาอาหาร ดูแลลูก ผ่าฟืน ซักผ้า ฯลฯ งานหลายอย่างทำในเวลาเดียวกัน เช่นเย็บหนังสัตว์ กล่อมลูกนอน แล้วยังต้องชำเลืองมองหม้อต้มอาหารไว้ด้วย ด้วยเวลาเป็นแสนเป็นล้านปี สมองของผญ.ค่อย ๆพัฒนามาทางนี้ ถ้านับเรื่องความแข็งแรงอาจจะไม่เท่า แต่ถ้านับความอึด มากกว่าผช.แน่นอน จึงไม่ต้องแปลกใจถ้าเห็นการทำงานของผญ.ในสนง.ปัจจุบัน ที่จะมีทั้งการเม้าท์มอย กินขนม ฟังเพลง พิมพ์งาน และ ชะโงกตอบคำถามของผู้อื่นที่ถามมาด้วยในเวลาเดียวกัน เขาจะทำได้สบาย ในขณะที่ผช.บอกว่า ไร้สาระถ้าจะทำงานร่วมกับสถานการณ์แบบนั้น (เพราะทำไม่ได้) แม่บ้านทำงานบ้านบางคน นั่งรีดผ้า กล่อมลูก ตาดูทีวีละครน้ำเน่า และ บางทีคุยโทรศัพท์ด่าผัวไปในเวลาเดียวกัน นี่แหละครับ Multi Tasking ตัวแม่เลย

ด้วยลักษณะเด่นแบบนั้น บวกกับมนุษย์มีพฤติกรรมลอกเลียนแบบจากสิ่งที่เห็นมากกว่าเรียนรู้ด้วยการสั่งสอน หากเรามีคนทั้งสองประเภทเป็นผู้ดูแลทารกน้อย เขาก็จะเลียนแบบจากการกระทำของผู้เลี้ยงดูเหล่านั้น อย่างที่บอก ถ้าไม่มีคนดูแล เด็กน้อยโดนมดกัดก็ม่องแล้ว คว่ำหน้าลงกะละมังล้างจานก็ไปเกิดใหม่ แม้แต่ตกเตียง ที่นอน หรือผ้าอ้อมพันหน้าหากไม่มีคนดูแล ไปแล้วไปลับทั้งนั้น เราเองต้องขอบคุณพวกคนที่ดูแลเราจนโตหมาเลียตูดไม่ถึงแบบนี้นะครับ กลับมาเรื่องการเลียนแบบ หากต้นแบบดี คนเลียนแบบก็จะดีไปด้วย การที่พ่อแม่เป็นคนจิตใจดี โอบอ้อมอารี ทำมาหากิน ไม่ประพฤติไม่งาม โดยมากลูกก็จะซึมซับการกระทำ ความคิดความอ่านของพ่อแม่เอาไว้ หากพ่อแม่ไม่ได้เลี้ยงเอง คนที่เด็กไปอยู่ด้วยนั่นแหละสำคัญมากๆ ในการฟอร์แมตชีวิตเขา พ่อแม่นั่งเล่นไพ่ ลูกโตมาก็อยู่วงไพ่ พ่อแม่ลักวิ่งชิงปล้น ลูกโตมาเป็นตำรวจ มีในละคร (และอาจจะน้อยมากในชีวิตจริง) ด้วยลักษณะของพื้นฐานการเลี้ยงดูเหล่านี้ จะมีผลต่อชีวิตเขาเหล่านั้นในตอนโตมา สมัยนี้ พ่อแม่รังแกฉันเยอะ เอาปมของตนเองมาใส่ให้ลูก ตอนเด็กตัวเล่นขี้ควายปั้นตุ๊กตา (ไม่มีของเล่น) พอมีลูกก็ปรนเปรอของเล่นให้ลูกมากมายโดยไม่ดูกำลังทรัพย์ ตอนทำงานตัวเองกินมาม่า (ไม่มีเงิน) พอมีลูกปรนเปรอลูกด้วยอาหารดังราคาแพง (ชดเชยที่ตัวเองไม่ได้กิน ไม่อยากให้ลูกเป็นเหมือนตัวเอง) ที่หนักสุดคือ เข้าใจว่าตัวเองเรียนน้อย เลยลำบาก ต้องดันส่งลูกให้เรียนสูง เพื่อจะได้ไม่ลำบากแบบตัวเอง ?? เด็กที่ไม่ได้เรียนรู้จากการ “ลอกเลียน” พฤติกรรมแบบที่บอกว่าเป็นโมเดลของมนุษย์มาก่อนนานแล้วนั้น จะไม่มีทางซึมซับสิ่งที่พยายามจะยัดเยียดให้ในเวลาสั้น ๆ แบบนี้ได้เลย ต่างจากเด็กที่ได้รับรู้ว่าพ่อแม่ลำบาก ตัวเองจะต้องทำทุกอย่างเพื่อพัฒนาตนเอง นำพาตัวและครอบครัวให้หลุดพ้นจากความลำบากนั้น ใช้สติปัญญา และ ความคิด ความอุตสาหะ ความเพียร ที่ตัวเองจะทำได้ ในระยะยาวแล้ว การได้ลงมือทำอะไร เพื่อตัวเองจะส่งผลที่ยั่งยืนมากกว่าเสมอครับ เขาบอกว่า สอนลูกให้จับปลา ดีกว่าหาปลามาให้ลูกกินครับ

ทั้งหมดทั้งปวงที่พรรณามานั้น เพื่อให้เป็นมุมมองและแง่คิดในการทำงานของเรา ๆ ทั้งหลายครับ การเรียนรู้ที่เรามี การลอกเลียนแบบพฤติกรรมจากคนรอบข้าง สังคมการนินทา และ ลักษณะเด่นทางพันธุกรรมของหญิงชาย เหล่านี้ จะถูกนำมาใช้ในการทำงานทั้งนั้น งานที่ต้องการการตัดสินใจ มักเป็นของผู้ชาย งานที่ต้องการการระเบียบก่อนหน้าหลังตามขั้นตอน งานประจำทำซ้ำ ๆ มักเป็นงานเด่นของฝ่ายหญิง หัวหน้างานที่ดีจะสร้างพลังดึงดูดให้ลูกน้องอยากเลียนแบบความสำเร็จของเขา การทำอะไรเข้ากับพวกเข้ากับทีม เพื่อความสำเร็จเดียวกัน จะสามารถทำให้สำเร็จได้ คนไหนถูกพรรคพวกแอนตี้ หรือ นินทามาก นั่นเพราะสังคมได้ตัดสินคุณแล้วว่าคุณทำตัวไม่เข้าพวกกับที่เหลือ การจัดวางกำลังคน การกำหนดบทบาทและหน้าที่ให้กับสมาชิกนั้นก็เป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่ว่า “อำนาจ” ในมือที่มี จะทำอะไรก็ได้ ในโลกนี้ ไม่มี”อำนาจ”ที่แท้จริงหรอกครับ อำนาจที่มีนั้น เป็นแค่การ “บริหาร”ความพอใจให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคน หลายคนทำงานอาจจะบอกว่า สักวันฉันจะเป็นใหญ่เป็นโต อำนาจคับฟ้าจะทำอะไรก็ได้ ไม่เห็นต้องแคร์ แต่ต่อให้สูงไปสักแค่ไหน การจะใช้อำนาจนั้น ต้องส่งผลต่อผู้เกี่ยวข้องเสมอ การใช้อำนาจเบ็ดเสร็จจึงไม่มี มีแต่การบริหารความพอใจให้กับทุก ๆ คน เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายกตู่ยังเพิ่งพูดเรื่องนี้เลย ว่าไม่ใช่ว่ามีอำนาจแล้วจะไปทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า ต้องดูคนอื่น ๆ ด้วย ประวัติศาสตร์ของผู้นำหลายคนแวดล้อมไปด้วยแม่ทัพนายกอง ที่เหมือนคอยจูงจมูกไปทางไหนก็ได้ ทั้ง ๆ ที่อำนาจมีล้นมือ นั่นแหละครับ ประมาณนั้นเลย

ไอ้คนเรานี่ก็แปลกนะ ถ้าจะให้เลียนแบบพฤติกรรมใครก็ตาม แนวโน้มของการทำไปในทาง”ลบ” จะมากกว่าไปทาง “บวก” หลายคนบอกว่า เพราะความชั่วมันทำง่าย ทำทีเดียวก็ชั่วเลย ความดีมันทำยาก เพราะต้องทำต่อเนื่อง คนมาทำงานก่อนเข้างานทุกวัน วันหนึ่งรถเสียมาไม่ทัน หน.งานทักว่า “วันนี้ทำไมมาสาย” เท่านั้นแหละ …​ไฟพลังลบออกมาพรั่งพรู ต่อไปนี้กรูจะสายแม่งทุกวัน มาเช้าทุกวันไม่เคยชม มาสายวันเดียวไม่ถามกรูสักคำว่ารถเสียเหรอ …​ฯลฯ สารพัด แล้วงัยต่อครับ ต่อไป ก็มาบ้างไม่มาบ้าง แม้จริ งๆ อินเนอร์ในใจไม่ใช่คนแบบนั้น แต่ทำประชดไปงั้นเอง เพราะ “ทำดีไม่มีคนเห็น” เลยทำชั่วซะเลย ถ้าคิดแบบนี้ แล้วชีวิตมีสุขดีก็นับว่าแปลก เพราะทำสิ่งที่ขัดกับอินเนอร์ อีกตัวอย่างที่พบเห็นได้ทั่วไปคือ สมมติเราทำงานตำแหน่งนึง งานมาก ต้องทำงานแบบไม่ได้พักเลย หน.งานเห็นใจ เลยหาคนใหม่มาเพิ่มให้ ทำงานร่วมกันกับเรา เราก็ดีใจ ทำงานสนิทสนมกัน ช่วยเหลือกัน เหมือนจะเป็นเพื่อนสนิทกันแล้ว จนในวันหนึ่ง เพราะสนิทกันมากเลยหลุดคำถามว่า “เงินเดือนเท่าไหร่อ่ะ” … คำตอบที่ได้ทำให้เราเพิ่งมาทราบว่า “มากกว่ากรูสิบบาท” … เท่านั้นแหละ ภาพมาเลย ทำดีมาตลอด เงินก็ไม่ขึ้น ดันเอาคนใหม่เข้ามาเงินก็มากกว่า ฯลฯ สิ่งที่ร่างกายตอบสนองคือ “ทำงานน้อยลง”​ เพราะได้ประเมินแล้วว่า “ทำไปก็ไม่ได้อะไร” “ทำไปก็สู้อีสิบบาทนี่ไม่ได้” ฯลฯ แล้วอารมณ์มันก็หายไปดื้อ ๆซะงั้น ผลที่ตามมาคือ งานการถดถอย ผลงานก็หายไป ถามว่า ใครได้ผลประโยชน์จากการทำแบบนั้น ไม่มีเลยครับ แทนที่ทำมากจะได้เรียนรู้มาก กลับเลือกไม่ทำ(เงินเท่าเดิม) อนาคตข้างหน้าของตนเอง ต้องมาจบลงเพราะคนเงินมากกว่าสิบบาท… (ประเมินเองด้วยนะ ว่ากรูต้องมากกว่าสิ) ทัศนคติแบบนี้ ฆ่าตัวเองให้ลงไปด่าวดิ้นตรงนั้นเลยครับ การทำงานใด ๆหากเราไปอยู่ในแวดวงของคนดี คนเก่ง เราก็กลายเป็น คนเลว คนไม่เก่งวันยังค่ำ เพราะการเปรียบเทียบ ดังนั้น มองอีกมุม เราได้เจอคนไม่เก่ง เราถึงดูเก่งงัย เราเจอคนขี้เกียจ เราเลยดูกลายเป็นคนขยัน ยิ่งทำเรายิ่งได้ ถ้าที่นี่ไม่เห็น ที่อื่นก็เห็น ความรู้ และ ปัญญาเกิดขึ้นกับใครแล้ว ติดตัวไปตลอดชีวิต จะมาเลือกทำสิ่งที่ทำร้ายตัวเองไปทำไม

ย้อนไปในอดีตตอนเรียนมัธยม สมัยนั้นประการสุดท้ายของท่านชายคือ การสอบ Entrance เข้ามหาวิทยาลัย ในโรงเรียนมัธยมปลายที่ผมเรียนนั้น (สมัยนั้นยังไม่ดังมาก เด๋วนี้เขามีชื่อเสียงพอควร) เด็ก ๆ ก็มาจากหลากหลายสายพันธ์ุ ทั้งฐานะการเงินการงานของผู้ปกรองด้วย การส่งลูกเรียนพิเศษสมัยนั้นนี่พอ ๆ กับส่งลูกไปเมืองนอกเลยทีเดียว เพื่อนบางคนเรียนกับครูที่โรงเรียน ด้วยความสัมพันธ์ส่วนตัวของผู้ปกครอง ที่เหลือก็ต้อง”ซุ่ม”อ่านหนังสือแข่งกัน ศัพท์คำว่า “ซุ่ม”นี่ คือพวกปากบอกว่า ไม่ได้อ่าน ไม่ได้เรียนพิเศษ แต่ผลสอบออกมาเลิศเลอ จะได้ฉายาไปว่า “เสือซุ่ม”​ ตอนใกล้สอบเข้ามหาวิทยาลัย ต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันไป “ซุ่ม” ไม่บอกกัน ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะมุมของเด็กเหล่านั้น (ผมด้วย) มองว่า การสอบเป็นการแข่งขันกับเพื่อนในโรงเรียนเดียวกัน เราต้องแข่งกัน เปล่าเลย การสอบมันเป็นการวัดผลระดับประเทศ คุณผ่านคุณก็ได้ไปต่อ ไม่สนใจว่าจะผ่านมาโรงเรียนละกี่คน ไอ้พวกเสือซุ่มก็ซุ่มกันเอาเป็นเอาตาย ผลสอบออกมาหงายเงิบ ซุ่มมากไปหน่อย ไม่โผล่เลยก็หลายคน กลับกันซะตอนนั้น ถ้าไอ้พวกซุ่ม ๆ มันมารวมตัวกัน ช่วยกันติว ช่วยกันสอนสิ่งที่แต่ละคนรู้ แต่ละคนขาด มันจะช่วยกันได้มาก คนที่รู้นั้นยิ่งเอาความรู้มาสอนมาขยายจะยิ่งทำให้เกิดความเข้าใจมากขึ้นไปอีกทวีคูณ เสียดายที่ความ”ซุ่ม” ทำให้ชีวิตของหลายคนไม่ได้ไปตามที่หวัง…. ต่างจากตอนเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว การรวมตัวติว ช่วยเหลือกันจะมากกว่า (ลดการแข่งขัน) เพราะต้องการช่วยเหลือกัน มีชมรมวิชาการคอยทำชีตแจกให้ไอ้พวกสมองฟีบทั้งหลายได้เอาไปอ่าน นั่นโน่นนี่ สิ่งเหล่านี้ ปลูกฝังการ”ให้” การ”สอน” และ การ”ช่วยเหลือ” คนอื่น ๆ ด้วยประสงค์จะเห็นเขาทำได้ เข้าใจ สำเร็จ ไปพร้อม ๆกัน นี่เป็นมุมมองของความคิดแท้ ๆครับ ว่าเรามองเรื่องการสอน การถ่ายทอดอย่างไร กลับกันคนรับนั้นก็ต้องพร้อมที่จะรับ รับอย่างมีสติ รับเพื่อนำมาปรับใช้ ไม่ใช่ทำตัวเป็นอาโกขายโอเลี้ยง ใครพูดอะไรก็ “รู้แล้ว ๆ “ รู้มากแบบนั้น ทำไมไม่ช่วยเหลือคนอื่นเขาบ้างก็ไม่รู้นะ ฝากเรื่องพฤติกรรมของ”คน” ไว้เท่านี้ก่อนละกัน มากไปจะเลี่ยน

สัปดาห์ก่อนฟังข่าว ภาคการส่งออกของไทยตกต่ำอย่างมาก ทุกกลุ่มสินค้าลดลงหมดในช่วงครึ่งปีแรก ยกเว้นแต่ยางพารา รถยนต์นั้น ถดถอยลงมากเป็นอันดับสองรองจากอินโดนีเซีย ประเทศเราพึ่งพาการส่งออกมากกว่าครึ่งหนึ่งของ  GDP คือ รายได้รวมทั้งชาติที่เกิดขึ้น เมืื่อเราพึ่งพาการส่งออกมาก แต่ดันมาถดถอยเช่นนี้ จะเกิดอะไรขึ้นครับ ก็จะเกิดการชะงักเรื่องการผลิต เพราะผู้ผลิตทำไปส่งขายไม่ออก ออร์เดอร์ลด ต้นทุนบาน ทำไปนาน ๆ เข้าก็คงต้องปิดกิจการ เพราะทำไปก็ขายไม่ได้ คนที่จะเดือดร้อนก็คือ ภาคการผลิตนั่นเอง หลาย ๆ เทคโนโลยี่เปลี่ยนไป เช่นอิเลคโทรนิคส์ ฮาร์ดดิสค์ เขาเปลี่ยนแนวเป็นโมบายเทคโนโลยี่กันจะหมดแล้ว กลุ่มของพวกนี้ ต้องการน้อยลง และอาจจะลดละเลิกไปเลย ความจริงก็คือ โรงงานผลิตของตกรุ่นแบบนี้ ส่วนมากอยู่ในไทย เพราะเราเปิดรับการลงทุนแบบนี้มาเป็นสิบปี เมื่อตอนเพื่อนบ้านเรายังสู้รบกันไม่ได้หยุด และ ความซวยก็คือ โรงงานใหม่ที่ทำของเทคโนโลยี่ใหม่ ส่วนมากไปลงทุนที่ประเทศเพื่อนบ้าน ไม่มาไทยแลนด์แล้ว วันก่อน ซัมซุง เวียตนามแถลงว่าโรงงานใหม่ในเวียตนามจะมีมูลค่าการส่งออกจากประเทศเวียตนามปีละห้าแสนล้านบาท….. อื้อซ่าเลยนะนั่น เฉพาะภาษีก็สะดือปลิ้นแล้ว นั่นเรื่องของเขาล่ะ แล้วเรื่องของเราล่ะ เราเคยชินกับการทำงานในภาคการผลิตมานาน อยู่แบบหุ่นยนต์ ไม่พัฒนาตัวเองเท่าที่่ควร การได้งานทำแล้วหมายถึงจะได้มีงานนั้นทำตลอดไปหรือไม่ สมัยนี้ คงไม่ใช่เสียแล้ว คนที่พัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลาเท่านั้น ที่จะเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานครับ ฝากไว้ให้ลองคิดดู

เรื่องเล่าส่งท้าย คณะบุคคลเดินทางไปถึงขอบแม่น้ำแห่งหนึ่ง มีสะพานไม้เก่าๆ ทอดผ่าน และมีเรือลำเล็ก ๆ เก่า ๆผูกอยู่ที่เสา มีลุงเก๋าๆ คนหนึ่งลั่นว่า เราจะข้ามแม่น้ำไปด้วยสะพาน มีคนทักท้วง เขาไม่ฟังเสียงนั้น พาคนกลุ่มหนึ่งข้ามไปครึ่งทาง สะพานถล่มลงมาทั้งหมด น้ำพัดหายไปเรียบ คนที่สองบอกว่า ขอผู้กล้าที่จะลงเรือข้ามแม่น้ำไปกับข้า มีเสียงคัดค้านเช่นกัน แต่คนกลุ่มหนึ่งลงเรือไปกับเขา ไปได้ครึ่งทาง น้ำพัดเรือกระแทกโขดหินเรือแตกคนทั้งหมดน้ำพัดหายไปเรียบเช่นกัน คนบนฝั่งที่เหลือ ลงความเห็นว่า เราต้องทำสะพานขึ้นมาใหม่เพื่อจะให้เราทั้งหมดเดินข้ามไปแบบปลอดภัย แบ่งงานกัน ให้กลุ่มหนึ่งไปตัดต้นไม้ อีกกลุ่มหนึ่งเตรียมชักลาก และ ทำสะพาน พวกผญ.เตรียมอาหาร ตั้งที่พัก  ฯลฯ ยังไม่ทันได้ลงมือจะทำอะไร มีเสียงตะโกนโหวกเหวกที่ริมป่าใกล้ ๆ ว่า “มาทางนี้ เดินอ้อมมาทางนี้ ทางนี้เดินข้ามหน้าผาไปได้เลย น้ำไหลเข้าถ้ำ เราเดินข้ามไปได้” … ลองคิดดูกันเองว่า ข้อคิดจากเรื่องนี้คืออะไร ?

ขอบคุณที่พวกเราทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความเติบโต และความสำเร็จของงานที่เรากำลังทำอยู่นี้ร่วมกันครับ

บุญรักษา

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s