Manager Talk 20150712

สวัสดีครับเพื่อน ๆ พนักงาน  TAC ทุกท่าน

Quoted from Imitation Game movies “Sometimes it is the people that no one imagines anything of , who do the things that no one can imagine” บางครั้งสิ่งที่บังเกิดแบบไม่มีใครจะคิดได้นั้น ถูกสรรสร้างขึ้นมาจากคนที่ไม่มีใครจะคิดว่าจะหวังอะไรจากเขาได้เลย คมมากครับ คมจริงจริง ผมนึกถึงความสำเร็จหลาย ๆอย่างที่เคยมีส่วนร่วมกับเขามาเหมือนกัน หลายครั้งเกิดจากพลังความสามารถของคนที่โนเนมมาก ๆ หาใช่บิกเนมเลย ความเห็นจากสิ่งที่เล็กที่สุด เบาที่สุด นั่นแหละคือสิ่งที่เราต้องพยายามจะได้ยิน พยายามรับฟังเข้ามาเพื่อร่วมประมวลเข้ากับภาพใหญ่ ๆ แล้วพาทุกคนตะลุยไปด้วยกัน บาดเจ็บล้มตายก็ลากถูกันไป เมื่อก่อนไปเวิร์คช็อปงานใหม่ (บริษัทอื่น) ไฟแรงมาก กลุ่มเขาตั้งชื่อกลุ่มว่า “leave no one behind” คือไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เราจะไปด้วยกัน มันฮึกเหิม พร้อมลุยศึก (ปรากฏภายหลังว่าสมาชิกตายเกลื่อน กว่าจะถึงเป้าหมาย แต่เราก็ทำดีที่สุด และ ทำทุกอย่างทีควรจะทำแล้ว) ความหมายของการ leave no one behind ตอนนั้นคือ ไม่ว่าใครจะทำหน้าที่อะไร ทุกคนสำคัญ และจำเป็นกับทีม ความคิดของทุกคนล้วนมีค่า มีความหมาย สะท้อนทุกสิ่งเพื่อความสำเร็จของเรา เราจะไม่ทิ้งกัน ไม่ละทิ้งใครว่าสำคัญ หรือ ไม่สำคัญ มีเกมส์หนึ่ง ผมชอบมาก มันเป็นการให้ทีมทั้งหมดส่งบอลไปข้างหลัง โดยไม่ให้หันไปดู โดยให้คนๆ หนึ่งคอยกำกับว่าใครจะวิ่งไปรอบอลตรงไหนประมาณนี้ ทีแรกต่างคนต่างเก่ง ไม่ฟังใคร มีระดับผจก.คนนึง พูดอะไรคนฟังหมด เขาบอกเอบีซีคนทำตาม ปรากฏว่าเน่า เกมส์คือถ้าเน่าเลิกเลย ไปเข้าห้องกันต่อ แล้วพอเบรคหน้ามาเล่นใหม่ รู้สึกว่าสักสามสี่เบรคถึงทำได้ การที่ทำได้ ไม่ใช่เพราะใครเก่งเลย มานั่งคุยกันพร้อม ๆ กัน แล้วทุกคนที่เห็นปัญหาว่าเพราะอะไร ก็เอามาหารือกัน ถ้าผมจำไม่ผิดตอนนั้นทีมผมทำได้ เพราะคนที่เป็นดอคคอนที่อยู่ในทีม เป็นคนให้ข้อเสนอให้คนให้สัญญาณทำขั้นตอนที่กำหนด แล้วในที่สุดเราก็ทำสำเร็จ … ใครจะไปคิดครับว่าเรื่องแบบนั้น ดอคคอนจะสามารถชี้ทางสว่างให้ทั้งทีมได้ ปราชญ์กล่าวว่า “ไปให้ไวให้ไปคนเดียว ไปให้ไกลให้ไปกันหลาย ๆคน” นั่นจริงแท้แน่นอน

ช่วงนี้จิตตกบ่อย ๆ ต้องหาอาหารสมองเข้ามาเพื่อเสริมพลัง ได้อ่านข้อเขียนของคุณประภาส ชลศรานนท์ ผู้ใดติดตามก็คงทราบว่าแกเป็นนักอ่านนักคิดที่มีข้อคิดดี ๆ เสมอ แกพูดถึงคำสองคำ “เดี๋ยว” กับ “เดี๋ยวนี้” คำคล้าย ๆ กัน แต่ผลของมันที่จะส่งต่อผู้นำไปใช้ ต่างกันโดยสิ้นเชิง แกอ้างอิงถึง “กฎสองนาที” ของ David Allen ผู้เขียนหนังสือ Getting Things Done ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับ productivity ที่ดังมากๆ ในอเมริกา กฏบอกว่า “อะไรที่ทำได้ภายในเวลาไม่เกินสองนาที ให้ทำมันเลย” อันนี้ช่วยให้แยกแยะได้ง่ายเลย ว่า อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ สิ่งที่เราจะได้ คือวินัย และ ผลดีๆ ที่จะตามมากกับตัวเรา กินข้าว ล้างจานเลยดีไหม (ไม่เกินสองนาที) ใส่ซิงค์ไว้ แมงสาปก็มา หนูมา ฯลฯ (เดี๋ยว) ตื่นนอนมา เก็บผ้าห่มเลยดีไหม (น้อยกว่าสองนาที) หรือ จะทิ้งไว้เย็นนี้มานอนต่อ (เดี๋ยว) รวมไปถึงการทำงาน การติดตามงาน ยกหูคุยกันคำสองคำ น้อยกว่าสามสิบวินาที แล้วงานไปได้ งานลื่นไหล ทำเลยดีไหม ? หรือ “เดี๋ยว” ค่อยทำ นั่นเป็นการสร้างนิสัย “ดินพอกหางหมู”​และ “ผลัดวันประกันพรุ่ง” ให้กับตัวเอง ไม่ต้องสงสัยว่าความเจริญก้าวหน้า ความประสบความสำเร็จ จะเป็นของคนชนิดไหนนะครับ บางคนทำงานของตัวอยู่ดี ๆ แท้ ๆ มีคนเดินมาถาม เดินมาตาม หาเรื่องงานของอีกคน เป็นธุระจัดการ พาไปหา พาไปพบ โทรถามให้ เรียกว่า ยอมทิ้งงานตัวเองไปเลย พวกนี้สร้างควมประทับใจให้กับผู้ทำงานด้วยเสมอ หลาย ๆคนก็จะกลับมาใหม่ มาติดต่อ มาขอให้ช่วย ฯลฯ พวกคิดลบก็จะบอกว่า นั่นไง พอทำให้แม่งก็มาขอให้ทำตลอด  ๆ ทำโง่ ๆ ซะก็หมดเรื่อง แต่เชื่อเถอะครับ พวกที่ทำตัว”ฉลาด ๆ “ แบบนั้นน่ะ ไปไหนได้ไม่ไกลหรอกครับ นอกจากใจแคบแล้ว อนาคตยังตีบตันด้วยครับ

การจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง และ จิตใจ ชุดความคิด (ฝรั่งเรียก Mindset) ต้องใช้เวลาครับ ไม่ยากไม่ง่าย อย่างที่เคยเล่าสู่กันฟัง เริ่มจากสิ่งที่ทำได้ก่อน เริ่มจากสิ่งที่เราควบคุมได้ก่อน จะจีบสาวเป็นแฟน ถ้าไปคิดถึงการชวนเดตทานข้าว เขาไม่ไปก็หน้าแหกสิ แต่ …​นั่นเป็นการลงมือทำสิ่งที่คุณควบคุมไม่ได้ มัน”อาจจะ”ไม่สำเร็จ (สาวตอบปฏิเสธ) ต้องเริ่มอยากสิ่งที่เราควบคุมได้ เช่่น พูดทักทายเมื่อเจอกัน (จากเมื่อก่อนหลบตามเสา) เพราะนั่น เราทำได้เอง ไม่ต้องการใคร ๆ ช่วย และสำเร็จแน่นอน ทักไปทุกวัน สักวันเขาก็ต้องตอบกลับบ้างล่ะวะ (ไปอีกขั้น) ด้วยชุดความสำเร็จเล็ก ๆ ที่ละนิด ๆ มันก็จะกลายเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในที่สุด หากเราจะเปลี่ยนนิสัยบางอย่าง (นิสัย Habit สามารถเปลี่ยนได้ ถ้าต้องการ) ตำรากล่าวว่า คุณจะต้องทำมันสม่ำเสมอมากว่า ๒๑​วัน แล้วลักษณะของนิสัย จะฝังเข้าไปในกมลสันดานของเราเอง เป็นการปฏิบัติตอบสนองออกมาโดยปรกติ คนที่ไม่เคยเอ่ยคำสวัสดีกับใครเลย หากต้องการทำ (ต้องการจริง ๆไม่ใช่สวัสดีแบบเด็กเซเว่น) เราต้องตั้งใจทำให้สม่ำเสมอ หากลืมก็ทำซ้ำ ทำไปเรื่อย ๆผ่าน ๒๑​วันไปแล้ว มันเข้าเส้นเองแหละ เราจะทำได้โดยไม่เคอะเขินหรือตะขิดตะขวงใจอีกต่อไป หากจะเริ่มเป็นนักอ่าน ก็อ่านสักวันละหน้า อ่านไปทุกวัน ซ้ำๆ เดิม บางคนบอกไม่มีเวลา ก็เวลานั่งอึงัยครับ หรือไม่อึ ? ถ้าอึอ่านอะไรยังไม่ได้ ก็คงแย่แล้วหล่ะ อ่านไปทุกวัน ๆ บางคนเข้าห้องน้ำไม่มีหนังสือถึงกับเบ่งไม่ออกนะ (มันชิน) เท่านี้ ก็ได้นิสัยการอ่านมา ไม่ยากเลย ขอแค่ลงมือทำ

ช่วงนี้เศรษฐกิจฝืด และ แนวโน้มของผู้บริโภคก็เปลี่ยนไป เร็วๆ นี้ได้ข่าวว่า มาม่า สินค้าวัดระดับเศรษฐกิจของชาติแถลงว่า ยอดขายลดลงเป็นครั้งแรก ตั้งแต่เปิดการขายมา ไม่ใช่เพราะโดนโค่นแชมป์ มาม่าแถลงว่าความฝืดของเศรษฐกิจอาจจะเป็นตัวทำให้แม้กระทั่งการกินมาม่ายังเป็นของฟุ่มเฟือยของคนปัจจุบัน ที่ต้องใช้หนี้กันล้นพ้นตัว เงินใช้แค่วันที่ห้า ที่เหลือมาม่าไปยันสิ้นเดือน เมืองนอก ยักษ์ใหญ่ไมโครซอฟต์ปลดพนักงานแปดพันคน รวมกับเมื่อตอนควบรวมกิจการกับโนเกียสองพันคน รวมเป็นหมื่นคน เนื่องจากการเล็งตลาดผิด ทั้งการเอาโนเกียมาปลุกปั้น WindowsPhone แต่สุดท้ายก็จะไม่รอด คาดว่าไม่นานยี่ห้อโทรศัพท์นี้ จะหายไป BBC สื่อพิมพ์ยักษ์ใหญ่ลดพนักงานเป็นพันคน เพราะตอนนี้ สื่อออนไลน์เข้ามาแทนที่ บ้านเราเองลองดูหน้านสพ. เดิมโฆษณาเพียบ ตอนนี้ บางทีเห็นหน้าว่างๆ ลงเรื่องราวบ้า ๆบอ ๆ ก็เยอะ (โดยเฉพาะเรื่องดารา) เพราะคนเราเองก็เปลี่ยนพฤติกรรมบริโภคข่าวสารผ่านฟีดข่าวของเฟสบุค และสื่อออนไลน์อื่น ๆยังไม่นับข่าวลือข่าวลวงผ่านไลน์ ทีวีดิจิตอลของเราเปิดมาใหม่ก็เจ๊งบ๊งไม่เป็นท่า เพราะตอนที่คิดกันนั้น คนยังชื่นชอบทีวี แต่ตอนนี้ คนไปเสพสิ่งต่าง ๆ ทางออนไลน์ได้หมด ดูทีวีไม่ทันไปดูบนเวป โฆษณาก็ไม่มี สบายกว่าตั้งเยอะ อีกไม่นานเราก็คงจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของทิศทางการบริโภคต่าง ๆผมเพิ่งรู้ว่าผู้ใช้โทรศัพท์เมืองไทย ใช้สมารตโฟนร้อยเปอร์เซ็นต์ อาจจะมีบ้างที่ยังใช้ซัมซุงฮีโร่จอดำ แต่เมื่อสามค่ายทำตลาดสมารตโฟน ให้เอาเครื่องเก่ามาแลก(พร้อมสัญญาทาส) ผู้บริโภคทั้งหลายก็จัดทันที แถมวงจรชีวิตของโทรศัพท์ของคนไทยอย่างสั้น เปลี่ยนกันทุก ๆ ไม่กี่เดือน ผู้ผลิตก็เปรมกันไปครับ ขายแอร์ไทม์กันก็รวยอื้อซ่า ยิ่งพวกลุง ๆ ป้า ๆ ฟังแล้วงง ๆ กดกดกด ไม่กี่ที ดูดเงินไปเรียบ ผมเองมีเบอร์เติมเงินอยู่เบอร์นึง ยังโดนหลอกไปเดือนละหลายร้อย ทุกครั้งที่จะทำอะไรก็โทรไปถามศูนย์ มันก็นั่นโน่นนี่ เราก็ทำตาม เงินก็ดูดไปเรื่อย ๆ เฮ้อ แก่แล้วไม่มีอะไรดีครับ จริง ๆ

ด้วยสภาพเงินทองหายากแบบปัจจุบัน เขาก็ต้องมาเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพกัน เพราะค่าแรงที่จ่ายออกไปมันมากขึ้น เขาก็ต้องการให้ได้งานมากขึ้นเช่นกัน โลกมันถึงจะสวยงาม แต่หากมันกลับกัน เงินจ่ายมากขึ้น ผลผลิตได้น้อยลง หน่วยงานไหนยังปรับตัวไม่ได้ ก็ม่องเท่งกันไปหมด ล้มหายตายจากไปตาม ๆ กัน ลองคิดดูง่าย ๆครับ ค่าแรงตอนนี้ คนพอทำงานได้ วันละเกือบห้าร้อย รวมโอทีก็ประมาณหกเจ็ดร้อย ทำงานกันไปวันๆ เงินรายรับเกือบสองหมื่นบาท ….​(ลองคูณดู) ผมไม่ได้สนในว่าจะเป็น ป.หก ปวช. ปวส.​ ป.ตรี ฯลฯ แต่ ด้วยค่าแรงแบบนี้ ผู้ทำงานควรจะให้อะไรกลับมาสู่กระบวนการผลิตบ้าง ???​สมมตว่าคนคนนั้นเขาพาญาติมาทำงานสักห้าคน เดือนหนึ่ง ครอบครับเขามีรายได้เข้าบ้าน “แสนนึง” ผมกำลังคิดว่าค่าแรงมันมากไป หรือ ภาคการผลิตได้อะไรกลับมาน้อยไปไหม ?? ที่พูดไม่ใช่อะไร ญาติผมก็มีตกงานกันเยอะแยะพากันมาหางานเดือนละสองหมื่นบ้างก็น่าจะดี  ไหน ๆก็พูดถึงมาม่าแล้ว ก็เล่าเรื่องที่มาม่าต้องการเพิ่มประสิทธิภาพของหน่วยงานการบรรจุส่งออก ซึ่งมีข้อจำกัดของจำนวนตู้คอนเทนเนอร์ที่จะเข้ามา จำนวนคนทำงาน การพักผ่อนระหว่างการทำงาน (การขนย้าย ทำโดยรถฟอรคลิฟต์และกำลังคน) เขามีข้อจำกัดที่ทำให้งานแพ็คตู้ทำได้ปริมาณจำกัด แม้ยอดสั่งเพื่อส่งออกจะมากขึ้น (คนตปท.บริโภคมากขึ้น) แต่ก็ไม่สามารถเพิ่มผลผลิตได้ เขาไปเข้าโครงการ LEAN ของ TMB SME’s ที่ส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพของภาคการผลิต เขาเปลี่ยนการทำงาน เปลี่ยนการจัดวาง ลดเส้นทางของรถฟอร์คลิฟต์ และ การจัดวางในตู้ ฯลฯ ความสำเร็จที่เขามีคือ เพิ่มปริมาณตู้ได้ในแต่ละวัน รวมเป็นเดือน เขาส่งออกได้มากขึ้นเป็นร้อยตู้ นั่นคือ เงินมหาศาล ถามว่าเขาต้องจ้างคนเพิ่ม เพิ่มโอที หรือ ทำอะไรใหม่ไหม ? เปล่าเลย เขา”ปรับปรุง” การทำงาน ขบวนการ และ ขั้นตอนการทำงานให้ดีขึ้น พนักงานก็ให้ความร่วมมือ เพราะทำงานเท่าเดิม ลดขั้นตอน ไม่ซับซ้อน เหนื่อยน้อยลง เงินขายมากขึ้น ก็กลับมาหาเขามากขึ้นในที่สุด… สำหรับการทำงานก่อสร้าง ๆแบบเรา ๆ ผมลองคิดเล่นๆ ว่า เอาที่จำนวนคนหนึ่งพันคน เดินเข้า เดินออก หน้างาน จุดทำงาน ก่อนและหลังเวลาที่กำหนด ทั้งเช้า เที่ยง เย็น เอาประมาณว่าวันละ ชม.นึง (เช้า และ เย็น ประมาณสามสิบนาที ออกกินข้าวเที่ยง ก่อน และ เข้างานตอนบ่าย สามสิบนาที ไม่ต้องพูดถึง พวกสูบบุหรี่ ห้องน้ำ ฯลฯ) ด้วยค่าแรงเฉลี่ยที่ ๖๗ บาทต่อชม.​เราเสียค่าใช้จ่ายตรงนี้ไป เกือบเจ็ดหมื่นบาทต่อวัน (๖๗ คูณ ๑ ชม. คูณ ๑๐๐๐ คน) หรือ ทั้งเดือน ก็ประมาณ สองล้านกว่า ๆครับ นี่เอาแค่เข้างาน ออกงานนะครับ เรื่องแบบนี้ไม่ใช่ความสูญเสียทางการผลิต แต่มันเป็นการบั่นทอนประสิทธิภาพการผลิตอย่างมากครับ ด้วยประสิทธิภาพเช่นที่ว่า สักวันการแข่งขันจะเป็นไปไม่ได้เลยครับ นอกจากนายทุนจะมีบ่อน้ำมันหลังบ้านน่ะครับ

หลาย ๆแห่งเมื่อการทำงานของคนเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่เขาทำคือลงทุนด้านการบริการ หรือ การสนับสนุนการทำงานของพนักงาน ผมยกตัวอย่างเช่นเดิม หาก ทุกชุดการทำงานของคนพันคนที่ว่า ต้องมีการติดต่อทางธุรกรรมทุกวัน (ส่งรายชื่อ ส่งโอที รับใบรายชื่อ สลิปเงินเดือน ส่งเวิรคเพอมิต ส่งใบแก้เวลา ส่งใบลา รับข้าวโอ เซ็นต์ปกส. ฯลฯ) เมื่อขั้นตอนมันเยอะเช่นนี้ ทุกแผนก และ ทุกกลุ่มงานก็จะจัดให้มีธุรการของตนเอง เอาเป็นกลุ่มละคน รวมทั้งหมด ประมาณ ร้อยคน (ผมคิดที่กลุ่มละสิบคน) ค่าแรงของคนร้อยคนนี้ คือ เกือบ ห้าหมื่นกว่าบาทต่อวัน (๑๐๐ คน ทำงาน ๑๐​ชม.ต่อวัน ค่าแรงเฉลี่ย ๕๕ บาท ชม.) เดือนนึงก็ประมาณ ล้านห้าแสนบาท ด้วยเงินประมาณล้านห้าแสนบาท เราสามารถจ้างโปรแกรมเมอร์ที่ดีที่สุดของเมืองไทย เขียนโปรแกรมให้การทำงานธุรการดังกล่าว เป็นแบบซูเปอร์โคตรอัจฉริยะอย่างไรก็ได้ เอาแบบชนิด สแกนเข้ากับโคนเสาหน้างาน หรือ สแกนม่านตากันเลยก็ได้  หรือ จะเอาแบบติดกล้อง ติดเรื่องพิมพ์ ใช้แทปเล็ตกดจากหน้างาน ฯลฯ นี่แค่เดือนเดียวนะครับ ประเด็นคือ เราจะปรับปรุงการผลิต หรือ อยู่กับขั้นตอนเดิม ๆ แต่หวังให้ประสิทธิภาพดีขึ้น (ยังไม่มีใครเขียนตำราเรื่องนี้นะครับ ถ้าเราหาทางได้ เราจะดังเลย) “ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ จะเกิดขึ้นได้ หากเรายังใช้วิธีการคิดเดิม ๆ แบบที่เราสร้างปัญหานั้นขึ้นมา มาแก้ปัญหา” ไม่รู้ใครกล่าวไว้ จำไม่ได้….

เรื่องเล่าสุดท้ายก่อนจาก ชายสองคนเข้าป่าไปด้วยกัน ไปเจอหมีตัวโตยืนตระหง่านดักหน้าอยู่ ชายคนแรกมือไม้อ่อนลงไปคุกเข่าสวดมนต์ไม่เป็นภาษา ชายคนที่สองทรุดตัวลงนั่งผูกเชือกรองเท้าให้แน่นทั้งสองข้าง ชายคนแรกหันมาเห็นและพูดว่า มึงสติดีหรือเปล่า มึงไม่มีทางวิ่งหนีหมีมันทันหรอกไม่ว่ามึงจะมัดเชือกอย่างไรก็ตาม ชายคนที่สองหันมาบอกว่า กูไม่ได้คิดจะวิ่งหนีหมี กูแค่วิ่งให้เร็วกว่ามึงนิดเดียวก็พอแล้ว….. ขอให้เราลองไปคิดดูว่า ตอนนี้ เชือกรองเท้าเราแน่นดีหรือยัง ???

   

ขอบคุณที่พวกเราทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความเติบโต และความสำเร็จของงานที่เรากำลังทำอยู่นี้ร่วมกันครับ

บุญรักษา

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s