Manager Talk 20150531

สวัสดีครับเพื่อน ๆพนักงาน  TAC ทุกท่าน
         วันนี้วันที่ ๓๑​ พ.ค. World tobacco day วัน(งด)บุหรี่โลก ไม่ใช่เขามาให้งดกันวันเดียวหรอกครับ เขาให้ความสำคัญกับเรื่องยาสูบที่นำมาทำบุหรี่ให้เราสูบ ๆ กันนี่ เพื่อให้คนตระหนักถึงมหันตภัยของมัน ปัจจุบันนี้มะเร็งปอดคร่าชีวิตคนไทยเป็นอันดับสอง สาเหตุหลักคือบุหรี่ สำหรับคนที่สูบบุหรี่วันละซอง(ยี่สิบมวน)จะมีอัตราเสี่ยงมากกว่าผู้ไม่สูบเลยถึง “หกสิบ”เท่า… มากนะครับนั่น สำหรับผู้ไม่สูบ โอกาสรับควันต่างๆ ในฐานะ second smoker นั่นเหมือนผู้ร่วมชะตากรรมครับ ควันบุหรี่ที่ออกมาจากบุหรี่นั้น ยังไม่หนักเท่าตอนมันซื้ดลงไปรวมตัวกันในปอดแล้วพ่นออกมาเป็นควันขาวๆ ละเอียดพรื่ด ๆ (ขาซี้ดบอกว่ามันเนียนๆ ) คนรอบข้างก็จะรับเอาควันและสารต่างๆ ไปด้วย เขาบอกอีก(เช่นกัน)ว่า หากเลิกได้เสียตอนก่อนอายุสี่สิบ สภาพปอดจะยังคงเหมือนคนทั่วไป (ยังมีเวลาฟื้นตัว) แต่หากนานเนิ่นกว่านั้นแล้ว อาจจะสายไป จริงอยู่คนเราอาจจะไม่ได้ตายด้วยบุหรี่ หรือ มะเร็งปอด แต่การเอาชีวิตไปเสี่ยง เลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยงเสียครับ แต่ถ้ายังติดใจกับรสชาตของมัน ก็ว่ากันไป พี่นิบอกว่าบุหรี่เลิกง่ายจะตาย แกเองเลิกมาตั้งหลายร้อยครั้งแล้ว ไม่เห็นยากเลย .. แต่ตอนนี้คงจะเลิกขาดได้แล้วหลังไปขึ้นเขียงมาสองรอบแล้วขอเอาใจช่วยครับ  สถิติของพี่ไทยเราปัจจุบัน หกขวบก็ซี้ดกันแล้ว เร็วดีแท้ ๆ ตามสนง. หรือ ที่เที่ยวอโคจร เด็ก ๆ ตัวกระเปี๊ยกหญิงชายสูบกันแบบดูโก้เก๋ ก็ขอให้คิดว่าเป็นประสบการณ์ชีวิตละกัน ถึงเวลาก็คงเลิกกันเอง ใครเป็นพ่อแม่ ก็หาเงินให้มันให้พอซื้อบุหรี่เองนะครับ อย่าไปไถใครเขา จะเสียมาถึงพ่อแม่ได้
พรุ่งนี้เป็นวันเพ็ญเดือนหก สิบห้าค่ำ เป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนา คือ วันวิสาขบูชา วันที่บรรจบสามเหตุการณ์ของพระพุทธเจ้า องค์ศาสดา คือ ประสูติ ตรัสรู้ และ ปรินิพพาน องค์การยูเนสโก้ให้ความสำคัญกับวันนี้เช่นเดียวกัน ว่าเป็นวันพุทธศาสนาโลกกันเลยทีเดียว วันนี้พุทธศาสนิกชนก็จะร่วมกันรำลึกถึงคุณงามความดีของพระพุทธองค์ ทำบุญรับศีลให้ทานบำเพ็ญสมาธิ ทั้งหมดทั้งปวงนั้น ก็เพื่อให้ประสบแต่กรรมดี ใจบริสุทธิ์ อันส่งผลให้สิ่งดี ๆ เกิดกับผู้ปฏิบัติทั้งนั้น เป็นหลักการเดียวกันของทุกศาสนาในโลกใบนี้ จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว สิ่งดี ๆ ที่เกิดมาจากข้างใน ก็จะพาให้ร่างกายของจิตนั้นเป็นสุขไปด้วย บางคนหน้าตาเหมือนอมทุกข์มาเป็นโกฏิปี เกิดจากเนื้อในตนทั้งนั้น ทั้งความคิดร้าย คิดริษยา หรือ สิ่งที่ทำให้ใจขุ่นมัว ร่างกายก็เลยพาเหนื่อยหน่ายเหมือนแบตหมดไปด้วย…. ภาพยนต์เรื่อง Unbroken กล่าวถึงความทรหดของอดีตนักกีฬาวิ่งโอลิมปิคของสหรัฐ ช่วงที่เกิดสงครามโลก เขาถูกจับตัวเป็นเชลยในค่ายกักกันอันแสนสาหัส เขามีคำพูดอยู่คำ(ที่ผมจำได้) คือ If you can take it , you can make it ถ้าคุณผ่านมันไปได้ คุณก็จะประสบความสำเร็จ หนังปูพรมตั้งกะตอนเขาเริ่มจะเข้ามาวิ่งตอนเด็ก ๆมีพี่ชายที่จะผลักดันเขา ตัวเขาบอกว่า ไม่มีทางเลย เขาไม่มีทางทำได้หรอก พี่ชายเขาพูดคำนี้ก่อน และย้ำกับเขาว่า ตัวพี่ชายยังคิดว่าเขาต้องทำได้ ทำไมตัวเขาเองกลับคิดว่าเขาจะทำมันเองไม่ได้ ??​ต้องเชื่อสิว่าตัวเองทำได้ แล้วมันก็จะได้จริงๆ …​หนังดี ๆ จะเติมเชื้อไฟที่กำลังมอดดับให้คุโชนอีกครั้งได้ครับ (ถ้าต้องการ)… 
สัปดาห์ก่อนเช่นกัน ประเทศไทยประกาศการเข้าสู่หน้าฝนอย่างเป็นทางการตลอดสี่เดือนนี้ บางคนอาจจะว่าร้อนตับแล่บฝนบ้าอะไรกัน หน้าฝนเริ่มแล้วจริง ๆ ครับ จังหวัดด้านบน ๆ ตอนนี้ฝนตก ๓๐​ ถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ ก็ขอให้ตกหลังเขื่ิอนไปพลาง ๆ ก่อน ให้มีการกักน้ำเอาไว้ พื้นที่หน้าเขื่อนพวกท่วมซ้ำซาก (สุโขทัย และที่ลุ่มภาคกลาง)​ก็ต้องเตรียมย้ายของขึ้นสูงกันล่ะครับ จังหวัดขอบ ๆ อ่าวไทยแบบเราก็คงอีกสักเดือน แล้วคราวนี้แหละ หูดับตับไหม้ น้ำท่วมกันกระจายแน่ ๆ ศรีราชาระยองจันทรบุรีนี่ตอนนี้ ทุกปีซะแล้ว บ้านใครต้องเตรียมการอย่างไร ก็เล็ง ๆ หาเวลาไปช่วยทางบ้านด้วยครับ ปีก่อนบ้านลูกน้องผมที่ศรีราชายกเฟอร์นิเจอร์ชั้นล่างใหม่ทั้งชุด เพราะน้ำมาเข้าบ้านแล้วก็ผ่านไป เฟอร์เดี๋ยวนี้ลอยตัวผลิตจากวัสดุแบบว่าพองเมื่อโดนน้ำทันที เจอน้ำหลากแบบนั้นจบครับ ใหม่ยกชุด…. ระวังกันไว้ให้ดี ๆ 
สลับจากเมืองไทยข้ามไปทางอินเดีย ใครจะเชื่อตอนบนหิมะตก ตอนกลางและตอนล่างคลื่นความร้อนกระหน่ำ อุณหภูมิไปถึง ๔๕​ องศา ร้อนจนถนนยางมะตอยละลายย้วยเลื้อยไปหมด ทางม้าลายเป็นม้าลายจริง ๆ เลย ริ้วขึ้นตามถนน คนตายไปแล้วกว่าสองพันคน เป็นอีกครั้งที่ธรรมชาติกำลังบอกมนุษย์ว่า จะทำอะไร ๆ กับธรรมชาติน่ะ มันจะส่งผลมาหามนุษย์ทั้งนั้นแหละ อย่าได้คิดว่าจะเปลี่ยนกฏนี้ได้เลย บ้านเราที่ว่าร้อนจนแสบๆ ที่อินเดียนั่นน่ะไหม้เข้าไปถึงเซลล์ใต้ชั้นไขมันเลยนะครับ หนักหนาสาหัสจริง ๆ โลกปัจจุบันนี้ลำบากจริง ๆ (ไม่มีที่จะสงบเลย)
วันก่อนฟังข่าวว่าอีกไม่กี่ปีนี้ สังคมไทยเราจะเป็นสังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ (ประมาณอีกไม่เกินยี่สิบปีนี้)​นั่นคือคนที่อายุมากกว่า ๖๐ ปี จะมีสัดส่วนมากกว่า ๒๐​ เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด เจ็ดสิบกว่าล้านคน นั่นคือ เดินมาห้าคน เป็นแก่เสียหนึ่งคน ทั้งนี้เพราะสังคมเมืองที่จำกัดการมีบุตร หรือ ไม่มีการแต่งงานด้วยซ้ำ ผช.ก็เป็นโจรไปซะมาก ที่เหลือก็เบี่ยงเบน จะเลือกแต่หล่อลากดินก็จะไม่มีอะไรแดก จะเอารวยก็ต้องดูหนังหน้าตัวเองด้วย … งานนี้ เลยทำให้การแต่งงานมีคู่ยาก และยากเข้าไปอีกตอนจะมีบุตร เพราะทุกคนก็บอกว่า “ไม่พร้อม” คนแก่ก็แก่ไปเรื่อย ๆขณะที่การตายเดี๋ยวนี้ก็ยากนะ อะไร ๆ ก็ซ่อมได้ ตายช้าว่างั้นเถอะ เมื่ออัตราเกิดน้อย อัตราตายก็ช้า เราก็จะเกิดสังคมหัวโต คือ คนแก่มาก คนหาเลี้ยงคนแก่ (ผู้เสียภาษี) ก็น้อยลง รัฐบาลก็จะลำบากล่ะในการจะต้องสนับสนุนงบประมาณการสาธารณสุขเข้ามา นอกจากนั้นสถานที่ บริการต่างๆ ก็ต้องเตรียมให้พร้อมกับผู้สูงอายุเหล่านี้ ในการเดินทาง ใช้ชีวิต ฯลฯ นั่นเงินทั้งนั้น และที่ลำบากที่สุดก็ไอ้คนสว.พวกนี้ (ผมด้วย หากไม่ตายซะก่อน) ก็จะเป็นผู้ที่ผ่านการเป็นหนี้อย่างสาหัสมาทั้งชีวิต เรียกว่าออกจากระบบทำงานปุ๊บก็ไม่มีอะไรเหลือเลย เผลอ ๆ หนี้ยังไม่หมดด้วย แล้วจะอยู่จะกินอย่างไร ทุกวันนี้เบี้ยยังชีพห้าร้อย นั่งวินไปเอากลับมามันก็เอาไปแล้วหกสิบ เผลอกินน้ำชามะนาวอีกแก้ว สี่สิบ ยังไม่ได้ทำอะไรเลยหมดไปแล้วร้อยนึง ….​เราจะอยู่กันอย่างไรครับ ?? น้อง ๆ หลายคนคงยังไม่ต้องคิดถึงตัวเอง แต่ขอให้คิดถึงครอบครัวตัวเองว่า อีกหน่อยการเลี้ยงดูครอบครัวสูงวัยเราอาจจะต้องเป็นหลักมากขึ้น เพราะแก่กันเยอะ ไม่ยอมตาย คนเดียวอาจจะต้องหาเลี้ยงหลายคนมากขึ้น อย่าไปหวังอะไรกับน้ำบ่อหน้า หรือให้คนนั้นคนโน้นมาช่วย เราต้องช่วยตัวเองก่อนครับ รู้จักเก็บออมไว้บ้าง ตั้งใจให้ดีวันละสิบ ยี่สิบก็ดีสักวันมันก็พันก็หมื่น ผมเพิ่งคุยกับแม่บ้านสำนักงานของไซต์ ๑๖๕ แกบอกว่าแกเก็บเงินซื้อโทรศัพท์วันละบาท เก็บทุกวันไม่ได้ขาดเลย เก็บเป็นปีๆ จนสามารถนำเงินนั้นไปซื้อโทรศัพท์ให้ลูกชายได้หนึ่งเครื่อง เงินบาทเดียวครับ บาทเดียว แค่ตั้งใจ ถ้าลองไปคิดว่าเงินตั้งหลายพันจะเอามาจากไหน แล้วถ้าคิดเอาง่ายว่า ก็ไปซื้อผ่อน ไปกู้ ใช่เงินน่ะได้จริง ๆ แต่การมีหนี้คือบ่อเกิดของหายนะครับ ลองคิดดูนะครับว่าเมืือจะออกนอกระบบทำงานนั้น เราจะเอาเงินที่ไหนใช้ ?? ถ้ายังคิดไม่ออก ระหว่างนี้ ออมเงินไปเรื่อย ๆ ครับ ไม่มีอะไรเสียหาย
พูดถึงเรื่องการใช้เงินแล้ว ผมได้ดูคลิปการบรรยายเรื่องการใช้เงินของคนสามกลุ่ม ซึ่งมีความแตกต่างกันในการใช้ไปของเงินเมื่อได้รับเงินได้เข้ามา กลุ่มแรกผู้ใช้แรงงานหาเช้ากินค่ำ คนกลุ่มนี้ใช้เงินไปกับการ “ซื้อ” สิ่งต่างๆ คือเงินเข้ามาก็เอาไปซื้อเลย หลายอย่างไม่จำเป็นกับการดำรงชีพ แต่เป็นการซื้อสนองความต้องการ บางครั้งของที่ซื้อมาก็มากอง ๆไว้ไม่ได้ใช้อะไร แล้วก็ขนย้ายกลับภูมิลำเนากันเป็นคราวๆ เงินเก็บนั้น ไม่ต้องพูดถึง กลุ่มที่สอง พวกชนชั้นกลาง หรือ พวกมนุษย์เงินเดือนทั่วไป ที่ประหนึ่งมีรายได้ประจำทุกเดือน รับรู้รายได้ได้เสมอ ๆ พวกนี้ใช้ชีวิต “ติดกับดัก” ของการเงิน คือ เมื่อรู้ว่าเงินจะมาประจำ ก็ไปสร้างหนี้รอเอาไว้ เพราะคิดว่าเงินจะสามารถผ่อนจ่ายได้ ทั้งบ้าน รถยนต์ บัตรเครดิต หรือ สิ่งของอื่น ๆ ที่เป็นรายจ่ายประจำที่จะพอทำได้ และเนื่องจากถูกสถานะหลอกตัวเองว่าเป็น “ชนชั้นกลาง”​การใช้ชีวิตที่พึ่งพาเงินได้ประจำ จึงต้องไปผูกติดกับสินค้ายกระดับการใช้ การกินการอยู่ เช่นร้านอาหารหรู เสื้อผ้า ร้านกาแฟเกรดพรีเมี่ยม ฯลฯ และชีวิตชนชั้นกลางนี้ก็จะไปสุม ๆ กันตามห้างสรรพสินค้า หรือ แหล่งกินเที่ยว ซึ่งถ้าลองสังเกตให้ดี ทุกที่จะมีลดราคา โคตรลดกระหน่ำ ลดต่ำกว่าทุน​(ไม่รู้จะเอามาขายทำไม) ฯลฯ ดักชนชั้นกลางไว้ตอนต้นเดือนเท่านั้น เพราะ รู้ว่าศักยภาพการกินอยู่ มีได้แค่นั้น ที่เหลือ ติดกับดักของรายได้หมด…​นี่เป็นที่มาของวลี เงินเดือนกินได้แค่วันที่ห้า ที่เหลือมาม่ายันสิ้นเดือน…. ในฐานะที่เราเองเป็นมนุษย์เงินเดือน ผมฝากขอให้ทุกคนลองประเมินตัวเองดูว่า เราติดกับดักเช่นนี้หรือไม่ บางที รายได้ของเรานั้น ไม่สมดุลกับรายจ่ายบรรดามีทั้งหลาย การบิดเบือนตนเองด้วยการทำงานล่วงเวลา (แสวงหา) เพียงเพื่อ”รายได้” ที่เพิ่มขึ้น นั้น มันไม่ได้จีรังเลย รายได้จริงๆ ของเรายังเท่าเดิม คือ เงินเดือน สิ่งที่เพิ่มมาคือ การเอา “เวลา” ไปแลกมาเป็นเงิน สลับกันคิดดูว่า หากอยากเพิ่มรายได้ เราต้องทำอย่างไรกับความสามารถของเรามากว่าครับ ลองไปคิดดู ตอนนี้ข่าวว่ายอดเงินกู้อสังหาริมทรัพย์ถูกปฏิเสธถึง ๔๐​ เปอร์เซ็นต์ นี่แสดงถึงศักยภาพของการใช้เงินชนชั้นกลางตึงถึงตึงมากแล้ว นี่ขนาดบางที่ให้อยู่ฟรีตั้งปียังกู้ไม่ผ่าน นี่จะไปหวังอะไรกับยามชรา .. บริษัทบัตรเครดิตแจ้งว่าไตรมาสแรกนี้ คนแห่ชำระยอดขั้นต่ำจำนวนมากจนใจหาย จริง ๆแบ็งค์จะดีใจพวกผ่อนใช้ เพราะดอกเบี้ยจะได้เต็ม ๆ เลย แต่ เขาก็ต้องมีตัวเลขของเขาแล้วล่ะว่า หากมาแค่ขั้นต่ำแบบนี้ อีกไม่นานมันจะเป็นหนี้สงสัยจะสูญ แล้วกลายเป็นหนี้สูญในที่สุด ก็ต้องดูกันต่อไปครับ มาถึงกลุ่มคนสุดท้าย เขาใช้คำว่าคนร่ำรวย แต่จริง ๆ เขาไม่ได้หมายถึงฐานะการเงิน เขาหมายถึงผู้ที่(จะ)ร่ำรวยจากการใช้เงิน คนกลุ่มนี้จะเอารายได้ไปทำให้งอกเงยต่อไป (ใช้เงินทำงาน) เช่นออมในพันธบัตร หรือ อสังหาริมทรัพย์ (ซื้อแล้วผ่อนเดือนละหมื่น แต่ให้เช่าเดือนละสามหมื่น) ด้วยวิธีการใช้เงินแบบนี้ รายได้ของเขาจะมีแต่งอกเงย ถามว่าเขาไม่ใช้เงินไปเที่ยวไปกินแบบคนกลุ่มแรก หรือ คนกลุ่มสองเหรอ ใช้ครับ เขาใช้ แต่เขาใช้เงินที่เป็น”รายได้”ที่ได้จากการลงทุนไปใช้อีกทีหนึ่ง เวลาเรา(มนุษย์เงินเดือน)มองก็อาจจะมองว่า ก็เขารวยอยู่แล้ว เขาก็ไม่อยากได้อะไรแล้วสิ หรือ เขากินดีอยู่ดีอยู่แล้ว จะต้องไปหากินอะไรๆแบบคนอื่นล่ะ …​ลองคิดจากข้อความเหล่านั้นให้ดี เราจะเห็นว่า เป็นการมองจากมุมมองของเราล้วน ๆ ครับ ส่วนมุมมองของเขากับการใช้เงินโดยไม่ประมาทนั้น เราไม่ได้มองไปถึงเลย ลองพิจาณาดูแล้วกันนะครับว่าเป็นจริงกันบ้างไหม ผมนั้นเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับ
คนเรานี่ก็แปลกอย่างนะครับ เวลามีเหตุอันใดเกิดขึ้นกับตัวเอง เรามักจะเอาความผิดนั้นไปให้กับคนอื่น ถ้าไม่มีคนอื่นก็สิ่งอื่น ๆ น้อยคนที่จะยอมรับให้ได้ว่าเป็นสิ่งที่ตนเองต้องรับผิดชอบ หรือ รับแก้ไขเรื่องนั้น เรื่องแบบนี้ หากเป็นไม่บ่อยก็พอจะดัดคืนได้ แต่ถ้าเขาเส้นไปแล้วลำบากครับ เพราะทำให้ตรรกกะการประเมินเรื่องราวถูกบิดเบือนไป เช่นงานในหน้าที่ตัวเองไม่สำเร็จ เหตุผลคือ ไม่ได้รับข้อมูลจากอีกคนหนึ่ง ทั้งที่ การได้มาของข้อมูลนั้นคือการต้องประสานงานกัน การที่ไม่สามรถประสานงานกันได้นั่นคือ การ”บกพร่อง”ของหน้าที่ของตนที่จะต้องปรับปรุงโดยด่วน ไม่ใช่เอามันไปแปะไว้ที่คนอื่น สิ่งอื่น แล้วทำให้มันเหมือนว่าตัวเองไม่ผิดอะไรเลย ลองคิดดูเหตุการณ์รอบ ๆ ตัวเราให้ดีครับ ประมาณว่า หากหัวหน้าถามว่า “งานเมื่อคืนเสร็จไหม ?” แล้วได้รับคำตอบว่า “ฝนตกครับ”​ ???? คำตอบนี้บอกเป็นนัยยะสองอย่าง หนึ่ง ไม่เสร็จครับ และ สอง ไม่เสร็จไม่ใช่เพราะผมนะ เพราะฝนมันตก….. ที่ลืมบอกไปอีกอย่างคือข้อสาม คือ ต่อให้ฝนไม่ตกก็ไม่เสร็จ….. (นี่หัวหน้าบอกให้) คนที่เอาตัวเป็นที่ตั้งของการแก้ปัญหาจะมีความมุ่งมั่นที่จะไปสู่ความสำเร็จได้มากกว่ากลุ่มคนที่เอาสิ่งอื่นมาเป็นปัญหาทั้งนั้นแหละครับ ลองมองกันไปนาน ๆ ก็ได้
เรื่องก่อนจบ มีหมอดูสองคนรับทำนายเรื่องราวต่างๆ คนแรก มีค่าความแม่นยำหกสิบเปอร์เซ็นต์ ค่าดูสามพันบาท ส่วนคนที่สอง ค่าความแม่นยำยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ค่าดูหนึ่งพันบาท ถ้าเราต้องการให้หมอดูเป็นที่พึ่งในการตัดสินใจทำอะไรอย่างหนึ่ง จะทำอย่างไรถึงจะได้รับผลลัพท์ที่สำเร็จ ด้วยราคาดูหมอที่ต่ำที่สุดครับ…… ??? เรื่องนี้มีเพื่อนในกลุ่มไลน์ภาควิชาเดียวกันเอามาตั้งคำถาม วิศวกร วิศวเกินทั้งหลายก็ตอบกันใหญ่เลย ทั้งหลักสถิติ ความน่าจะเป็น สมการหลายตัวแปร ฯลฯ คำตอบสุดท้ายมาจากนักดูหมอเพื่อนหญิงที่เจ๊แกไม่คิดเยอะมาก แกบอกว่า ถ้าเป็นแก แกจะไปดูกับรายที่สอง จ่ายเงินพันเดียว แล้วเลือกทำตรงกันข้ามกับที่หมอบอก (ได้ค่าความแม่นขึ้นมาเป็นแปดสิบเปอร์เซ็นต์ ด้วยเงินที่น้อยกว่าที่สุด)… การคิดแบบกลับหัวกลับหางแบบนี้แหละครับ จะช่วยเราแก้ไขเรื่องปัญหาเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ซาก ๆ ที่แก้กันมานาน ๆ ไม่สำเร็จลงได้….(ซะที)
 
ขอบคุณที่พวกเราทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความเติบโต และความสำเร็จของงานที่เรากำลังทำอยู่นี้ร่วมกันครับ
 
บุญรักษา

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s