Manager Talk 20150524

สวัสดีครับเพื่อน ๆพนักงาน  TAC ทุกท่าน
         เพิ่งจะดูหนัง The Theory of Everything ได้ข้อคิดท้ายเรื่องที่ว่า ตราบที่จักรวาลกว้างออกไปได้ไม่สิ้นสุด ไม่รู้จุดจบนั้นอยู่ที่ใด ทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นไปได้ทั้งนั้น ขอให้เรามุ่งมองแต่สิ่งที่เราทำได้ เราทำเก่ง ทำให้ดีที่สุดเท่านั้น มันจะเป็นผลสำเร็จตามที่ต้องการ…. การเพลิดเพลินกับการดูภาพยนต์บางครั้งก็ให้แง่คิดที่ดีกับเราได้นะครับ ภาพยนต์ต่างประเทศที่เขียนและสร้างขึ้นมาแบบเป็นตำนานของวงการนั้น มันสามารถเข้าถึงและดึงอารมณ์ของผู้ดูออกมาได้ ไม่เหมือนกันด้วย บางคนคิดอย่าง บางคนคิดอีกอย่าง บางคนดูไม่รู้เรื่องก็มี นั่นเป็นศาสตร์และศิลป์มาก ๆ ครับ เรื่องเดียวกันดูคนละที ยังตีเรื่องไปคนละทางก็มี หนังดี ๆแม้จะดูหลายรอบก็ยังไม่เบื่อ ไม่ใช่เพราะเรารู้เนื้ิอหาแล้ว แต่บทบาท และ ความกินใจในการเดินเรื่อง มันไม่เหมือนกัน และขึ้นอยู่กับการเอาอารมณ์ของเราไปจับมันตอนนั้นด้วย ว่าเราอยู่ฟิลลิ่งไหน ก็ถือว่าเป็นการพักผ่อนที่เหมาะสมกับเวลาอย่างนึงครับ นี่เป็นสิ่งที่นักดูภาพยนตร์สุดเซ็งเวลาเข้าโรงหนังแล้วเจอลูกอีช่างจ้อ หรือ ลูกอีช่างเดา พูดประกอบไปเรื่อย บางคนถึงกับเดินออก แล้วมาดูใหม่เงียบ ๆ อีกรอบ
เช่นเดียวกับการทำงานแบบเรา ๆ งานก่อสร้างแบบนี้ ตั้งต้นเป็นมะลิซ้อน แตกใบอ่อนเป็นมะลิลา ทำกี่โครงการ มันก็เป็นแบบนี้ แปลกไหม ทำไมบางครั้งทำแล้ว เหมือนไม่ได้ทำ คือ เปลี่ยนโครงการ ก็ต้องมาเริ่มกันใหม่ คุยกันใหม่ วางแผนกำลังคน แบ่งงาน และก็มีปัญหาแบบเดิม ๆ ที่ต้องแก้ (ด้วยวิธีเดิม ๆ )​ ซ้ำไปซ้ำมาแบบนี้ ผมเข้าอยู่ในวงกลมของเรื่องซ้ำ ๆ นี้มาหลายรอบ เฝ้าสังเกต และ อยากจะพบผู้พาหลุดพ้นให้ดวงตาเห็นธรรมเสียทีว่า มันเกิดจากอะไรกันแน่ …​อะไรคือ สาเหตุ และ ทางแก้ที่ดีที่สุดคือ อะไร ? เริ่มต้นด้วยการดูภาพยนต์หลายรอบเก็บแง่คิด ตามต่อมาด้วยการทำงานซ้ำ ๆหลายรอบ เราก็ต้องเก็บแง่คิดเช่นกัน
ผมพบว่าสิ่งที่เป็นตัวร่วมของงานโครงการฯแบบเรา (หรือ ที่อื่น ๆ)​ก็คือ “คน”​ใช่ครับ “คน” แบบเรา ๆท่านๆ นี่แหละ การที่เอา”คน”ร้อยพ่อพันแม่มาอยู่ร่วมกัน ทำสิ่งเดียวกัน หรือ ร่วมทำสิ่งเดียวกัน ต้องมีการบริหารจัดการอย่างวิเศษมาก ๆ แต่ทั้งหมดนั้น ต้องไม่เกินสติปัญญาความสามารถของ “คน” ไปได้เช่นกันครับ สิ่งประหลาดของการจัดการในการดูแลคนมาก ๆ นี่เป็นสิ่งอัศจรรย์นะครับ ไม่ใช่หน้าที่ของใครของมันอย่างเดียว เป็นหน้าที่ของทุกคนที่”ร่วมกัน”ทำงานนั้นให้สำเร็จ มนุษย์จัดลำดับความสำคัญของระดับตนเองแบบอัตโนมัติอยู่แล้ว บางคนพร้อมจริง ๆ ในการจะเป็นผู้รับคำสั่ง บางคนพร้อมที่จะเป็นผู้สั่ง หรือ ผู้นำ บางคนไม่รู้ตัวเองว่าเหมาะทางไหน ต้องให้คนมาชี้ทางแนะนำให้ ความวุ่นวายของการทำงานกับคนมาก ๆ มันเกิดตรงนี้แหละครับ กับการอยู่ของคนระดับต่างๆ เหล่านี้ การอยู่แบบผิดฝาผิดตัว หรือ ผิดเวลา บางครั้งทำให้กระบวนรวนไปหมด เปรียบกระบวนทหารที่เขายังต้องแบ่งชั้นยศต่างๆ ตามระดับการบังคับบัญชา สั่งการ เอานายสิบไปคุมนายร้อย หรือ เอานายพันไปดูทหารใหม่ เหล่านี้ล้วนจะพามาซึ่งความปวดกบาล นอกนั้นวินัยที่หย่อนยาน และ ถดถอย ก็จะพาให้การดูแลคนหมู่มากค่อย ๆสลายไปเหมือน ไร้การควบคุมในที่สุด และ ธรรมชาติของมนุษย์ลิงเจ็ดล้านปีก็จะกลับมาเมื่อไร้การควบคุม ก็คือ ไร้ระเบียบและวุ่นวาย นี่คือสิ่งที่เป็นกมลสันดานของเผ่าพันธ์ของเราครับ การยกระดับจิตใจ การให้ความรู้ การให้การศึกษา สามารถทำให้มนุษย์แยกแยะเรื่องผิดชอบชั่วดี ออกได้ รู้อะไรควร ไม่ควร แต่การปราศจากการยับยั้ง จะทำให้คนบางกลุ่มค่อย ๆ เลื่อนไหลไปทางไร้ระเบียบเสมอครับ นั่นจึงทำให้ต้องมีเรื่องวินัย หรือ ระดับบ้านเมืองก็คือกฏหมาย ที่จะเข้ามาดูแล ถามว่า กฎหมายป้องกันคนปล้นเซเว่นได้ไหม ไม่ได้ครับ ทุกวันนี้ คนก็ยังปล้นกันอยู่ทุกคืน แต่กฏหมายและการปลูกฝังจริยธรรม ทำให้เราคนดี ๆ ไม่ไปทำเช่นนั้นเข้า ไม่ได้กลัวโดนจับ แต่เพราะ เราแยกแยะออกว่าอะไรดีควรทำ อะไรไม่ดีก็ไม่ควรทำ
ที่กล่าวเช่นนี้ ไม่ได้หมายว่า คนที่ทำงานนั้นเป็นคนไม่ดีทั้งหมด เปล่าเลย แต่สิ่งต่างๆ ที่วุ่นวาย ๆกันนั้นล้วนเกิดจากคน การคัดกรองคนที่รู้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร และ มีสติปัญญารับผิดชอบ ยับยั้งการกระทำที่ทำให้เกิดปัญหานั้น เป็นสิ่งที่ควรกระทำในเบื้องต้น การให้ความรู้ การศึกษา เพื่อความสามารถที่มากขึ้น เพื่อให้รับผิดชอบสิ่งต่างๆ มากขึ้น ก็เป็นเรื่องจำเป็น หลายคนเชื่อว่า คนที่ไม่ได้ความ ก็คือ ไม่ได้ความ เช่น คนที่ไม่เข้าคิวชอบแซงคนอื่น คนที่ส่งเสียงดังในที่สาธารณะ คนที่เฝ้าแต่จะโกงของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง มีการทดลองเรื่องการจัดระเบียบของสิ่งต่างๆ เพื่อกำหนดพฤติกรรมของคนมากมาย ล้วนได้ผลไปทางเดียวกันว่า หากไม่มีการ”จัดการ”ที่เหมาะสม การเป็น”ระเบียบ”ของมนุษย์จะเกิดขึ้นไม่ได้ ยกตัวอย่างเร็ว ๆนี้ มีเด็กพระจอมเกล้าลาดกระบังกลุ่มหนึ่ง สังเกตพฤติกรรมของคนกทม.ที่รอคิวรถตู้ ว่า เมื่อรถเข้ามา คนจะกรูแย่งกันไปออตรงประตู คนลงก็ลงไม่ได้ คนจะขึ้นก็เบียดขึ้นไปนั่งตัวแรกขวางทางซะงั้น (ลงง่ายสุด) สร้างความโกลาหลให้กับคนทั้งหมด และ จราจรติดขัดไร้ระเบียบ ทางแก้ไข ก็มีป้าย “กรุณาเข้าคิว”​ไปแปะเป็นยันต์ไว้แผ่นหนึ่ง ก็ช่วยอะไรไม่ได้ เเด็กเหล่านี้ เขาทำอย่างไรรู้ไหมครับ เขาเอาสีไปทาฟุตบาทเป็นวงกลมที่มีเลข ๑​ ถึง ๑๐​ เป็นสองแถว ๆ ละห้าวง ตรงตำแหน่งที่รถจะมาเข้าจอด และทำการติดตั้งกล้องถ่ายไว้เพื่อดูพฤติกรรมของคนเหล่านั้น ในเวลาไม่นาน (รถไม่กี่คัน)​ คนที่มารอรถเริ่มเข้าไปยืนในตำแหน่งเลขต่างๆ จาก ๑​ ไป สิบ คนที่เหลือ ก็ต่อไปจากคนที่เลขสิบ พอรถมา เบอร์หนึ่งรู้ว่าไม่มีใครแย่งขึ้นแน่ ก็ยืนนิ่งรถให้คนลงมาก่อน แล้วจึงขึ้น พอหมดสิบคน คิวใหม่ก็มายืนรอเช่นเดิม ถามว่า ในพวกคนรอนี้ เป็นพวกที่เคยมั่ว ๆ มาทุกวันไหม ใช่ครับ เป็นคนชุดเดียวกันแน่นอน แล้วอะไรที่ทำให้คนเหล่านั้นมาเปลี่ยนนิสัยการรอการแย่งกันขึ้นรถได้ ??? คนที่มายืนชุดแรกเป็นพวกมีการศึกษาปริญญาเอกเหรอ ? ก็เปล่าเลย ทุกคนล้วนยังเป็นคนเดิม สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ การจัดการ ที่เหมาะสม ที่ทำให้”คน”แยกแยะความควร และ ไม่ควรได้เอง และไม่อยากจะถูกตำหนิหรือติโดยคนอื่นว่าคูุณไม่เข้าพวก…..​จริงอยู่พวกมนุษย์ป้าบางคนมีแน่นอน ที่ไม่สนใจชาวบ้านชาวช่องเขาเลย แต่ นั่นน้อยมาก และ อาจจะโดนสิบคนที่รอเป็นระเบียบตำหนิเอาแรง ๆ ได้ แต่กลับกัน เมื่อทุกคนพร้อมกันมั่ว คนดี ๆ ที่ไม่อยากมั่วก็ต้องมั่วไปด้วย ไม่งั้นก็อยู่ไม่ได้ นี่คือ การปล่อยให้คนดูแลกันเอง ขาดการจัดการครับ ตัวอย่างของเรื่องนี้แบบอื่นก็เช่น การทำลูกศรทางเดินบนพื้น ให้ชิดซ้าย ขวา หรือ การทำรั้ว ทำช่องให้เดินเข้าช่องขายตั๋ว หรือ โรงอาหาร ฯลฯ จำไว้เถอะครับว่า ก่อนเราจะด่าใครว่า ไม่มีระเบียบนั้น เราได้ “จัดการ” อะไรให้เขาบ้างหรือยัง ??? แม้เรื่องง่าย ๆอย่างในโรงงานของเรา การที่คนเดินในโรงงานที่ทำงานกันอยู่แบบผ่านทุ่งระเบิดสนามรบไปมานั้น เราบอกว่าโคตรอันตราย คนงานโคตรมั่ว ฯลฯ ถามตัวเองก่อนไหมว่า มีการระบุ ชี้บ่ง การขีดสี ตีเส้น หรือ กำหนดไหมว่า ตรงไหนควรเดิน ตรงไหนไม่ควรเดิน ถนนฝั่งไหนเดิน ฝั่งไหนจอดรถ ฯลฯ .….​การแก้ไขปัญหาแบบนี้บางอย่าง เหมือนพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้มาบันดาลใจให้พนักงานทำตามสิ่งที่”ถูกต้อง” (ซึ่งไม่รู้ว่าถูกต้องนั้นใครกำหนด)  ประหนึ่ง การพึ่งการเขียนป้ายไปแปะว่า “ที่หมาเยี่ยว”​ไปแปะข้างรั้ว โดยไม่ได้ต้องการให้หมารู้ว่ามาเยี่ยวตรงนี้ แต่ต้องการให้คนรู้ว่า คนเยี่ยวที่หมา …..​ถามว่า จะแก้ปัญหาได้ไหม นอกจากต้องฝึกให้หมามาสะกิดขาคนที่กำลังเยี่ยวว่า “พี่ ๆ ที่ผมครับ”….
นอกจากนี้แล้ว ยังมีการทดลองที่สุ่มทำเพื่อสังเกตุพฤติกรรมของคนที่มักจะทำสิ่งไม่ดี หรือ สิ่งผิด ๆ ทั้งหลาย โดยสร้างสถานการณ์จำลองต่าง ๆกัน ได้ข้อสรุปที่ประหลาดมาอีกหนึ่งอย่าง คือ มนุษย์ลิงแบบเรามีการตอบสนองกับการถูกมอง ไม่ว่าจะโดยตรง หรือ จากรูปภาพก็ตาม เราจะรู้สึกมันมีว่ามีการจับตามอง หรือ เราไม่ได้อยู่คนเดียว เมื่อมนุษย์ถูกสถานการณ์กำหนดเสียแล้วว่ามีคนกำลังจับตา หรือ มีคนกำลังเฝ้ามอง หรือ แอบมองเราอยู่ แนวโน้มของคนที่จะไหลไปทางทำอะไรนอกลู่นอกทาง ก็จะกลับมาเป็นปรกติ (ไม่กล้าแหกจารีต) ด้วยวิธีการเช่นนี้ ทำให้เกิด”จ่าเฉย”​ มายืนอ้าปากบ๋อตามไฟแดงให้คนตกใจเล่น หรือ ป้ายใหญ่ ๆ เป็นรูปคนมองมาทางเรา ชี้หน้าเรา เห็นตามสนามบิน หรือ ห้างสรรพสินค้า ต้องหันมองทุกที (คิดจะฉกของของเขา ก็คิดหนัก)​รวมถึง การติดกล้องวงจรปิด แล้วต้องเอาป้ายมาแปะ หรือ มาแสดงผ่านจอให้เห็นว่า ที่นี่มีกล้องนะ (ทำอะไร ๆ ก็ระวังด้วย)​แนวโน้มนี้ ยังรวมไปถึงผู้ทำงานในสนง. หรือ ที่อื่นๆ  ที่จะแสดงอาการสะดุ้ง หรือ ตกอกตกใจ เวลาเจอใครบางคนเดินมา หรือ มองมา ที่เป็นเช่นนั้นให้สันนิษฐานได้เลยว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่ มันไม่ถูกต้อง และ เขาก็รู้ด้วยว่าไม่ถูกต้อง ถึงได้สะดุ้งโหยงแบบนั้น และ ในเมื่อการทำงานต้องมีเพื่อนพ้องร่วมกันในบริเวณนั้นมาก แต่กลับไม่ได้มีอาการสะดุ้ง ว่าไม่ถูกต้องกับคนตรงนั้น ก็ให้สันนิษฐานรวมกันไว้เลยว่า หลายๆ คนตรงนั้น มีพฤติกรรมคล้าย ๆกัน (ไม่มีใครเป็นรองใคร) นั่นเอง….ถ้าเป็นเช่่นนั้นเสียแล้ว การที่กำหนดพื้นที่ทำงานไกลหูไกลตา และได้หัวหน้า หรือ พนักงานที่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ (มันช่างรับกันอย่างเหมาะเจาะ หูตา หายหมด) มันก็ไม่ต่างไปกับการเปิดมูลนิธิที่ให้คนมาพึ่งพิงโดยไม่ต้องแสวงหากำไรใด ๆ (แบบค่ายโรฮิญญา) แต่ การจะทำเช่นนั้นได้ ต้องมีเงินทุนสนับสนุน ถ้าองค์กรใดยังไม่พร้อมจะสร้างโรงทานแบบนั้น ก็ต้องเริ่มดูครับ ว่า “การจัดการ” นั้นเหมาะสมหรือยัง ผมเน้นครับว่า คนทำงาน ไม่ได้ทำอะไรประหลาด เป็นพฤติกรรมโดยทั่วไปของมนุษย์ลิงเช่นเรา เมื่อเห็นใครทำได้ เราก็จะทำด้วย การดูแล ควบคุม และ จัดการ จะทำให้คนที่ทำอะไรประหลาดเป็นคนกลุ่มน้อยไป…. เพื่อให้เห็นภาพ สมัยเด็ก ๆ เวลาครูจะให้การบ้าน หรือให้อ่านหนังสือเงียบๆ ในห้อง ก่อนออกไปครูจะบอกว่า “เธอ จดชื่อคนคุยไว้ให้ครูนะ”​การที่ครูทำเช่นนั้น ก็ไม่ต่างกับการทำให้ทุกคนอยู่ใน “สายตา” ของครู​แม้ครูจะไม่อยู่ตรงนั้น นร.ส่วนใหญ่จะทำตามที่ครูบอก มีส่วนน้อยที่จะไม่เป็นเช่นนั้น แต่ถ้าพวกนั้นมีความเกรง”หัวหน้าห้อง”ว่าจะจดชื่อไปฟ้องครู ซึ่งเป็นการทำหน้าที่ของเขาตามที่ได้รับมอบหมาย แล้วจะนำไปสู่การถูกทำโทษ การกระทำนั้นก็จะลดลงโดยปริยาย เว้นเสียแต่เขาเหล่านั้นจะเชื่อว่า “หัวหน้าห้อง” ไม่มีภาวะของหัวหน้านั้น หรือ เป็นพวกเดียวกับเขา การกระทำนั้นก็จะยังคงเกิดขึ้น โดยครูก็ไม่ได้รับรู้อะไร เป็นความบกพร่องร่วมกันของทั้งครู และ หัวหน้าห้อง ในการคัดสรร และ ไว้ใจกันและกันให้ทำหน้าที่นั้นเอง จะไปโทษลมฟ้าอากาศที่ไหนไม่ได้เลย
จากหนังเรื่องเดียวลากมาเสียยาว(ไกล) เพื่อให้เป็นข้อคิดครับว่า ก่อนการจะลงมือตำหนิต่อว่าสิ่งใดรอบกาย ให้ถามตัวเองอีกครั้งว่า เราได้ให้ความสำคัญกับการจัดการสิ่งนั้นดีพอหรือยัง หากว่ายัง ก็อย่าเพิ่งไปต่อว่าอะไรเลย ควรจะเริ่มต้นจากตัวเราก่อนดีกว่า เมื่อเราได้ทำในส่วนของเราดีเสียแล้ว ด้วยความเชื่อที่ว่าทุกคนรอบ ๆตัวเรา ก็ต้องพร้อมจะเป็นคนดีเช่นเราก็จะค่อยๆ ลากจูงคนที่มีลักษณะเดียวกันให้ไปในทางเดียวกัน เขามีทฤษฎีแรงดึงดูดกล่าวไว้ครับว่า ของสิ่งเดียวกัน คนลักษณะเดียวกัน จะดึงดูดกันเอง เราเป็นคนเช่นไร ไม่ต้องไปถามใคร ให้ดูหน้าและนิสัยของคนที่เราคบก็บอกได้แล้ว …​ฝรั่งมีคำพูดว่า บอกชื่อเพื่อนคุณมาห้าคน ฉันจะบอกได้เลยว่าคุณเป็นคนอย่างไร ถ้าเราเป็นคนแหกปากโวยวาย เราก็มันจะคบเพื่อนแบบนั้น ถ้าเราชอบดูถูกคนเพื่อนเราก็เป็นแบบนั้น ถ้าเราใจบุญสุนทานเพื่อนก็จะเป็นแนวนั้น น้อยมากที่เจ้าหญิงจะไปคบโจร ทฤษฏีนี้ไม่ได้สนับสนุนไว้ พนักงานที่ขยันขันแข็ง ก็จะรวมตัวกันในทีมที่ขยันขันแข็ง ส่วนพวกขี้เกียจ หลบอู้ ก็จะมารวมตัวกันได้เสมอ ๆ ทุกครั้งไป นี่แหละครับทฤษฏีแรงดึงดูด ถ้าเราคิดดี ทำดี ไม่ว่าเราจะดูดใครมา หรือ ในที่สุดเราก็จะถูกคนเช่นนั้นดูดไปร่วมด้วยครับ ผู้ตั้งใจใฝ่หาความรู้ ก็จะถูกห้อมล้อมไปด้วยคนใฝ่รู้เช่นกัน เมื่อรู้ซะงั้นแล้ว จงเลือกซะว่าคุณต้องการชีวิตแบบไหน แล้วตั้งใจที่จะเป็นเช่นนั้น ไม่นาน แรงดึงดูดจะทำหน้าที่ของมันครับ เริ่มเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เสีย เขากล่าวว่า การเรียนรู้นั้นเป็นการลงทุนชนิดหนึ่ง มีต้นทุน บางคนอาจจะว่า มีได้งัยก็มาทำงานให้เขาโขกสับอยู่นี่ได้เงินนะ เขาให้ลองคิดกลับกันว่าค่าของการไม่รู้ หรือค่าโง่นั้น มูลค่ามากแค่ไหน ที่ในชีวิตต้องเคยจ่ายไป นั่นแหละครับ มูลค่าของการเรียนรู้ (ไม่ให้โง่)
ท้ายสุดเรื่องเล่าปิดเรื่อง ผมอ่านหนังสือของคุณกรณ์ จาติกวนิช อดีตรมต.คลัง เขาเล่าเรื่องกบห้าตัวเกาะอยู่บนขอนไม้ที่ลอยน้ำสงบนิ่ง กบบางตัวมีความคิดว่า หนองน้ำถัดไปน่าจะดีกว่าตรงนี้ บางตัวคิดว่าหากลงไปว่ายในน้ำคงจะสดชื่นดีกว่าเกาะไม้ลอยไปแบบนี้ ท้ายที่สุด กบสี่ตัวตัดสินใจกระโดดลงน้ำ ….​ถามว่า จะเหลือกบกี่ตัวเกาะขอนไม้นั้น ???​ คำตอบคือ เหลือกบห้าตัวเช่นเดิม เหตุผลเพราะว่า ความคิด หรือ การตัดสินใจ เป็นคนละเรื่องกับการกระทำ หากคุณมัวแต่คิด มัวแต่รำพึง หรือ แม้แต่ตัดสินใจจะทำอะไร แต่…​“ไม่ลงมือทำ”​ เมื่อนั้น สิ่งที่คิด วาดฝัน หรือ ตัดสินใจ ก็ยังคงเป็นอยู่อย่างนั้น ไม่มีอะไรไเปลี่ยนแปลงครับ 
ขอบคุณที่พวกเราทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความเติบโต และความสำเร็จของงานที่เรากำลังทำอยู่นี้ร่วมกันครับ
 
บุญรักษา

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s