Manager Talk 20150419

สวัสดีครับเพื่อน ๆพนักงาน  TAC ทุกท่าน
          คลายร้อนกันมาเรียบร้อยจากเทศกาลสงกรานต์ สาดน้ำกันเพลินไป เดินทางกลับมาทำงานกันปลอดภัยทุกผู้ทุกคนก็ดีแล้วครับ ปีนี้วันหยุดมันคร่อม ๆ สัปดาห์ชอบกล เลยมีการลาต่อเนื่องกันหลายหน่อย บางที่โหรงเหรงมาก คนบางตา คนมาก็ต้องดูงานให้ทำ คนไม่มาก็ต้องว่ากันตามสิทธิ พวกมาแล้วกลัวผีหลอก หายไปอีกทีก็มี ทำให้คนทำงานที่รอกันอยู่ตายยกทีม นี่คือตัวอย่างด้านความพร้อมของทีมงานครับ เราเป็นงานไซต์ แบ่งงานตามพื้นที่และชุดงาน เป็นชุด ๆไป รวมทั้งงานสนับสนุนพวกอินไดเรคท์ การจัดวางรูปแบบของทีมงานไม่ลงตัว ทำให้งานของทั้งทีมไปไม่ได้ มีผู้รู้คนหนึ่งเคยบอกผมว่า หากเราเห็นทีมงานที่”ควรจะ” ประจำพื้นที่หน้างานเดินไปเดินมา นั่นแสดงว่า คุณกำลังมีอะไรบางอย่างผิดปรกติ เพราะ การจัดวางกำลังของทีมนั้น มุ่งให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดทางการผลิต นั่นคือ ทุกคนอยู่ในที่ตั้ง พร้อมทำงาน งานที่เตรียมไว้ จัดหาไว้ ตรงนั้น ตำแหน่งนั้น เท่านั้น หากทำได้ งานจะออกมาด้วยประสิทธิผลสูงสุด นั่นคือ การเสริฟงาน สนับสนุนการทำงาน ต้องพร้อม และ เต็มร้อย เอาง่าย ๆ ถ้าเป็นงานก่อปูนฉาบผนังของบ้านสักหลัง หัวหน้างานต้องวางแผนแล้วว่า วันนี้ จะมีการทำงานนั้น วัสดุที่ต้องการ อิฐ หิน ปูน ทราย กะบะร่อนทราย น้ำ และ จอบผสมปูน เกรียงก่อ เกรียงฉาบ ฟองน้ำปัดหน้าปูน ต้องพร้อม ตะปูพร้อมเอ็นขึงแนว สามขาสำหรับขึ้นก่อ สายยางระดับน้ำ ต้องมี พอจัดหาเสร็จปุ๊บ เช้ามา หน.งานก็บอกว่า วันนี้ ก่อผนังสามด้าน เสน็จแล้วมาฉาบสองฝั่งตรงนี้ ประมาณนี้ ได้วันนึง ของอยู่นี่ คนเท่านี้ เอ้า ลงมือทำ พนักงานที่เป็นช่างปูน ช่างก่อ ช่างฉาบ และ กรรมกร ก็จะเข้าทำงานตามจุดอย่างต่อเนื่อง งานเย็นนั้นจะมากน้อย ก็ไม่ผิดไปจากที่หน.งานซึ่งเป็นผู้มีปสก.ประเมินไว้เท่าไหร่
แต่หากเราไปเจอชุดทำงานแบบว่า เอ้า วันนี้ทำรัยกันดี แล้วก็เริ่ม”หางาน” ทำกันตอนเช่้า ถามว่า การจัดเตรียม จัดวางคน และ เครื่องมือ จะพร้อมได้อย่างไร ตย.จากข้างบน หากปุบปับ หน.งานบอกว่าให้ก่อปูนก่อน งานตรงโน้นหยุดไว้ พอคนงานมาถึง หน.ไหนที่ร่อนทรายอ่ะ ? เอ้า ไม่มีเหรอ เดินไปสโตร์ไป หน.ระดับน้ำไม่มี เอาสายยางตรงโน้นมาก่อนได้ไหม …​หน.อิฐมันไม่พออ่ะ ของจะเข้าพรุ่งนี้ ห๊า ทำไปก่อนเหรอ แล้วถ้ามันไม่เต็มหน้า จะฉาบไม่ได้นะ อะไรนะ อ๋อ ให้ทำก็ทำ … โอเค ได้ ๆ เออ ไอ้คนผสมปูนมันออกไปข้างนอกแป๊บนะ เห็นว่ารถขาดส่ง ไปต่อดอกก่อน รอคนกลับมาผสมปูนก่อนนะ ฯลฯ นี่คือตัวอย่างเบาะ ๆ ของคนทำงานชุดเดียว ถ้ามากไปกว่านี้ ลองประเมินดู ว่าจะยุ่งเป็นลิงขนาดไหน และ ผลผลิตที่ได้แต่ละวันก็ไม่เคยพอเพียง และ คุ้มค่าเลย ขนาดของทีมก็มีผล ปริมาณของคนที่มากไป หรือ น้อยไป ทำให้งานออกมาไม่เหมือนกัน น้อยไป การหยิบจับฉวย ทำไม่ได้คล่องตัว มากไปก็เอามือแตะ ๆ กันไป หน้าแดงแรงไม่ออกก็มี การจัดการของหัวหน้างานสำคัญมากครับกับเรื่องนี้ มีทฤษฎีที่ผมได้ยินตอนเด็ก เรียนมัธยม อาจารย์บอกว่า มันชื่อ “ทฤษฎีลดน้อยถอยลง”​มันจะว่ายังไงผมจำไม่ได้ แต่ตัวอย่างที่อาจารย์สาธิตให้ดูคือ ให้นร.คนหนึ่งอาสามายกโต๊ะ ออกไปจากห้อง ทางประตู ยกเสร็จอาจารย์ถามว่าลำบากไหม เพื่อนบอกว่า หนักครับ เอ้า งั้นเรียกเพื่อนไปช่วยคนนึง เป็นสองคน ยกเข้าห้อง อาจารย์ถามว่า ลำบากไหม เพื่อนตอบว่า ดีขึ้นมาหน่อยครับ หันหน้าไปทางเดียวกันแล้วเดิน อาจารย์เรียกเพื่อนมาอีกสอง เป็นสี่ เข้าคนละมุมยกโต๊ะนักเรียนตัวเดียว ตอนนี้ เริ่มเดินเป็นปู ตอนจะผ่านประตูก็ต้องยัด ๆเข้าไป อาจารย์ถามว่า เบาไหม เพื่อนตอบว่า เบาลงครับ (เพราะช่วยกันสี่คน) แต่มันเดินลำบาก เอ้า งั้นเอาไปอีกสอง เป็นหกคน คราวนี้ การยกนั้นทำไม่ได้แล้วครับ ไม่มีที่จับ และผ่านประตูเข้ามาไม่ได้…​อาจารย์สรุปให้ฟังว่า งานประมาณหนึ่ง ต้องคนประมาณหนึ่งไม่มากไป ไม่น้อยไป คนจะทำงานได้สบาย หน.งานต้องสอดส่องเป็นธุระ ว่าการจัดการทีมนั้นพอเพียงไหม กลับมาเรื่องเดิม หากเราประสานงานและเตรียมงานไม่ดี พนักงานที่ทำงานก็จะต้องมาคอยยุ่งเหยิงไปติดตามเรื่องต่างๆ ด้วยตัวเองและเสียงานไปมาก อย่ามองว่าผมหมายถึงพนักงานที่ทำงานหน้างานเป็นผู้ที่ต้องดูแลงานของตัวเองนะครับ เรามีพนักงานกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวจักรสนับสนุนการทำงานของหน้างาน และ คนกลุ่มนั้นคือ อินไดเรคท์งัยครับ 
อินไดเรคท์ก็คือ เรา ๆ ท่าน ๆที่ได้อ่านข้อความนี้อยู่นั่นแหละครับ พวกเราทั้งหลายล้วนมีหน้าที่ต้องจัดการ เป็นธุระ ดำเนินการ วางแผน ติดตาม และประเมินการทำงานของทีมงานหน้างาน ว่าจะเป็นไปตามแผนงาน ด้วยวิธีการ และ อุปกรณ์ที่พร้อม วัสดุ เครื่องมือ เอกสาร และ การตรวจสอบ เป็นไปตามข้อกำหนดหรือไม่ เรียกง่าย ๆ ว่า เสริฟ…. หน้างาน ให้พร้อม ผู้รู้ท่านนั้นได้ให้ความรู้กับผมไว้ว่า “คน” นั้นทำงานร่วมกัน งานใดงานหนึ่งที่มีทุกอย่างพร้อมอยู่ จะสามารถ”วัด”ประสิทธิภาพของการทำงานออกมาได้เสมอ เช่น ขุดดิน ก่ออิฐ ประกอบ เชื่อม ฯลฯ และไอ้ค่าพวกนี้ ที่มันขึ้น ๆ ลง ๆ ก็เพราะ “ความพร้อม” ของงานมันไม่มีเท่า ๆ กัน งานเดียวกัน หากเปลี่ยนชุดอินไดเรคท์เข้าดูแล งานจะออกมาไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะให้แบบผิด ทำแล้วต้องแก้ แก้ทีเดียวไม่พอ สองรอบสามรอบ ของก็ขาดลงไป บางคน เบิกของมากองให้เลย และ เช็คแล้วด้วยว่าของครบ ทำได้ทันที บางคน วางแผนเอาวัสดุออกจากพื้นที่ทำงานอย่างต่อเนื่อง ทำให้พื้นที่ทำงานเปิดตลอดเวลาไม่ต้องหาหลืบหารู ลงไปประกอบเชื่อมจนสุมท่วมหัว บางคนเน้นกระบวนการ ทั้งรับและจ่าย เอาเข้าเอาออก ให้ถูกต้อง ลงบันทึก แจกจ่าย ตรงกับที่หน้างานต้องการขึ้นงาน ฯลฯ​นี่เองเป็นสาเหตุที่เมื่อเกิดวิกฤติใด ๆ A-Team  จะต้องถูกเรียกเข้ามาทุกครั้ง ในทุก ๆ ที่ พวกเขาเหล่านั้น ไม่ได้มาทำอะไรกับงานเลย เขายังคงให้หน้างานทำงานเหมือนเดิม เพียงแต่มา “ดูแล”​ ปรับปรุง และ เพิ่มเติมเรื่องการเตรียมงาน การประสานงาน ให้มากขึ้น งานก็จะลื่นไหลไปได้ มีคำถามว่า งั้นแอดมินกับเอชอาร์ก็ไม่มีส่วนร่วมอะไรน่ะสิ เพราะเอกเทศ ไม่ขึ้นกับหน้างาน ผิดถนัดครับ งานแอดมินนั้นคือ หัวใจของงานเลย เป็นพลาธิการของกองทัพ น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี ที่จอดรถ ห้องน้ำ ห้องส้วม เติมน้ำมัน อาหารกล่อง รถรับส่ง ไปแล้วไปลับ ไม่กลับมาอีก คนกลัวตกรถ หนีกลับก่อน ฯลฯ เรื่องนี้ คือเรื่องเกี่ยวกับ “คน”ล้วน ๆ หัวใจของงานคือ “คน”​เราต้องดูแลคนให้พร้อมครับ เช่นเดียวกัน งานบุคคล ที่เหมือนจะไม่เกี่ยวนั้น ณ วันนี้ คนงานหลายสิบหลายร้อยคน เดินเข้าออก สนง.ทั้งที่ไซต์ และ ช็อป เพื่อ เซ็นตสัญญา ส่งเอกสาร ตามชม.ตกหล่น ส่งโอที ขอใบลา เคลียร์ของ ส่งเบอร์เสื้อ ขอเอกสารเงินเดือน รับสลิป ฯลฯ​ เอากันง่าย ๆ แค่วันละ สามร้อยคน​ (จากพันห้าร้อยคนทั้งหมด) คนละ ยี่สิบนาที (ไปกลับ) คิิดเป็นค่าใช้จ่ายต่อวัน ตก หนึ่งหมื่นบาทครับ ….. (ถ้าคิดว่าผมเมค ลองดู 300 คน คูณ​ (20 นาที / 480 นาที) เป็น 12.5 คน ต่อวัน คูณ เรตเฉลี่ย 800 บาทต่อคนต่อวัน เท่ากับ 10,000 บาท พอดีเป๊ะ) เดือนหนึ่งก็สามแสนบาท หายไปเฉย ๆ แทนที่จะเอาไปทำงานสร้างรายได้ เราต้องมาจ่ายเงินส่วนนี้ไปเฉย ๆ ไม่ได้อะไรคืนมาด้วย (นอกจากคำด่า คำบ่น ของคนงาน) เช่นเดียวกันครับ งานความปลอดภัย หากเราทำทุกอย่างให้พร้อม การทำงานก็ไปได้ราบรื่น การขาดอะไรไปบางอย่าง และ นำทีมงานเข้าสู่การรอคอย จะทำให้ต้นทุนเรามากขึ้นโดยไม่จำเป็นครับ หรือเอางานจัดซื้อ สโตร์ หากเอาของเข้ามามาก เงินก็จมไปกับค่าของ และ ค่าจัดเก็บ (เราเก็บของในที่จัดเก็บมีต้นทุนนะครับ ใครบอกว่าที่ของเราเอง ลองคิดดูใหม่ได้ เพราะค่าไฟฟ้า ค่ายกขึ้นลง ฟอร์คลิฟต์ น้ำมัน ฯลฯ นั่นเงินทั้งนั้น) หากซื้อน้อยไป ไม่ทันการ ของขาด เกิดการรอคอย ก็ง่อยครับ งานสะดุด ยกตัวอย่าง หาก แท่งทังสเตนซึ่งช่างเชื่อมทุกคนต้องใช้ หมดลงพร้อมกัน ไม่สามารถหาของมาได้ครึ่งวัน ยกตย.ไซต์ ๑๖๕​ ช่างเชื่อม ห้าสิบคน เอาว่าหมด สักยี่สิบคน ที่เหลือยังพอใช้ได้ ค่าทังสเตนนั้นไม่กี่บาท แต่ค่าช่างเชื่อม ยี่สิบคนนั้น วันนึง มากกว่าสองหมื่นบาท และ หากเขาทำงานได้ เขาจะสร้างผลงานเชื่อมได้มากกว่าค่าแรงหลายเท่าอยู่ อย่างนี้เป็นต้นครับ ที่พูดนี่ไม่ใช่ให้เอาทังสเตนเข้ามาท่วมเลยนะครับ นั่นไม่ใช่การแก้ปัญหา นั่นจะสร้างปัญหาอื่นมาแทนที่
หลายที่เวลาคุยเรื่องลดต้นทุน มักจะบอกว่า ปิดไฟที่ไม่จำเป็น ใช้กระดาษสองหน้า ลดกาแฟ น้ำตาล คอฟฟี่เมต หรือ ลดโอเวอร์ไทม์ … ของพวกนั้นน่ะจริงครับ ต้องควบคุมอยู่แล้ว แต่ที่มองไม่ค่อยจะเห็น คือ “การรอคอย” ที่เป็นเงินมหาศาล ไซต์มาบตาพุดที่ผมดูแลนั้น ยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบานเลยว่า เจ๊งสนิท ศิษย์หามลง เพราะ “รอ” จะทำอะไร ก็ “รอ”​รอเอกสาร รอเปิดเวิร์ค รอเซฟตี้ รอไฟร์วอช รอเครน รอตรวจเครื่องมือ ฯลฯ​ รอทุกอย่างพอเริ่มงานได้ ก็ “รอเลิกงาน” มันเป็นจั่งซี่ครับ ….​มันจึงต้องถอน…. นี่เอากันแบบตรง ๆ เลย ไม่ปิดบัง แต่หากย้อนไปดูแล้ว จะพบว่า อินไดเรคท์ที่ดูแลงานลักษณะนี้ ต้องเป็นแบบเฉพาะครับ เป็นแบบเรือเอี้ยมจุ๊นไม่ได้ ขาดอินไดเรคท์ที่กระชับพื้นที่ หน้างานก็จับทิศทางไม่ถูก ผมเคยพูดเรื่อง “Do the right things”  ซึ่งเป็นหน้าที่ของหัวหน้างานรวมถึงอินไดเรคท์ และ “Do the things right” ซึ่งเป็นหน้าที่ของคนทำงาน ตอนนี้ มันสลับกันมั่วไปหมด ถ้ามีเวลานั่งลงพร้อมกัน เราคงจะได้สังคายณากันจริงจังเสียทีครับ
พวกเราหลายคนที่ทำงานสนับสนุนกัน เรามีหน้าที่ต้องทำตามเนื้องานของเรา เรารู้ยัง ? (ศัพท์วัยรุ่นหน่อย) บางคนบอกว่า ก็จ้างมายังไม่บอกเลยว่าต้องทำอะไร ผม/นู๋จะไปรู้เหรอ อยากได้อะไรก็บอกมาสิ ถ้าอย่างนั้น หนูน่าจะเข้าใจผิดแล้วครับ เพราะเราไม่ได้จ้างคนมาทำก๋วยเตี๋ยว หรือ อาหารตามสั่ง อยากได้อะไรให้บอกไป รอหน่อยอร่อยแน่…​คงผิดท้องเรื่องแล้ว ถ้าเราจ้างพนังงานวางแผนมาคนนึง เราก็ต้องคาดหวังว่า เขาจะต้องวางแผนงาน วางแผนทรัพยากร ติดตามประเมินความก้าวหน้าของงานว่าเป็นไปตามแผน รวมทั้ง รวบรวมงานเปลี่ยนแปลง หรือ แก้ไข ที่ทำให้งานไม่ได้ตามแผน หากเราไปถามเขาว่า งานเราก้าวหน้าอยู่กี่เปอร์เซ็นต์แล้ว เขาก็ควรจะตอบได้ทันทีว่า งานตอนนี้ แผนงานรวม สามสิบเปอร์เซ็นต์ ความก้าวหน้าของงาน ยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์​ตกแผนไปห้าเปอร์เซ็นต์ นี่ยังไม่รวมงานเพิ่ม ที่เข้ามารวมแล้ว งานเป็นก้าวหน้า ยี่สิบแปดเปอร์เซ็นต์ จากปริมาณงานเดิม ขณะนี้นู๋กำลังรวบรวมข้อมูล เพื่อประเมินว่างานทั้งหมดจะไปจบที่เท่าไหร่ค่ะ …. นี่ มันต้องอย่างนี้ (ใครมีคนรู้จักแบบนี้ พามาหาผมหน่อย ผมจ้างเลยคนนึง) ไม่ใช่ถามว่า คุณ ๆ ตอนนี้ งานกี่เปอร์เซ็นต์แล้ว …​เอ่อ ..​ผมขอเวลารวบรวมอีกนิดครับ ว่าแต่พี่มีสโคปของงานให้ดูคร่าว ๆไหมครับ .. ถ้ามาแนวนี้ แน่นอนเลย อาหารตามสั่งชัวร์ …. ลองประเมินงานตัวเองดูครับ ว่าเราได้เข้าถึงแก่นของเนื้องานเราไหม รู้ยังว่างานของเราอะไรคือผลลัพธ์ที่หวัง รู้ยังว่าจะเป็นหนึ่งในตองอูต้องทำอย่างไร พัฒนาตรงไหน ปรับปรุงตรงไหน คนไหนที่ว่าเด็ด ที่ว่าเจ๋ง ลองไปพูดคุยกับเขาหรือยัง ว่ามีอะไรแนะนำเราบ้าง ให้เราปรับปรุง หรือ พัฒนาให้มาก ๆขึ้น ไปอีก
เขาว่ากันว่าไม่นานงานที่เป็นงานหน้าเดียว จะค่อย ๆ หายไป งานอะไรบ้างที่หน้าเดียว ก็คือ งานที่ไหลผ่านหน้าทำ ๆ ให้จบไปวัน ๆ ก็หมดงาน งานแบบนี้ ไม่ช้าไม่นานก็จะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี่ทั้งหมด ดูพวกเสมียนตามอำเภอสิครับ เม่ือก่อนพินพ์ดีดกันยังกะข้าวตอกแตก หลัง ๆ เหลือเขียนคนละประโยค คนละบรรทัด หนัก ๆ เหลือ ประทับตรา ตอนนี้ แทบไม่เหลืออะไรให้ทำ เพราะทุกอย่างออนไลน์หมด พวกตำแหน่งจ้างของอบต.ที่ต้องยัดเงินเข้าคนละเป็นแสน ไปรับเงินเดือนเก้าพัน จ้างได้ปีเดียว ปลดออกเรียบ เพราะไม่มีอะไรให้ทำ เงินแป๊ะเจี๊ยก็กินไปสบายแฮ….หากเรายังคงคิดว่างานที่เราทำอยู่มันไม่มีอะไร สักวันเราก็จะไม่มีอะไร เขาให้ดูว่าคนมีปฏิกริยากับงานของตนเป็นสองประเภท ประเภทแรกมองว่าตัวเองงานหนัก ถูกเอาเปรียบ ถูกกระทำ การสนองตอบก็จะเป็นแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ทำงานขอไปที ผ่านๆ ไปวัน ๆ ไม่คิดสรรสร้างอะไรใหม่ ๆ พวกที่สองมองว่าตัวเองถูกท้าทาย ถูกทดสอบความเก่ง ต้องการข้ามผ่านอุปสรรคนั้นไปให้ได้ ทำให้มันดีที่สุด ด้วยวิธีที่ดีที่สุด และหาวิธีใหม่ ๆ เพื่อเก็บทักษะนั้นไว้กับตัวให้มากที่สุด ไม่นานครับ คนสองพวกนี้ จะแบ่งแยกกันออกชัดเจน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า ตลาดแรงงานต้องการคนแบบไหนครับ งานพวกการจัดซื้อจัดหา ซึ่งเมื่อก่อนเป็นกลุ่มงานที่ใคร ๆ ก็ต้องการตัว ตอนเราทำอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ฝ่ายที่ต้องการขายก็มีเซลล์ ฝ่ายที่ต้องการซื้อ ก็มีจัดซื้อ จัดหา ของบางอย่างยังไห้เอเจนซี่รับช่วงทำให้อีกด้วย ตอนนี้ โลกเปลี่ยนไป ของมาเสนอเราถึงในส้วม (อ่านเอาจากสมารตโฟนระหว่างทำธุระส่วนตัว) ผู้ซื้อสามารถหาข้อมูลสินค้าทั่วโลกได้จากมือถือ การติดต่อสื่อสารฉับไว ไม่มีใบแฟกซ์ ใบขอราคา ฯลฯ กันอีกแล้ว ทางผู้ขายก็ลดต้นทุนเซลล์ลง เซลล์สวยๆ เอ็กซ์ ๆ เดี๋ยวนี้ไม่มาให้นายช่างชื่นชมอีกแล้ว เหลือแต่รุ่นป้าเหนียงยานมานั่งเสนอสินค้าทีนึงนายช่างหนีออกไปหน้างานหมดเลย  ผู้ซื้อก็ลดต้นทุน ด้วย Economy of scale หรือ ซื้อจากแหล่งผลิต หรือ สร้างยอดซื้อ ทำสัญญากันเป็นล็อต เป็นวินวินทั้งคู่ คนขายก็ได้ยอด คนซื้อก็ได้ของตามที่ต้องการ และ ราคาที่ต่อรองได้ถึงกึ๋น ..(เพราะตัดต้นทุนออกไปเพียบ) นอกจากนี้ ในหน้าเว็ปทุกวันนี้ มีการเปรียบเทียบราคาให้ด้วย ว่าอะไรกับอะไรดีกว่า แย่กว่าอย่างไร นั่นคือ ช่วยให้ผู้ซื้อ ตัดสินใจง่ายขึ้นไปอีก การซื้อตั๋วเดินทางเดี๋ยวนี้ เอเจนซี่ท่องเที่ยวหาวเรอ เพราะคนไปซื้อออนไลน์ แลกไมล์กันมากขึ้น ได้ราคาต่ำ กำหนดวันไปกลับได้เอง ยังยกเว้นทัวร์เท่านั้นที่ยังต้องจองผ่าน เรื่องแบบนี้ ทำเป็นเล่นไปครับ มันเป็นต้นทุนมหาศาล สมมติงานเราร้อยล้าน ถ้าลดต้นทุนได้ สองเปอร์เซ็นต์​นี่สองล้านแล้วนะครับ กลับกัน การทำงานแบบขาดประสิทธิภาพ สร้างการรอคอย งานไม่เสร็จตามเป้าหมาย หนึ่งวันของงานที่มีคนทำงานสองร้อยคน มีมูลค่า เท่ากับ แสนหกหมื่นบาท (เนื้อ ๆ )​ไม่รวมอินไดเรคท์ น้ำไฟรถรา อีกสักประมาณ ห้าหกหมื่น ตีว่าสองแสนบาท เดือนหนึ่งที่ช้าไป คือ หกล้านบาทครับ ตัวเลขมันกลับกันไหม ทำดี ต้นทุนลดลงได้สองล้าน ทำไม่ค่อยดี ต้นทุนต้องจ่ายออกไป หกล้านบาท ครับ นี่คืิอ เหตุผลที่บางครั้งเรามองว่าการแก้ปัญหา ทำไมต้องใช้เงินทุ่มลงไป ไม่ใช่เพื่อต้องการเอาสองล้านนั่นครับ ต้องการห้ามเลือดหกล้านนั่นมากกว่า เราเองเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน เราทุกคนมีผลกับต้นทุนนี้ครับ บริษัทอยู่ได้ เราอยู่ได้ นิรนามได้เคยกล่าวเอาไว้นานแล้ว
ก่อนจบก่อนจาก เรื่องเล่าเช่นเคย หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องการโยนกบลงไปในหม้อน้ำร้อนที่กำลังเดือด ๆ มาบ้าง รู้กันว่า เมื่อโยนลงไป กบมันจะกระโดดสปริงเด้งดึ๋งออกมาจากหม้อนั้นได้ทันที ไม่มีอะไรแผ้วพาน (ยกเว้นเคาะหัวมันให้มึน หรือ ปิดด้วยฝาหม้อ) มีผู้นำเอากบมาใส่หม้ออุณหภูมิห้อง ตั้งไฟ เปิดฝาหม้อไว้ กบก็นั่งสบายในหม้อนั่น พอน้ำเริ่มอุ่นขึ้น กบเริ่มขยับตัว เปลี่ยนท่าทาง (ไม่สบายตัว) พอร้อนมากขึ้นกบก็แหวกว่ายไปมามากขึ้นตาม จนน้ำร้อนมากขึ้น ๆ ท้ายสุด กบตัวนั้นตายในหม้อนั้นนั่นเอง (RIP กบผู้เคราะห์ร้าย) ถามว่า กบตายเพราะอะไร หลายคนคงตอบว่า ตายเพราะน้ำร้อนน้ำเดือดต้มมันจนตาย ซึ่งก็คงจะจริง เพียงแต่ ผู้เชี่ยวชาญ(อีกแล้ว) เขาบอกว่า ที่กบตายนั้น เพราะว่ามันเลือกที่จะ”ปรับตัว” เข้ากับสิ่งที่เป็นอันตรายต่อมัน มันไม่ยอม”ตัดสินใจ” ทำอะไรบางอย่างเพื่อปกป้องชีวิตตัวเอง หรือ มันคิดไม่ถึงว่าสิ่งที่มันพยายามปรับตัวเข้าหานั้นจะทำให้มันม่องเท่ง มันใช้พลังงานของมันที่มีไปในการปรับตัวนั้น และเมื่อถึงจุดที่จะเป็นจะตาย ที่มันต้องการใช้พลังงานที่จะโดดออกจากหม้อ มันก็พบว่า มันหมดแรงเสียแล้ว .….. เรื่องให้ข้อคิดว่า หากว่าคุณต้องเจอกับอะไรที่เหลือจะทนกับตัวคุณ ทั้งคนที่เอาเปรียบ คนโกง คนทำร้าย(คนรัก) หรือ สถานการณ์ที่จะทำให้คุณมีอันตราย จงเลือกที่จะ “ตัดสินใจ” ทำอะไรบางอย่างเพื่อตัวคุณเอง “ทันที” อย่ารอให้โอกาสสุดท้ายมาถึง เพราะเมื่อถึงตอนนั้น คุณอาจจะไม่มีปัญญาจะช่วยตัวเองได้แล้ว…..
ขอบคุณที่พวกเราทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความเติบโต และความสำเร็จของงานที่เรากำลังทำอยู่นี้ร่วมกันครับ
 
บุญรักษา

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s