Manager Talk 20150308

สวัสดีครับเพื่อน ๆพนักงาน  TAC ทุกท่าน
          “ถ้าคุณเกิดมายากจน นั่นไม่ใช่ความผิดของคุณ แต่หากคุณตายลงไปพร้อมกับความยากจน นั่นคือ ความผิดของตัวคุณเอง”​ บุรุษผู้ที่ร่ำรวยอันดับหนึ่งของโลก(อีกครั้ง)​ในปีนี้ บิล เกตต์ กล่าวเอาไว้ เป็นคำกล่าวที่หากเรามอง ก็ต้องบอกว่า คนรวยพูดอะไรก็น่าฟัง หากเราคิดตามที่เขาบอกก็จะเห็นความจริงว่า เราเลือกสิ่งบางอย่างไม่ได้ เราต้องยอมรับมัน แต่ สิ่งที่เราเลือกได้ เราต้องทำให้ดีที่สุด หาก เรายินยอมรับชะตากรรมซะเช่นนั้นแล้วมากล่าวโทษลมโทษฟ้าว่าเป็นเหตุที่ทำให้เราเป็นแบบนั้น นั่นคงไม่ใช่เรื่องนะครับ บิลเกตต์ เรียนหนังสือไม่จบ ออกมาผจญโลก ร่วมกันจัดตั้งบริษัทไมโครซอฟต์ ในสมัยที่ยักษ์สีฟ้า ไอบีเอ็มครองโลก ใครจะไปเชื่อว่าไอ้ระบบปฏิบัติการ MS Dos (MS – Microsoft , DOS – Disk Operating System) แล้วตามมาด้วย MS Windows // MS Office จะมาครองโลกเราในวันนี้ ทำให้เขามีรายได้ขึ้นมาวันละเป็นพัน ๆ ล้านบาท สตีฟ จ็อบส์ ผู้เป็นสัญลักษณ์ของแอปเปิ้ลเสี้ยว ก็เช่นกัน เขาเป็นขบถต่อชีวิตของตัวเอง ตั้งเป้าหมายที่สูงสุด และ ทำให้ทุกคนได้เห็นว่า “สิ่งที่คนบอกว่า มันเป็นไปไม่ได้”​ มันเป็นไปได้จริงๆ หลายสิ่งในโลกนี้ ที่เป็นอยู่ปัจจุบัน ครั้งหนึ่งล้วนถูกบอกว่า มันเป็นไปไม่ได้ทั้งนั้น มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก (ผู้ที่มีผู้เรียกในโลกออนไลน์ว่า มาร์ค สากกะเบือ) เจ้าของเฟซบุค และ อินสตราแกรม ตอบสนองความต้องการของมนุษย์ลิงทั้งโลก ในการชอบสอดส่อง และ ติดตามความเป็นอยู่ของ”ผู้อื่น” และ ตอบโจทย์ของพวกชอบ “โชว์”​ หรือ แสดงความจริงให้ผู้อื่นในแบบที่ตัวเองต้องการ ชีวิตจริงของเขา เขาไม่ได้มีสิ่งแบบที่เขาทำให้กับคนอื่นเลย แต่เพราะเขาเข้าใจสิ่งที่คนหลายพันล้านคนในโลกใบนี้เป็น วันนี้เขามีความมั่งคั่งมากกว่าหลาย ๆประเทศในโลกนี้รวมกัน มีผู้เคยไปติดตาม”ส่อง”เจ้าพ่อเฟซบุคว่ามี”เพื่อน”ในเฟซกี่คน มีหลักสิบแค่นั้นครับ และ ไม่บ่อยเลยที่เขาจะเข้ามาในเฟซของตนเอง ขณะที่สาวกไทยบางคนเพื่อนเป็นพัน โพสต์กระจาย ทุกมุม ทุกขณะจิต กดไลค์จนนิ้วโป้งสึก แต่จิตใจวังเวงอย่างบอกไม่ถูก กระหายให้คนมาไลค์ ให้คนมาสนใจ กินข้าวริมถนนคนเดียว เพื่อนๆในเฟซสักคนจะมานั่งกินด้วยแก้เหงาก็ไม่มี
ผมเริ่มหัวข้อด้วยเรื่องของคนที่เป็นคนดังของโลกสามคน ทั้งสามมีเรื่องเหมือนกันเรื่องนึงที่คนทั้งโลกเห็นเหมือนกันคือ เป็นคนเรียบง่าย ที่เห็นคือ การแต่งตัว สตีฟ จ็อบส์จะใส่แต่เสื้อแขนยาวสีดำ กางเกงยีนส์ พี่สากกะเบือก็จะใส่เสื้อสีพื้นสีเดียว กางเกงทรงเดียว บิล เกตส์ ก็ใส่ชุดสุภาพตลอดเวลา เสื้อสูทคลุมทับ หรือ ไม่ก็โปโลธรรมดาเสมอ ๆ มีคน(สอดรู้)ไปถามเขาว่า ทำไมเขาไม่ใช้ความร่ำรวยของเขาในการหาความสุขให้ได้มา ให้ได้มี แบบ ที่เรา ๆท่าน ๆ ต้องการ เขา(เหล่านั้น)ตอบกลับมาเหมือนๆกันว่า เขาไม่คิดว่าการเลือกใส่เครื่องแต่งกายเป็นเรื่องสลักสำคัญในชีวิตที่จะต้องมาเสียเวลา มาเลือกว่าวันนี้จะใส่อะไร กับอะไร จะไปไหน ฯลฯ เขามองว่ามันเสียเวลา และ ยุ่งยาก และมันก็ไม่ได้ผิดเกณฑ์ใด ๆของใคร ที่จะต้องแข่งขันกันแสดงความร่ำรวยให้กับผู้อื่น (เห็น) เกตต์และเมียของเขาเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิ บิลและเมรินด้า เกตต์ บริจากเงินช่วยเหลือหลายๆ ส่วนในโลกนี้ มากมายมหาศาล เป็นกำลังสำคัญในการรณรงค์ ผลักดัน หลาย ๆอย่างเพื่อ “คนอื่น” เขาทั้งหลาย “เลือก”ที่จะใช้ชีวิตแบบนั้น แล้วเขาก็มีความสุขกับมัน (แม้คนอื่นจะมองว่า ทำไมไม่เอาเงินมาใช้มาก ๆวะ)​
กลับมาโลก(แคบๆ)ของเรา ผมขอลอกคำพูดของเกตต์ “หากเราเข้ามาทำงานในตำแหน่งที่ต่ำต้อย นั่นไม่ใช่ความผิดของคุณ แต่ถ้าเรายังย่ำอยู่กับความต่ำต้อยนั้นไปตลอดชีวิตการทำงาน นั่นเป็นความผิดของคุณ” เราพูดคุยกันหลายรอบแล้วว่า ทุกหน้าที่การงานล้วนสำคัญด้วยตัวของมันเอง เราแค่หนึ่งในผู้เข้ามาทำหน้าที่ เมื่อเราประจำหน้าที่ไหน เราเลือกที่จะเป็น “แค่คนหนึ่ง” หรือ “ต้องเป็นหนึ่ง” ในหน้าที่นั้นต่างหาก ใครๆ ก็บอกว่า ยามคืองานที่ต่ำต้อย รองรับอารมณ์และบาทาตลอดเวลา แต่ผมเคยเห็นยามที่รักและภูมิใจในอาชีพของเขา อาชีพที่ทำให้เขาได้มีกิน มีอยู่ มีการศึกษาให้ลูก ยามที่ผมรู้จักทำงานที่โรงงานเก่าของผม เมียหนึ่ง ลูกสอง อาศัยบ้านแม่ยายอยู่ ขับขี่มอเตอร์ไซค์มาทำงาน เงินเดือนคือ แรงงานขั้นต่ำ หักสารพัด ตามแต่ที่บริษัทรปภ.จะหักได้ เริ่มอาชีพตั้งแต่ลาดตระเวณ(โนเนม) ตามขอบรั้ว แต่มีการกระทำบางอย่างของเขาส่งถึงผู้ที่เห็นผลงานของเขาว่า เขาจริงจัง มุ่งมั่น ในการทำงานลาดตระเวณนั้น ไม่แวะคุยเล่น ไม่แอบเก็บขวดตามถังขยะ ไม่หลับยาม เขียนรายงาน และ รายงานเหตุ”ผิดปรกติ”ได้ตลอด ไม่นานเขาก็ถูกเลือกมาปฏิบัติงานที่ป้อมหน้า ต้องพบเจอผู้ผ่านไปมา ทั้งผู้มาติดต่อ และ พนักงานของบริษัท ยิ่งทำให้แววเพชรของเขาโดดเด่นมากขึ้นไปอีก ใคร ๆ ก็รู้จักเขา และ เรียกใช้เขา ผมเคยถามเขาว่า ทำไมไม่ไปทำงานอย่างอื่น เขาบอกว่า งานนี้ก็พอได้อยู่แล้ว เขาเรียนมาน้อย จะได้งานที่ดี ๆนั้นยาก และงานโรงงานก็ต้องเดินทางไกล มีค่าใช้จ่าย อยู่แบบนี้ ใกล้ครอบครัว ดูแลลูกได้ แค่ใช้จ่ายประหยัดและรับควบกะกับเพื่อนๆ บ้าง ก็อยู่ได้ ครั้งสุดท้ายที่ผมเห็นเขา เขาเป็นหัวหน้ากะ ของรปภ.บริษัทนั้น หลังจากนั้นได้สอบถามกลับไปยังคนรู้จักว่า เป็นอย่างไรบ้าง ได้รับรู้ว่า เขาก้าวหน้าไปเป็นส่วนหนึ่งของงานแอดมิน งานดูแลสถานที่ และ สาธารณูปโภค มีลูกทีม และ ความรับผิดชอบมากขึ้น แน่นอนรายได้เขาก็ย่อมจะมากกว่าเดิม ชีวิตเขาและครอบครัวก็คงมีความสุขมากขึ้นเช่นกัน แม้เราจะเกิดมาในครอบครัวที่ยากจน การศึกษาที่ไม่พอเพียง นั่นเราเลือกไม่ได้ แต่หลังจากนั้น เราเลือกชีวิตเราได้ เพื่อนบ้านของเรา เวียตนาม หนุ่มสาวเข้าสู่งานอุตสาหกรรมมากขึ้น เกิดโรงเรียนสอนภาษา มากมายตามเมือง ไม่ได้ให้เด็ก ๆเรียน แต่ให้หนุ่มสาวโรงงานใช้เวลาหลังเลิกงานไปเรียนภาษาเพิ่มเติม บางคนอ่านตำรา และ ไปสอบเอาวุฒิเพิ่มเติมเพื่อความก้าวหน้าของตัวเอง เขา”สร้าง”อนาคตของตัวของเขาเอง หลาย ๆคนประสบความสำเร็จดังตั้งใจ ผลการสำรวจล่าสุดออกมา ไม่นานคุณภาพแรงงานเวียตนามจะแซงเราแล้วครับ แรงงานของเราหลายคนเชื่อในเรื่อง “คอนเนคชั่น” และ “เส้นสาย” ไม่มีเส้นสายเข้าไม่ได้แน่ ๆ “แต่”​ ลืมไปหรือเปล่าว่า “ความสามารถ” นั้นต้องมาก่อน หากมีความสามารถแล้ว ขาดเส้นสาย เราค่อยพูดคำนั้น หากว่า “ความสามารถ”ยังไม่ปรากฏ แล้วพูดว่า ไม่ใช่เด็กเส้น นั้น ดูจะเป็นหนังคนละม้วนนะครับ
“กูเกิ้ล” ประกาศออกมาเร็วๆ นี้ ว่าเป็นองค์กรที่ไม่ได้พิจารณา”ผลการเรียน” หรือ “สถาบัน” ที่เรียนมาของผู้สมัครเข้าร่วมทำงานกับเขา เขาเปิดกว้างให้โอกาสกับทุกคน การสัมภาษณ์ใช้วิธีใหม่ด้วยคำถามแบบทดสอบ”ทัศนคติ” มากขึ้น กูเกิ้ลสรุปว่า การที่คุณเป็นคนเก่งในการเรียนการสอบนั้น ไม่ได้พิสูจน์ว่า ในชีวิตจริง คุณจะเป็นคนเก่ง การเรียนและข้อสอบนั้น มีตัวแปรที่กำหนดไว้ไม่กี่ตัว และ หากว่าคุณสามารถแก้เรื่องตัวแปรอันน้อยนิดนั้นได้ (ตามตำรา) คุณก็จะสอบได้ (ดี) แต่ในการทำงานนั้น หลายหลายปัจจัยจะโถมมาหาคุณ ทั้งคุมได้ และ คุมไม่ได้ คนที่มีสติปัญญา จะสามารถเรียนรู้จากสิ่งเหล่านั้น และ พัฒนาความสามารถของตัวเองไปได้ไม่มีขีดจำกัด สามารถโยกย้ายไปลงงานใหม่ๆ เรียนรู้สิ่งอื่น ๆ ได้ไม่สิ้นสุด บ้านเรานั้น ยังนับถือผลการเรียน นับถือปริญญาบัตร นับถือการที่มีคนนับหน้าถือตา ว่าเรียนสูง หลังจากนั้นชีวิตจะไปอย่างไร ช่างมัน ยิ่งมาเจอกับสถาบันการศึกษาแสนห่วยที่มีสโลแกนว่า “จ่ายครบ จบแน่” หลาย ๆ แห่งในบ้านเรา เด็กที่ผ่านออกมาก็ไม่มีอะไรที่จะเป็นสิ่งสังเคราะห์ปัญญาด้วยตัวเองต่อไปในอนาคตเลย ผมเคยแปลกใจเหมือนกันว่า ทำไมเรามี ป.๖ ก. ไก่ ข.ไข่ ค.ควาย สมัยผมเด็ก ๆ ห้อง ก. จะรวมไปด้วย เด็ก “เก่ง” ห้อง ข. จะรวมไปด้วย คนที่อยากอยู่ห้อง ก.​แต่ผิดหวัง ส่วนห้อง ค. ก็จะรวมไปด้วยกลุ่มเด็กแบบเดียวกับพยัญชนะ (ตามที่คนแบ่งห้องต้องการ) การแบ่งซะอย่างนี้แล้ว จะให้คนเรียนมันมีความภาคภูมิใจอะไรกันล่ะ ครูเข้ามาก็จะชมแต่ห้อง ก.​และ ด่า ห้อง ค. ไม่ช้าไม่นาน ห้อง ค.​ก็จะเป็นเด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าว และ เรียนไม่ได้ความ ตก ๆซ้ำ ๆแบบนั้น นี่ง่าย ๆ เลยนะครับ ว่า คำว่า “ตราหน้า” มันมีผลกับชีวิตเราอย่างไร ชีวิตเรา เราจะยอมให้คนมา “ตราหน้า” อย่างนั้นได้อย่างไร แสดงความเก่งของคุณออกมา แสดงว่าคุณเจ๋ง แสดงว่าคุณไม่ธรรมดา ขวนขวายหาความรู้ อ่านหนังสือ ลงมือทำมาก ๆเพื่อเรียนรู้จากสิ่งที่ผิดพลาด นำมันมาเป็นบทเรียนในครั้งต่อไป ไม่นานครับ ไอ้”ตราหน้า”นั้น จะหายไป ไม่มีอะไรจะมีความสุขมากไปว่าการทำให้คนที่”ไม่เชื่อว่าคุณจะทำได้” เห็นว่า “คุณทำได้” 
ฝรั่งเคยมีการทดลอง(โหดร้าย)กับสัตว์ทดลองชนิดหนึ่ง เขากำหนดกรอบการทดลองที่จะใส่กระแสไฟฟ้าอ่อน ๆ เข้าไปที่กรงสัตว์ ให้ช็อตพอรู้สึก(แรงพอควร) เมื่อสัตว์ทำพฤติกรรมบางอย่างที่ตอบสนองความต้องการตัวเอง (เช่นนอน) ครั้งแรก ๆสัตว์ทดลองก็จะแสดงอาการทุรนทุราย กัด หรือ แสดงการตอบสนองต่อไฟช็อตนั้น คนทดลองก็ยังทำมันต่อไปเรื่อย ๆ นั่นคือ ทุกครั้งที่สัตว์แสดงพฤติกรรมนั้นออกมา มันจะถูกช็อตไฟฟ้าทุกครั้ง ผลการทดลองสุดท้ายออกมาอย่างไรรู้ไหมครับ ในที่สุดสัตว์ทดลองนั้น ไม่มีปฏิกริยาอะไรตอบสนองต่อกระแสไฟนั้นอีกต่อไป จะช็อตก็ช็อตไป ช็อตจนตายมันก็ไม่สู้ ไม่ต่อต้านแล้ว การตอบสนองแบบนี้แหละครับ เขาสรุปว่า เมื่อปราศจาก”ความหวัง” ที่จะทำอะไร พฤติกรรมของเราจะเป็นแนวเฉยชา ไม่หือไม่อืม ยอมรับสภาพ ไม่มีการตอบสนองใด ๆเพื่อสิ่งที่ดีกว่าอีกตัวไป ผมเห็นเพื่อนร่วมงานบางคน(ที่อื่นๆ ) อยุ่ในสภาพ “รับสภาพ” แบบนี้ ไม่ตอบสนองอะไรทั้งนั้น จะเอาไปตัดหัวคั่วแห้งอย่างไรก็ไม่มีผล นั่นเป็นผลร้ายของมะเร็งระยะสุดท้ายของ”ความหวัง”ของเขาแล้วครับ คือ ตัวเองยอมรับซะแล้ว ว่าเรามาได้แค่นี้ เราเป็นแบบนี้ เราไม่มีทางไปมากกว่านี้ได้หรอก อยู่แม่งไปวันวันแบบนี้แหละ (Stay go day day) อย่างนี้หนักแล้วครับ ครอบครัวทำใจรอได้เลย ไม่นาน…..
ช่วงนี้กระแส”หวังรวย”ของบ้านเรากำลังพุ่ง ผู้ผลิตน้ำละลายน้ำตาลใส่กลิ่นชา (ต้นทุนสองบาท ขายยี่สิบ) บอกว่า”แจก” รถหรูทุกวัน สามสิบวัน ขอเพียงพี่น้องคนไทยจงเร่งเปิดฝาแล้วบริโภคน้ำละลายน้ำตาลหกช้อนโต๊ะ (ร่างกายต้องการวันละสี่ช้อนชา ไม่เกิน)แล้วส่งรหัสลับมาลุ้น จะนำเอาราชรถมาเกยถึงที่ ขอกระซิบว่า เขาแจ้งไว้แล้ว ว่า งบการตลาดนี้ คิดเป็นสิบเปอร์เซ็นต์ของยอดขาย นั่นคือ แจกไปสามร้อยล้าน เขาจะขายได้ สามพันล้าน ….​เท่านั้นเอง อีกผลิตภัณฑ์หนึ่งหัวควายแดง ออกทีวีว่า ถ้ามีเงินล้าน แนะนำให้”อย่าบอกใคร และ เอาไปใช้หนี้ก่อน” ย้ำว่า “เป็นความปราถนาดีกับทุกคน” เพราะ ผลิตภัณฑ์จะแจกเงินล้านให้กับผู้ส่งฝามาร่วมรายการ ผมเห็นแล้ว ผมนี่อึ้งไปเลย …..​นี่คือการทำตลาดที่เล่นกับ “ความหวัง” ของคนที่(คิดว่า)รายได้น้อยอย่างร้ายกาจ ตราบที่ เรายังให้ความสำคัญกับ “ความรวย”ที่เงิน เรื่องแบบนี้ยังเกิดได้ ก็ไม่รู้ว่าเมื่อเรากินน้ำหวานกลิ่นชาจนเบาหวานขึ้นไปแล้ว พอไปโรงบาล เสี่ยจะไปจ่ายค่าฟอกไตให้ด้วยไหม คงต้องรอดู หรือ พี่หัวควายนั่นจะเอาเงินกำไรจากการขายน้ำยากระตุ้นประสาทไปเบิดโรงเบียร์เยอรมันฯได้อีกกี่ที่ ให้”คนรวย”เข้ามากินกันแล้วทิ้งเงินให้พี่เขาอีก เรามีชีวิตนั้น ต้องอยู่ด้วยความหวัง มีความฝัน แล้ว “ลงมือทำ” ไม่มีความฝันไหนสำเร็จได้โดยไม่ต้องลงมือทำ ซินเดอรเรลลายังต้องเอารองเท้าไปลืมทิ้งไว้ที่ปราสาทเจ้าชายเลย ถึงได้เป็นเจ้าหญิง….​ลืมเรื่องรวยเงินล้านด้วยฝาขวด แล้วสร้างอนาคตของเราดีกว่าครับ “สุขเท่าที่มี ดีเท่าที่ได้”​ ความสุขไม่ได้ได้วัดจากเรามีเงินเท่าไหร่ แต่วัดจากความพอใจที่เรามีเงินเท่าไหร่ต่างหาก…. ความสุขนั้นนิรันดร์ ใครก็มาแย่งไม่ได้
ก่อนจบผมมีปรัชญาเด็กล้างรถมาเล่า หลายคนคงเคยใช้บริการล้างรถ ทั้งมอเตอร์ไซค์ หรือ รถยนต์ ผมพบว่า ในร้านจะมีเด็กเหมือนจะไม่เพียงพอกับความต้องการเสมอ ไม่ว่าคุณจะล้างมากล้างน้อย เด็กมันน้อยจัง นั่นอาจจะเป็นเพราะต้นทุนของเขา หากเราไปทำงานด้วย เราก็จะต้องบอกคำแรกเลยว่า “คนไม่พอ” ถัดมา ผมพบว่า เด็กล้างรถนั้น มีการทำงานสอดประสานกันอย่างดี ไม่ต้องมีคนบอก และ เกือบทั้งหมด เจ้าของร้านจะเป็นคนขับรถไปจอดบนที่ล้างให้ (และมานำออกไป) นั่นเหมือน KPI ของเด็กล้างรถเลยว่า เวลาของการล้างควรเป็นเท่าไหร่ ใครฉีด ใครลงโฟม และ ใครล้างล้อ จังหวะไหน อย่างไร มันรับกันไปหมด จะเกิดอย่างนั้นได้ การทำงานต้องเกิดเป็นสิบเป็นร้อยรอบ และแน่นอน ต้องมีผู้ไม่ได้ไปต่อกับการทำงานแบบประสานกันแบบนี้เสมอ ที่ส่วนของการเช็ด ก็เช่นกัน ไม่ว่าคุณทำอะไรอยู่  เมื่อรถเปียกน้ำลงมา จะมีคนสองคนที่ต้องลากผ้าเช็ดน้ำผืนใหญ่ข้ามหลังคารถไป และ มีอีกคนเอาปืนลมมาเป่าไล่น้ำทันที แม้คนจะติดรถคันอื่นอยู่ แต่เมื่อรถใหม่ลงมา คราบน้ำนี้ต้องถูกกำจัดก่อน เพื่อไม่ให้ฝุ่นมาผสมกับน้ำ แล้วขยี้ลงไปบนสีรถ แน่นอน การเรียนรู้นี้ ต้องเกิดขึ้นจากการทำงานมาหลายๆ รอบ และ จากผู้มีประสบการณ์ในงานนั้น ไม่จำเป็นต้องถามว่า เราจะไม่ทำได้ไหม ถ้าไม่ทำ ก็ต้องออกไปจากทีมเช็ดรถนั้นซะ คนเช็ดรถต้องแต่งตัวรัดกุม ไม่ห้อยพะรุงพะรัง ไปขูดสีรถเขา ไม่มีโซ่แส้ เกี่ยวเบาะเขาขาด งานดูดฝุ่นจะเข้าหลังสุด เพราะมีตรีนของพนักงานเข้าไปนั่งเช็ดภายใน ต้องเช็ดดออกด้วยขั้นตอนสุดท้าย พร้อม ๆ การเช็ดยางให้ดำขลับ พนักงานทั้งหมด ทำงานพร้อมกัน เลิกพร้อมกัน เป็นคัน ๆไป ไม่มีทางเลยที่เพื่อนเช็ดรถแล้วอีกคนจะไปนั่งเล่นไลน์ เว้นตอนกินข้าว ก็จะสลับกัน พวกเช็ด กินตอนรถขึ้นล้าง พวกล้าง กินตอนรถดูดฝุ่น ฯลฯ ระหว่างนั้นเจ้าของก็จะเข้ามาทำงานแทนไปพร้อมๆ กัน บางที่ผมเคยเห็นเด็กเช็ดรถเปิดวิทยุรถของลูกค้าดังลั่น จนต้องมีประกาศแปะว่า “ห้ามเปิดวิทยุลูกค้าเด็ดขาด” เห็นประกาศแบบนี้ ไปครั้งเดียวได้เลยครับ แล้วเลิกไปเลย แสดงว่าเอาไม่อยู่แล้ว ทรัพย์สินเราอยู่ในอันตราย…. ทางแก้ เขาเปิดวิทยุส่วนกลางให้ซะเลย เพื่อความสุนทรีย์​และสนองความต้องการของพนักงาน ทั้งหมด ผมสรุป(ของผมเอง)ว่า การทำงานแบบมีเป้าหมายร่วมกันของทั้งทีม จะไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง เจ้าของก็ต้องการรถขั้นต่ำเท่ากับจำนวนเด็กคูณสาม (เด็กค่าแรงเกือบสามร้อย รถล้างคันละ ร้อยสี่สิบ ไหนจะทุนอื่นอีก) การจะอ้้อยอิ่งล้าง ๆ ลูบ ๆรอ ๆ ไปเรื่อย ๆ ไม่นานร้านก็ต้องปิดตัวลง เด็กก็ต้องไม่มีงานให้ทำ ดังนั้นทำก็ทำด้วยกัน เสร็จก็เสร็จด้วยกัน ร่วมมือร่วมใจ ความสำเร็จก็เป็นของทุกคน (ไม่ใช่ของเจ้าของร้านคนเดียว) คนเช็ดที่มา ๆ หยุด ๆ ท้ายสุด เพื่อนๆจะเอือมคุณไปเอง เพราะคุณไม่ให้ความสำคัญของ”ความสำเร็จ”เลย คุณแค่มาแลกเงินด้วยแรง (คนตัดอ้อยเมืองกาณจน์กล่าวไว้) ที่ประทับใจที่สุดต้องเวลาจ่ายเงินกับเจ้าของแล้วรับกุญแจมา ขึ้นรถ ติดเครื่อง พอจะถอยรถออก เด็กวิ่งมาบอกให้หยุดก่อน แล้ววิ่งเอาผ้าชุบน้ำยาอะไรสักอย่าง มาเช็ดคราบแถว ๆ กันชนหน้าออกให้ (มองไม่เห็น เผลอ ๆไม่ได้เช็ด) ก่อนโบกรถให้ไปได้ แหม มันช่างประทับใจ อยากจะล้างแม่งทุกวันเลย .…ให้ตายเถอะ .…​โชคดีของร้านล้างรถนั่นจริง ๆ (ทั้ง ๆ ที่ความจริง เขาไม่ได้เช็ดตรงนั้น??)
ขอบคุณที่พวกเราทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความเติบโต และความสำเร็จของงานที่เรากำลังทำอยู่นี้ร่วมกันครับ
 
บุญรักษา

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s