Manager Talk 20150301

สวัสดีครับเพื่อน ๆพนักงาน  TAC ทุกท่าน
          “ประสบการณ์ทำให้คุณรู้ว่าต้องทำอะไร ความมั่นใจจะทำให้คุณกล้าลงมือทำ” ฝรั่งเต่าเหม็นคนหนึ่งกล่าวไว้ ขณะนี้ เราเข้าสู่ยุคกลาง (เหมือนสมัยยุโรป) มีการแลกเปลี่ยนความรู้ศิลปวิทยาการกันขนานใหญ่ สิ่งใหนที่เคยทำที่โน่น ก็เอามาทำที่นี่ สิ่งไหนเคยมีที่นี่ ก็จะอยากไปทำที่โน่น ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานทั้งหลายก็ต้องพบเจอกับสิ่งใหม่ ๆ บางคนไม่ใช่ใหม่สุดแรกสุดของชีวิต ก็จะผสานเอาความรู้ประสบการณ์(ต้องทำอะไร)มาผนวกเข้ากับทีมงาน สำหรับน้อง ๆ หรือ คนที่เริ่มงานใหม่ ๆ นี่จะเป็นครั้งแรกของคุณ ทุกคนต้องผ่านครั้งแรกทั้งนั้น ไม่มีใครคลอดออกมาแล้วท่องสูตรคูณได้เลย อย่ามัวแต่เหนียมอาย อย่าลังเลที่จะทำ การที่คุณยัง”ไม่ลงมือทำ” เพราะคุณขาด”ความมั่นใจ” คุณกลัว กลัวไปต่างๆ นา ๆ กลัวผิด กลัวโดนด่า กลัวว่าทำไม่ถูกวิธี กลัวข้ามหัวเจ้านาย ฯลฯ ท้ายสุด ไม่ทำดีกว่า สำหรับพนง.รุ่นกลาง เราเชื่อมั่นในประสบการณ์ของทุกคนครับ เวลารับเข้ามาทำงาน เราต่างรู้กันและกันแล้ว ว่าใครทำอะไรได้หรือไม่ได้ แต่แปลกไหม พอให้ลงมือทำ กลับมีสิ่งที่บอกเหตุได้ว่า พนง.บางส่วน “ไม่กล้า”ที่จะทำอะไรบางอย่าง นี่เป็นเรื่องน่าคิดนะครับ การผลักดัน การข่มขู่ ลงโทษ กับผู้ที่มี “ความกลัว” จับอยู่ที่ขั้วตับนั้น ทำไปก็เท่านั้นครับ เพราะไม่มีทางทำให้เขาลุกขึ้นมาทำอะไรได้อยู่ดี ก็”ความมั่นใจ” ในตัวเองมันไม่มีอ่ะ แล้วจะไปกล้าทำอะไรได้ พูดอะไรก็มึน ๆ งง ๆ ซึม ๆ ให้นัวเข้าไว้ จะตอบเสียงดังฟังชัดก็ไม่กล้า กลัวอ่ะ ตอบให้มันอึนอึนเข้าไว้ คนถามมันทนไม่ไหว มันก็ถามนำ พอมันถามนำ ก็เข้าทางเรา “ได้ครับพี่” ​“ได้ค่ะพี่” “ดีครับนาย” “ได้ครับนาย” …”สบายครับผม” “เหมาะสมครับท่าน”  แล้วก็จะผ่านไป พอมาติดตามเรื่องก็บอกได้เลยว่า “แพลนนิ่ง”ครับพี่ คือ “แพลน” แล้วก็ “นิ่ง” ด้วยสารพัด สารพัน เหตุผลร้อยแปด….​จริง ๆ ไม่ได้มีอะไรหรอกครับ “ไม่มีความมั่นใจ” ที่จะลงมือทำต่างหากล่ะ ผ่านยุคกลางไป เราคงต้องเหมือนยุโรปโบราณที่เข้าสู่ยุคเรเนซองส์ (ฟื้นฟูศิลปวิทยาการ) สิ่งใดที่เคยขึ้นสูงสุดแล้ว มันก็จะกลับคืนสู่จุดตั้งต้น เป็นวัฏจักรครับ นาทีนี้ ออกศึกแล้ว จะมามัวเลือกม้า เปลี่ยนม้ากลางศึก คงไม่ทันแล้ว จะเป็นม้า ลา หรือ ฬ่อ เราก็คงต้องเอากันให้จบละครับ สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร (และม้า) 
สำหรับผู้ที่พกความมั่นใจมาเต็มร้อย ขอให้คุณแน่ใจว่าคุณได้ใช้ประสบการณ์ที่มีนั้นสร้างเสริมกำลังและพลังของทีมงาน ด้วยการร่วม”ลงมือทำ”ให้เห็นกระจ่างตาไปเลยว่า วลี”ทั้งหมดตามข้าพเจ้ามา” เป็นความจริง เวลาเราดูความเป็นผู้นำ เราไม่ได้ดูว่าใครยืนหัวแถว เราดูว่า ใครมีคนต่อหลังมากกว่ากันนะครับ หากท่านนำประสบการณ์อันมากมายที่ผ่านมาลงมาใช้งาน ทีมงานที่เหลือจะเห็นประจักษ์และเกิดพลังใจที่จะร่วมมือร่วมใจไปด้วยกัน กลับกัน หากนำเอาประสบการณ์ที่มีมากกว่ามาทำหน้าที่ “นักวิจารณ์” คือพากย์บทอยู่ข้างสนามปล่อยให้ผู้เล่นลงลุยกันแบบสะเปะสะปะ แล้วมาคอยทำนายแบบคนใบ้หวยว่า ก็ไม่งั้น ก็ไม่งี้ ….​อย่างนี้ ศัพท์มวยเรียก “เล่นเป็นหมู ดูเป็นเซียน” ซึ่งต่อมาก็เป็นวลีของผู้ไม่ประสงค์จะออกนามว่า “เซียนอยู่รู ​หมูอยู่ตึก(เพราะโอทีอื้อสะดือปลิ้น)” เซียนก็หมดตูดกระเป๋าฉีก ไปตาม ๆ กัน ลองดูนะครับ ขณะนี้การที่เราเองส่งผู้บริหารระดับสูงแบบพี่นิ คุณสมชาย ซึ่งประสบการณ์นั้นไม่ต้องพูดถึง รับแบบมาชั่งกิโลก็บอกได้แล้วว่าปริมาณงานเป็นเท่าไหร่ มีอะไรต้องทำบ้างก่อนหลัง พี่นิออกไปที่แนวรบด้วยตัวเองหลาย ๆ ที่ตอนนี้ ไม่ใช่ว่าแกจะอยากไปตรวจแนวรบด้วยตัวเอง แต่ เพราะ “ประสบการณ์” ที่มีของแกมากมายที่บอก การแค่ไปเดินเฉียดให้เห็นเท่านั้น หน้างานหลายที่จะรู้สึกได้ถึงพลังมหาศาลที่จะผลักดันงานกัน “ความมั่นใจ” มันจะมาเองจ่อออกมาที่คอหอย พร้อมจะร่วมรบไปด้วยกัน ในหนังสงครามทุกประเภท การรบสมัยก่อนจะมีแนวธงตั้งไว้ ทหารพอเข้าโรมรันแล้วมองไม่เห็นอะไรอีก เลือดเข้าตา ดันไปข้างหน้าอย่างเดียว แนวธงนั้นคือสิ่งที่ทหารทุกคนมองไป ตราบที่เรายังมีแนวธงอยู่ข้างหน้า เราจะบุกไป เราจะรุกไปพร้อมๆ กัน และผู้ที่เป็นคนถือธงอันสำคัญนั้น คือ ผู้ที่มีความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว และไม่หวาดหวั่นต่อสารพัดหอกดาบสนับเท้า คนหนึ่งพลาดไป คนต่อไปก็จะมารับช่วง เพื่อให้ขวัญและกำลังใจกับทีมที่จะไปด้วยกัน หากผู้ถือธงนำไปอยู่ข้างหลังแล้วบอกว่า ลุยเข้าไป ลุยเข้าไป … คนลุยยังไม่รู้เลยว่า ไอ้คนพูดข้างหลังน่ะ มันยังอยู่ไหม บางครั้ง ทัพหลวงที่จัดส่งไปตามหัวเมืองในสมัยโบราณก็เป็นกลยุทธนี้เช่นกัน เพื่อสร้างขวัญ และ ให้มั่นใจว่า หากเราเพลี่ยงพล้ำอย่างใด ทัพหลวงมาช่วยแน่ไม่ต้องกลัว ตอนนี้พี่นิเองปรากฏกายเหมือน The Matrix คีอานู รีฟ ยังอาย เช้า สาย บ่าย และ เย็น อาจจะปรากฏกายได้คนละที่ คนละเรื่อง และ ทำงานคนละแบบ ผมล่ะนับถือ”ใจ” ของแกจริง ๆ บางที่ทีแกไป แค่เห็นเดินลงมาจากรถ ยืนสูบบุหรี่ คนงานลือไปถึงในไซต์แล้วว่า “พี่นิมาแล้ว ๆ “ ฟังได้เป็นสองเสียง พวกที่ทำงานอยู่แล้ว จะได้มีโอกาสปรึกษางานด้วยประสบการณ์ของพี่นิ พร้อมบุกป่าฝ่าดงไปด้วยกัน ส่วนไอ้พวกไม่ทำงาน หรือ ทำงานเป็นงานอดิเรก ก็รีบตาลีตาเหลือก จับงานจับการขึ้นมาทำกันอย่างกระฉับกระเฉง บางคนอ่านแบบกลับหัวก้มี เจอมาแล้ว รีบจัดไปหน่อย ผมเคยเสนอไปว่า พี่นิน่าจะทำรูปหล่อทั้งตัวแบบจ่าเฉย หรือ ผู้พันแซนเดอร์ไปยืนตามหน้างาน น่าจะช่วยให้คนงานมีกำลังใจขึ้นเยอะ แต่แกไม่เห็นด้วย กลัวกลับไปดูแล้วจะพบศัพท์ช่าง(แบบตามห้องน้ำ)  หรือ จำรูปหน้าเดิมตัวเองไม่ได้จากมิตรรักแฟนเพลงมาระบายให้น่ะครับ
ผู้ที่เล่นหมากรุกเป็น จะพอนึกออกได้ว่า พลพรรคม้าโคนเม็ดเบี้ยเรือนั้นทำสิ่งต่าง ๆ ได้หลากหลายตามแต่คุณสมบัติของตัว นำเข้ามารวมกับการควบคุมของ ขุน ก็จะทำให้เกมการต่อสู้ครบเครื่อง ม้ารุก เรือฆาต แล้วเอาเบี้ยหงายแทง หรือเอาโคนมายืนหลังไว้ ฯลฯ สารพัดเทคนิค ผมไม่เคยเห็นหมากรุกกรดานไหน เอาขุนมาเที่ยวไล่เบี้ย ไล่โคน กลางกระดาน ขุนจะอยู่ในที่ปลอดภัย แม้จะมีฤทธิรอบตัว เดินได้แปดทิศกินได้ทุกทาง แต่หากขุนม่องเท่งไป ล้มกระดานครับ ตายยกแก็งค์ ขุนจะออกโรงเมื่อจำเป็นเท่านั้น เช่นรุกไล่ขุนผ่ายตรงข้ามร่วมกับม้า โคน เรือ ของเรา ให้ผ่ายตรงข้าม จนกางกระดาน แล้วเราก็ชนะครับ ลองดูกลยุทธของเราปัจจุบัน เอาขุนออกโรงแทบทุกจุด นั่นคืิิอ หมดแล้วนะครับ ไม่มีหมัดเด็ดอะไรแล้ว ผ่ายตรงข้ามถ้ามองดูเรา ประเมินได้จากตรงนี้เลย ว่าเราเป็นอยู่คืออย่างไร ลองคิดดูให้ดีครับ ว่าเราต้องปรับกลยุทธอย่างไร หากเราเก็บหมัดเด็ดเอาไว้ เมื่อเราเพลี่ยงพล้ำ ขุน เข้ามาจัดดอกเดียว เราอาจจะรอดออกมาสู้ต่อได้อีก แต่ถ้าให้ขุน ลงจัดตั้งกะดอกแรก ช้างสารเข้าโรมรัน หญ้าแพรกก็บรรลัยน่ะครับ
สำหรับผู้ที่ขาดความมั่นใจ รีบหาทางพัฒนาตัวเองซะนะครับ ค่อย ๆทำสิ่งที่ประสบความสำเร็จเองได้ทีละน้อย ๆ ไปเรื่อย ๆผมเคยเขียนแล้วว่า แค่การถอดรองเท้าให้เป็นระเบียบทุกวัน นั่นก็คือความสำเร็จแล้ว แม้แต่การบีบยาสีฟันให้ยาวหนึ่งเซนติเมตรทุกครั้ง นั่นก็คือความสำเร็จ คุณค่อย ๆทำสิ่งที่คุณ”ทำเอง” ได้ก่อน ทำมันให้มากขึ้น แล้วท้ายสุด ความเชื่อมั่นของคุณเองตอนรับงานใด ๆมา มันจะค่อย ๆ มากขึ้นเอง หลีกเลี่ยงพวกปากลบ พวกดูถูกคน คนคิดลบ อย่าไปวอแวด้วย เชื่อผมเถอะ คนเหล่านั้นไม่มีประโยชน์ใด ๆ ในการพัฒนาตัวเองของคุณเลย สร้างความมั่นใจให้กับตัวเอง และ เผื่อแผ่ให้กับคนข้าง ๆด้วย มันส่งถึงกันได้นะครับพลังแบบนี้ คนข้าง ๆผมไม่ได้หมายถึงเพื่อนร่วมงานอย่างเดียวนะ หมายถึงครอบครัว ลูกเต้า โน่นครับ สงสารเขาไหม ถ้าเขาจะโตมาแบบเรา มาแบบไม่มีสิทธิไม่มีเสียง หายใจดังก็ผิดแล้ว พ่อแม่เป็นอย่างไร ลูกมักจะเป็นอย่างนั้นครับ ถ้าไม่คิดว่าจะทำเพื่อตัวเอง ก็ขอให้ทำเพื่อลูกครับ อยากให้เขาเติบโตไปแบบมั่นใจในความสามารถตนเอง เราต้องทำให้เขาเห็น เราต้องทำ”เยี่ยง”ให้เขาเฝ้ามองเรา เฝ้าเลียนแบบเรา ถ้าเราหงอ ลูกเราก็หงอ เราขี้แพ้ ลูกเราก็ขี้แพ้ครับ ไม่ผิดไปจากนี้มากหรอกครับ มีน้องๆ ที่เคยทำงานมาด้วยกันนำลูกมาหา(งานวันเกิด) แนะนำลูกว่านี่เป็นหัวหน้าแม่นะ ลูกต้องเรียกเก่ง ๆ นะ จะได้ทำงานแบบลุงเขา ลูกต้องงั้น ต้องงี้ ฯลฯ เราก็อวยแม่มันไป วันหลังมาถามแม่มันว่า เอ็งอ่านหนังสืออะไรบ้างตอนนี้ ตอบ ไม่มีเวลาอ่านเลยพี่… งั้น เอ็งดูทีวีรายการไหนบ้าง ก็พอมีเวลาละครบ้าง แต่ไม่บ่อยนะ  งั้น วันหยุดพาลูกไปไหน ทำอะไรบ้าง เอ่อ ก็ไม่ค่อยได้หยุดนะ ทำโอน่ะ ต้องทำอ่ะพี่ ลูกก็ไปเรียนพิเศษ นั่นโน่นนี่ ผมบอกกับน้องเขาว่า จากสามคำถามที่ได้คำตอบมา ไม่มีพฤติกรรมไหนเลยที่ลูกจะเห็นได้ว่า พ่อแม่ ทำตัวแบบไหน นอกจากก่อนนอนไปกอดลูกแล้วบอกว่า พ่อแม่ทำงานหนัก(นาน) เพื่อเอาเงินมาให้ลูกเรียนนะ ตั้งใจเรียนมาก ๆนะ แล้วลูกมันจะซึมซับอะไรมาจากเรา มันจะได้สิ่งไหนที่มันอยากเลียนแบบพ่อแม่ นอกจาก “ต้องทำงานหนัก(นาน) เพื่อเอาเงินมาใช้หนี้” การเอาลูกมาแนะนำให้ใคร ๆรู้จักเอ็นดูนั้นดีครับ แต่ที่ดีที่สุดพ่อแม่ต้องเป็นเยี่ยงอย่างที่ดีก่อนเสมอ พ่อที่ทำงานไปสามวัน หยุดสองวัน แล้วมาสอนให้ลูกขยัน ๆ นะลูก มันขัดกันไหม แม่ที่บอกว่า ขยันทำการบ้านสิลูก แต่ตัวไปยังขูดหวยตีตัวเลข มันขัดกันไหมครับ ??? เริ่มที่ตัวเราก่อน เมื่อเรามีความมั่นใจแล้ว คนอื่น ๆรอบ ๆ ตัวเราก็จะมั่นใจเอง บางครั้งเวลาเจอคนไม่มีความมั่นใจแล้วอึดอัดแทน (พี่นิใช้คำว่า”ผีอำ”) คือถามอะไรก็มึน ๆงง ๆ ไม่พูด ไม่ตอบ ไม่หือไม่อือ ทั้งสิ้น ลุ้นกันจนท้องปวดไปถึงหัวหน่าว กว่าดอกพิกุลจะร่วงหล่นลงมา…. น่าเห็นใจครับ
เราเคยเห็นช้างในสวนสัตว์ไหมครับ ที่มันจะอยู่ในศาลาใหญ่ๆ แล้วล่ามไว้ด้วยโซ่ที่ปลายขาหลัง ช้างก็จะเดินนัวเนีย ๆ อยู่อย่างนั้น เหมือนไม่สามารถไปไหนได้ เราคิดว่าช้างมันรู้ไหมว่าโซ่แค่นั้นไม่ได้ระคายผิวมันเลย ดูเวลาช้างป่าบุกลงมาบ้านชาวบ้านหรือที่เขาเขียว กระทืบรถกระทืบคนซะขี้เยี่ยวแตก ไม่มีใครคนไหนเอาโซ่เส้นเดียวไปล่ามมันเลย ช้างที่ถูกเลี้ยงมานั้น อยู่ในสถานการณ์ที่ทำให้มันเชื่อว่า ถูกควบคุม มาตลอด ตั้งกะเด็กมาแล้ว เอาเชือก(อาคม)ไปคล้องมา แล้วก็มาล่ามไว้ ล่ามตั้งกะเด็ก เวลาปล่อยก็ใช้ขอสับคุม ทำอะไรก็สับขอลงไป เวลาจะเลิกใช้งานก็เอามาล่ามไว้ ช้างเชือกนั้น โตมาด้วยการรู้สึกถึงความกลัว ขอสับ และ โซ่ (แม้ผู้เมตตาสัตว์จะบอกว่ามันไม่กลัวแต่มันรักเจ้าของก็ตาม) จนมาถึงจุดหนึ่ง เมื่อพละกำลังของช้างนั้นมากมายแล้วก็ตาม แต่พอเห็นเชือกเห็นขอสับก็เข่าอ่อนยอมแต่โดยดี ไม่มีพิษสงอะไร ไม่กล้า ทำอะไรนอกกรอบ ต่างจากช้างป่า ขอสับคืออะไร กรูไม่รู้จัก ต้นไผ่เป็นกอ ๆ กรูโค่นมาแล้ว โซ่บ้าอะไรมาเกี่ยวขา พ่อเตะกระจาย…. ผมมีน้องหมาอยู่ตัวนึง มีเชือกจูงไว้ล่ามตั้งกะเด็ก มันเป้นหมาบ้าพลังครับ แต่ทุกวันนี้ พอเอาเชือกเส้นนี้มาคล้องคอ มันจะนิ่ง และ ล้มตัวลงนอนเลย หมดพลังไปเสียดื้อ ๆ พอปล่อยเชือกลุกขึ้นกระโดดโลดเต้นเหมือนไม่เคยซึมแบบนั้นเลย …ผมล่ะงง ชีวิตของเรานั้น เหมือนช้างเลี้ยงไหมครับ เราถูกหล่อหลอมมาอย่างไร ใครถือขอสับชีวิตเราอยู่ โซ่ที่ล่ามขา(อิสรภาพความมั่นใจ)ของเราไว้นั้นมันใหญ่ขนาดเราปลดปล่อยตัวเองไม่ได้เลยเหรอ…​ลองคิดกับตัวเองดูครับ เป็นกำลังใจให้ครับ
 
ขอบคุณที่พวกเราทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความเติบโต และความสำเร็จของงานที่เรากำลังทำอยู่นี้ร่วมกันครับ
 
บุญรักษา

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s