Manager Talk 20150222

สวัสดีครับเพื่อน ๆพนักงาน  TAC ทุกท่าน
          เผลอแผล่บเดียว เรากำลังเข้าสู่สัปดาห์สุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ เดือนที่สองของปีนี้ ยังไม่ได้เริ่มทำอะไร ๆ ที่คิดไว้ตั้งหลายอย่าง ตอนคิดไว้ก็ว่าจะ ว่าจะ พอเอาจริงก็กลายเป็น ไว้ก่อน ไว้ก่อน เรื่องบางเรื่องจากงานไม่ด่วน ตอนนี้กลายเป็นด่วนไปแล้ว จากไม่ค่อยสำคัญ ก็ขึ้นระดับความสำคัญจ่อคอหอยมาเลย นึกย้อนไปว่าเจ็ดสัปดาห์เอาเวลาที่ทุกคนมีเท่ากันไปทำอะไรหมด ก็นึกไม่ออก มองแบบโทษปี่โทษกลองก็ต้องบอกว่า เพราะมัวแต่ได้งานมอบหมายด่วนมาตัดหน้า ทำให้ไม่ได้ทำนั่นโน่นนี่ มองแบบนั้นก็ได้ครับ เรื่องมันก็จะไว้ก่อน ไว้ก่อนอย่างที่มันเป็น ถ้าเรามองว่า แล้วทำไมเราถึงไม่ลงมือทำมันล่ะ จะด้วยวิธีการใดก็ได้ แต่เราต้องทำ เพราะมัน “สำคัญ”​เราก็จะพยายามหาวิธีทำมันให้ได้ สองเดือนของผมต้องปรับปรุงใหม่ เพราะดองเรื่องไว้เพียบ หลายเรื่อง”สำคัญ”นั้น ไม่ได้มีผลกับตัวเราเองเท่านั้น มันอาจจะมีผลกับครอบครัว เพื่อนร่วมงาน และ บริษัทฯที่ทำงานอยู่ และเมื่อเกิดอะไรขึ้นเราจะมาอ้างความคลาสสิคว่า “ไม่มีเวลา” มันดูแมนมากไปหน่อยครับ
ฝรั่งเขามีเทคนิคสอนเรื่องการจัดการกับความสำคัญและความเร่งด่วน อะไรควรทำก่อนหลัง ลองไปหาดูเอาได้ครับ ตอนนี้ในอินเตอร์เน็ตข้อมูลมีให้ดูแบบว่าทุกอย่างจริง ๆ สมัยผมเรียนหนังสือ ตอนเข้าแล็บเรื่องระบบส่งกำลัง(เกียร์) มีชีต มีหนังสือให้ดู ให้อ่านกันเป็นวรรคเป็นเวรว่ามันทำงานอย่างไร ก็ยังไม่เข้าใจว่ามันเปลี่ยนความเร็วรถได้อย่างไร เมื่อวันก่อนผมเห็นในยูทูป ทำเป็นกราฟฟิคแสดงให้ดูในเวลาไม่เกินห้านาที กระจ่างแจ้งจางปางนี่มันสวรรค์ชัด ๆ สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาหาข้อมูลและความรู้ เรื่องการใช้งานโปรแกรมสำเร็จรูปก็เหมือนกัน ในยูทูปมีให้ดูตั้งแต่เปิดเครื่องยันปิดเครื่อง ยังขาดก็แต่เอื้อมมืออกมาจากจอมาจับมือเราทำตามเท่านั้นเอง ในเมื่อโลกมันไปทางนี้ซะแล้ว โลกของข้อมูลที่ไม่จำกัด การที่เราจะมาคอยแก้ตัวว่าเรื่องนั้น เรื่องนี้ เราไม่ทราบ เราไม่เคยมีคนบอก มันแสดงให้เห็นความ “แคบ” ของเรา กลับกัน เราเองก็อย่าตกหล่มของข้องมูล คือเป็นมือตัดแปะ ค้นๆๆๆ แล้วก็แปะ ๆๆ ส่งไป ขาดความ “สังเคราะห์” “นึกคิด” ต่าง ๆที่จะผสมข้อมูลนั้นเป็นแบบสรุปย่นย่อ เคยเข้าประชุมแบบนี้มาบ้าง พบเห็นผู้เข้าประชุมสองสามแบบ ลองดูเอาว่าเราเป็นแบบไหน แบบแรก คือ มาแบบเด็กเสริฟ เอาปากกาสมุดมาพร้อม เพื่อรอ”จด” อย่างเดียว คือ พร้อมที่จะมารับ “คำสั่ง”​ถ้าโดนถามอะไร มักจะนิ่ง หรือ ตอบว่า “ไม่ได้เตรียมคำตอบมา” พวกที่สองคือ ทำการบ้านมาดี เอกสารมาเป็นหอบ ๆ อธิบายเป็นคุ้งเป็นแคว แต่… ไม่ได้ตรงกับประเด็นที่เขาสนทนากัน ถามกล้วยตอบมะละกอ ผลไม้เหมือนกัน แต่คนละชนิด พวกสาม ไม่ทำอะไรมาเลย รู้ว่าเขาเรียกประชุมกัน ก็มาด้วย มาหาเอาข้างหน้า บางทีรู้ทั้งรู้ว่าเป็นการประชุมประจำสัปดาห์มีบันทึกชัดเจนว่ามีวาระอะไรบ้าง พอมานั่งได้ชะโงกไปคนข้างๆ เพื่อขอดูบันทึกการประชุมว่ามีเรื่องอะไรบ้าง ผมเคยเจอลูกค้าฝรั่งเห็นการประชุมที่มีผู้เข้าร่วมเป็นแบบนี้ เขาสั่งยกเลิกการประชุมเลยครับ เพราะเสียเวลาเปล่า คำตอบนั้นเดาได้อยู่แล้วว่าต้องมีแต่คำว่า “กำลังติดตาม” “I will check” “I will confirm” ขาดอย่างเดียว คือ I don’t know เท่านั้น แบบที่สามคือ เอาสามอย่างนั้นมารวมกัน คือ มีสมุดจดโน้ตหัวข้อที่ต้องการเน้น ต้องการเสริม หรือ ผลของการไปติดตามงานมานำเสนอ มีการนำเอกสารประกอบ หรือ การแสดงผล ที่ได้ไปจัดทำมานำเข้าบรรจุวาระ และ ไล่เรียงลำดับหัวข้อการประชุม พร้อมสรุปประเด็นสาระและเพิ่มข้อเสนอแนะใหม่ ๆ ก่อนขมวดจบเรื่อง ทั้งข้อสรุปและมอบหมายหน้าที่่ให้กับผู้รับผิดชอบไปดำเนินการต่อ และมีการติดตามเป็นระยะ ๆ การประชุมคือ สภาพสถานการณ์ที่”ทุกคน”รับรู้ว่ามี”ปัญหา” แล้วมาร่วมกัน เพื่อ “แก้ปัญหา” นั้น ทุกคนพร้อมจะรับเรื่องที่ตัวเองถนัดหรือดูแลออกไป เพื่อปฏิบัติ ติดตาม และ ดำเนินการเพื่อให้บรรลุทางแก้ปัญหานั้น ไม่ใช่ว่า เมื่อทุกคนมีปัญหา(ของตัวเอง) ก็เรียกประชุมผู้เกี่ยวข้อง แล้วโยนปัญหา(ของตนเอง)ลงมากลางวง ให้ผู้เป็นประธานตัดสินใจเอาเอง คือ เอาปัญหามาโยนใส่กัน พอเลิกประชุม ปัญหามันกองอยู่ที่เดิม เพราะโยนออกไปแล้วนี่ ไม่ใช่ของผมแล้ว การประชุมแบบนี้จะลงท้ายด้วยคำว่า “ก็ผมเคยบอกแล้ว”​“ก็อย่างที่หนูเคยแจ้งปัญหา” “ก็ปัญหานี้มันเป็นเรื่องของ……​(ส่วนมาเป็นคนที่ไม่ได้เข้า)” ฯลฯ ลองมองดูให้ดีเถิดครับ ถ้าคนพูดนั้นทำทุกสิ่งอย่างได้ตามที่ตัวเองเคยพูดเคยรับปากไว้นั้น “ปัญหา”ที่ว่ามันจะไม่ค่อยมีหรอก ที่มันยังค้างคาก็เพราะการที่คิดว่า”ปัญหา” ที่เกิดขึ้นนั้น มันไม่ใช่เรื่องของตัวเอง..…ทั้งนั้น
เมื่อตอนผมยังเด็กน้อย เรียนหนังสือวิชากลศาสตร์ของไหล Fluid mechanics ซึ่งเกี่ยวกับพลังงานของของเหลวในภาวะต่างๆ ของเขา อาจารย์ที่สอนผม(ยังจำได้แม่น)เน้นย้ำว่า ก่อนที่คุณจะลงมือแก้ปัญหา(ทำโจทย์) คุณต้องเริ่มต้นด้วยสมมติฐาน(Assumption)ที่ถูกต้อง เพราะสมมติฐานที่ถูกต้องและผ่านการไตร่ตรองมาแล้ว จะทำให้การแก้ปัญหาของคุณไปถูกทาง และ ได้ผลที่ถูกต้อง พูดง่าย ๆคือ ตั้งสมมติฐานผิด ไม่ว่าจะเหนื่อยยากเข้าป่าเข้าดงไปยังไง ไม่มีทางได้ผลที่ถูกออกมาหรอก เหนื่อยเปล่า … ในวิชานั้น อาจารย์ให้ทำข้อสอบแบบอัตนัย คือ แสดงวิธีการทำออกมา โดยเน้นก่อนสอบว่า “สมมติฐานผิด คะแนน ศูนย์ ทันที” ผลสอบออกมา ศูนย์เกินครึ่งห้อง และแน่นอนผมเลือกข้างมากอยู่แล้ว ผมก็ศูนย์เช่นกัน พวกเรา (จะเห็นว่าพอเราพวกเยอะ เราเรียกพวกเรา คนน้อยกว่า เราเรียกพวกมัน) ก็พากันไปพบอาจารย์เพื่อขอดูข้อสอบให้เห็นกันจะจะว่ามือโปร(เบชั่น)อย่างพวกเราจะตกกันเกินครึ่งได้อย่างไร อาจารย์คำรามเบา ๆ ว่า “ถ้าฉันไปค้นกระดาษข้อสอบมาให้เธอดู​แล้วเธอตั้งสมมติฐานผิด ฉันให้เธอตกไปถึงครั้งหน้าเลยนะ”​ ทุกคนยอมรับโดยไม่ต้องมีชื่อดุษฎี เพราะ เราต่างก็รู้กันอยู่แล้วว่า เราไม่ชัวร์เรื่องการตั้งสมมติฐาน (พวกเทพตอนหลัง ๆ ผมเคยได้ยินพูดว่า แอสซูมว่า…..  ซึ่งไม่รู้ว่าที่พี่เขาแอสซูมนั้น เอาหลักการอะไรมาแอสซูมก็ไม่รู้) ต่อให้จะบรรเลงการแทนค่า ใส่สูตร หาสมการห้าตัวแปรเชิงซ้อนสามตลบตีลังกาใส่เกลียวสามรอบ อาจารย์มองบรรทัดแรกผิด ก็คือ ศูนย์ …. ตรวจง่ายดีจัง ตั้งแต่นั้นมา ผมก็เฝ้ามองเหตุการณ์ต่าง ๆ รอบ ๆ ตัวว่ามันจะจริงแบบที่อาจารย์บอกไหม ก็พบว่ามันจริงครับ หลายเรื่องที่ผมเคยประสบปัญหา แก้กันวุ่นวายมากมาย เดือดร้อนทั้งตัวเอง และ ผู้อื่น ปรากฎว่า เราแก้ไปแบบนั้นเพราะเราเข้าใจปัญหาผิดครับ เราได้รับเรื่องราวที่ผิด หรือ จงใจให้ผิด ให้บิดเบือน แล้วรีบนำไปดำเนินการ เสียทั้งเวลา เสียทั้งกำลังไพร่พลมากมาย แล้วเหมือนจะไม่ได้อะไรกลับมาด้วย ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่าย ๆ ถ้าในที่ประชุมมีการรายงานว่า คนงานทำงานผิดประจำ ขนาดของชิ้นงานที่ทำผิดขนาด ส่งผลให้ลูกค้าตำหนิ และ ต่อว่าเรา “เพราะ” คนงานไม่ใส่ใจ ไม่ตั้งใจ ไม่มีความรู้ ไม่นั่น ไม่นี่ ฯลฯ ทางแก้ปัญหาคือ ต้องเสริม ….​ต้องสร้าง .…​ต้องจ้าง…. ต้องลงทุน ….​ต้องโน่นนี่นั่น….​ทุกคนเห็นด้วย เริ่มเลย ทำกันเป็นวรรคเป็นเวร พอหมดการดำเนินการ งานก็ยังผิดเหมือนเดิม ถ้ายังมาประชุมกันอีก คราวนี้จะเริ่มมองหาคนผิดแล้ว ว่าทำไมยังไม่หายซะที … ฯลฯ นั่นเพราะเราตั้งสมมติฐาน(เอาเอง)ว่าการทำผิดเกิดจาก”ใคร” ไม่ได้มองไปที่”กระบวนการ” ของการทำผิดนั้น โครงการเก่าของผมมีปัญหาแบบนี้เลย เขาตั้งคณะทำงาน เพื่อศึกษาว่ามันมีความผิดพลาดแบบไหน ได้ผลออกมาว่ามันมักจะไปทางขาด ๆ เกิน ๆ เป็นเลขห้า หรือ สิบ คล้าย ๆ กัน พาคณะลงพื้นที่หน้างาน ดูการทำงานของคนงาน พบว่า คนงานคุ้นเคยกับการ”ทด”ตลับเมตร คือ ดึงออกมาไม่ใช้ปลายเกี่ยวเข้ากับชิ้นงาน แต่กลับใช้มือทาบแทนที่ตัวเลขห้า หรือ สิบเซ็นต์ตามแต่จะตกลงกัน บางงานคนจับหัว จับท้ายอยู่คนละปลาย ต้องตะโกนบอกกันว่าทดห้า หรือ สิบ แล้ววัดระยะตัด คนมาตรวจระยะ ก็ไม่ได้เอาเครื่องมืออะไรมาเช็ค ก็สั่งไอ้คนวัดตัดนั่นแหละ วัดซิ ได้เท่าไหร่ มันก็อ่านได้เท่าเดิมตอนมันวัดตัดน่ะสิ พอทำออกมาก็เน่าดังที่บอก ที่คนงานทำแบบนั้น เพราะ ปลายหัวโลหะที่ปลายสายวัดมัน”คลอน” หลวม โยกได้ ทำให้คนงานไม่รู้สึกว่าระยะมันเป๊ะ…​เลยต้องทดเอามือทาบจะเป๊ะกว่า ที่ตลับเมตรเป็นแบบนั้น เพราะคนงานไม่กล้าไปเบิกใหม่ สโตร์ขู่จะหักเงินว่าทำเครื่องมือเสีย เลยใช้มันไปอย่างนี้แหละ 
คณะทำงานติดตาม ตั้งสมมติฐานตามเหตุที่ไปศึกษาว่า “เครื่องมืองานช่างไม่เหมาะสม ทั้งช่างที่ทำงาน และ ชุดคนตรวจสอบ” ทางแก้ไขที่เสนอคือ ให้ความรู้กับพนักงานว่า ไม่ว่าคุณจะทดแม่นแค่ไหน คุณก็พลาดได้ ถ้าคุณเกี่ยวหัวคลอน ๆ นั้นทำงาน ผิดก็ไม่เกินสองมิล (หนักไปทางเกินด้วย ไม่มีขาด เจียร์ออกได้) ทุกคนต้องเลิกวัดแบบทดเด็ดขาด และ ชุดตรวจสอบต้องมีสายวัดของตัวเองที่จะไปสุ่มวัด และ มีทีมงานของตัวเองไปทำการวัดกันเอง (จริง ๆมีทีม DC Dimensional Control แต่มันไม่ไปเพราะทำกันมาแบบนี้ตั้งนานแล้ว ไม่เห็นต้องไป) ส่วนทางสโตร์ให้สำรองตลับเมตรไว้ หากคนงานมาเปลี่ยน เพราะหัวคลอน ให้เปลี่ยนได้ทันที การแก้ไข ไม่ได้ใช้เงินลงทุนอะไรมากเลย ทุกอย่างยังใช้เงินเท่าเดิม ทั้งค่าแรง ค่าเครื่องมือ และ ชุดทำงาน เพียงแค่ “กระบวนการ”ทำงานที่ต้องเปลี่ยนทันที เมื่อทุกคนเห็นร่วมกัน แล้วนำไปปฏิบัติ งานตัดที่ผิดพลาดลดลงไปจนแทบไม่มีรายงานเรื่องนี้อีก (หวังว่าคงไม่ได้ถูกเก็บไว้ใต้พรม) ตัวอย่างนี้ เป็นเรื่องจริงครับ การแก้ปัญหานั้น ทุกคนต้องเอาความจริงมาพูดกัน พร้อมร่วมกันวิเคราะห์หาสาเหตุ เพื่อศึกษาและใช้วิชาความรู้ของแต่ละคนที่เงินเดือนหลายหมื่นหลายแสนมาร่วมกันแก้ ถ้างานตัดผิดไปโทษว่าคนเงินเดือนหมื่นทำผิด ฆ่ามันซะ คนเงินแสนคิดได้แค่นี้ ตอ่ไปก็ไม่เหลือคนให้ฆ่าครับ หมดเล้าพอดี  แต่ไม่เป็นอย่างนั้นหรอกครับ แม่ทัพที่ลงมือผิดพลาดนั้น ไม่อยู่จนเป็นคนสุดท้ายหรอกครับ ลูกทีมของตัวเองนั่นแหละ จะสำเร็จโทษเขาเอง เสร็จมะก้องด้องตายตกไปตามกันครับ สำนวน “ฟ้าส่งจิวยี่มาเกิด ทำไมต้องให้ขงเบ้งมาเกิด(ในเวลาเดียวกัน)ด้วย” ไม่ได้มาเพราะตั้งลอย ๆ ครับ มันมีที่มา
การมองเรื่องราวต่าง ๆนั้น ก็เหมือนสายตาเรานี่แหละครับ จะมองเป็นฟ้า เหลือง ยังไง ก็ขึ้นกับแว่นที่จะใส่ ใส่แว่นฟ้า พื้นก็ฟ้าหมด ใส่เหลืองพื้นก็เหลืองหมด ไอ้แว่นที่จะเอามาใส่เนี่ยแหละ คือ “ทัศนคติ” ครับ ทัศนคติของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับพื้นฐานชีวิตที่เติบโตมา เราสร้างมันไม่ได้เอง แต่ “ปรับ” มันได้แบบค่อย ๆเป็นค่อยไป คนที่โดนคนอื่นเอาเปรียบมาทั้งชีวิต พอโตมา ก็ไม่ไว้ใจใคร มองคนอื่นจะมาเอาจากตัวเองทั้งหมด มองว่ามาหลอก มองว่ามาทำดีเพื่อหวังผล ฯลฯ นี่แหละครับ ทัศนคติ การตอบสนองกับสิ่งต่างๆ กลับไปนั้น คือ การที่ร่างกายจิตใจเราประเมินเรื่องราวด้วยการ”ใส่แว่น”ทัศนคติแล้วตอบสนองไป คนที่มีทัศนคติลบ หรือ ค่อนข้างลบ ก็จะตอบสนองแบบลบ ๆ ขณะที่คนที่มองทุกอย่างแบบกลาง ๆ ของมีทั้งดีทั้งชั่ว การตอบสนองก็จะไม่เหมือนกัน ฝรั่งบอกว่า “ทัศนคติลบก็เหมือนยางแบนนั่นแหละ คุณจะไปต่อไม่ได้ด้วยยางแบน ๆ แบบนั้น จนกว่าคุณจะเปลี่ยน(ยาง)มันซะก่อน” ลองมองไปรอบ ๆ ตัวเราได้ครับ คนหลากประเภทที่เราเจอ บางคนไม่ยอมรับปากอะไรเลย บางคนไม่ให้คำมั่น บางคนพยายามปัดทุกเรื่องออกจากตัว นั่นหลาย ๆคนทำอย่างนั้น เพราะเขา”เชื่อ” เพราะเขา มี”ทัศนคติ” อะไรบางอย่างว่าการทำอย่างนั้นแล้วเป็นผลดีกับเขา มันมาไกลครับ ต้องย้อนไปไกล เราเปลี่ยนคนไม่ได้ เพราะเราไม่รู้ว่าเขาผ่านอะไรมา ถ้าเราจะทำได้เราต้องค่อย ๆปรับครับ นั่นคือสิ่งที่ยากที่สุดของการ”สร้างคน” ใช้เวลานานครับ เราต้องไม่ท้อใจในการทำงานร่วมกับคน ผมพานอกเรื่องไปซะไกลเลย ใจแค่จะบอกว่า เมื่อไรที่เรามองปัญหาอะไรก็ตาม มองจากตนเองก่อน มองว่า เราเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาตรงไหน มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับเรา และเราจะทำอย่างไรในส่วนของเรา เพื่อลดสภาวะปัญหานั้น อย่าไปเริ่มจากการมองปัญหาจากเรื่องของคนอื่น ว่าเพราะ นั่น โน่น นี่ … พ่อแม่มาด่าลูกว่า ทำไมทำตัวเหลวไหล พ่อแม่เหนื่อยยากแค่ไหนเห็นไหมเพื่อเลี้ยงดูเอ็ง กลับกัน ลองมองดูตัวไหมว่ากินเหล้า สูบบุหรี่ การพนัน ฯลฯ เลยไม่ได้เลี้ยงเขาให้ดีกว่านี้ มองที่ตัวเองก่อน เพื่อแก้ที่ตัวเอง อย่าเอาปัญหาไปแปะไว้ที่คนอื่น แล้ว บอกว่า จะแก้ได้ ต้องแก้ที่ไอ้นั่น ….​เพราะถ้าคิดงั้น ไม่มีทางเลยที่ปัญหาจะบรรเทาลง เพราะเราไม่ยอมรับว่า เราคือ ส่วนหนึ่งของปัญหานั้น (เพื่อจะได้แก้ที่ตัวเรา) อะไรที่เป็นปัญหาในบริษัทนี้ เกี่ยวกับเราทั้งนั้นครับ ลองคิดดูให้ดี ๆ 
มีเรื่องเล่าเรื่องการแก้ปัญหาส่งท้าย…. นาซ่าจะส่งนักบินอวกาศไปดวงจันทร์ ต้องมีการให้พวกเขาจดบันทึกสิ่งต่าง  ๆที่ทำงาน และ วิจัย ปัญหาคือ ปากกาธรรมดามันไม่ทำงานในสภาพไร้น้ำหนัก หมึกมันย้อนทาง ไม่ออกทางปลาย เขียนไม่ติด อเมริกาทุ่มนักวิทยาศาสตร์ระดับเทพมาคิดวิจัย หาสิ่งประดิษฐ์ที่จะใช้งานได้ในอวกาศแบบนั้น บ้างก็เอาปากกาความดันสูง หมึกความหนืดต่ำ สารสังเคราะห์ที่สามารถแพร่ผ่านได้เมื่อบีบ ฯลฯ หมดค่าวิจัยไปหลายล้านดอลลาห์ เพื่อปากกาแบบเดียว ปัญหาเดียวกันเกิดที่รัสเซียตอนจะไปดวงจันทร์เหมือนกัน รัสเซียไม่ได้ทำอะไรมากกับเรื่องนี้ แค่ส่งดินสอดำไปกับนักบินอวกาศสองโหลเท่านั้น !!! อีกเรื่องก็แล้วกัน (ติดลม) บริษัทผลิตสบู่ก้อน พบปัญหาการผลิตที่ปลายไลน์ ว่าจะมีการเล็ดลอดของกล่องสบู่ที่ไม่มีสบู่บรรจุไปในสายพาน พอส่งไปลูกค้าได้รับการตำหนิมามากมาย ทีมงานตั้งคณะทำงาน เพื่อกำจัดปัญหานี้ ระดมนักวิทย์มา(ไม่ได้เอามาจากนาซ่านะ) สรุปการลงทุนสร้างระบบชั่งนน.แบบสายพาน คือ เมื่อกล่องที่นน.ผิดปรกติวิ่งผ่านมาบนช่วงสายพานนั้น จะจับค่านน.ได้ แล้วแขนกลก็จะเตะกล่องนั้นออกไปทันที ลงทุนไปสามล้านกว่าบาท วันเปิดงาน คนมาปรบมือกันเกรียว ว่า เป็นนวัตกรรมที่จะกำจัดสิ่งร้องเรียนได้เด็ดขาด ลุงคนงานมายืนมุงปรบมือกับเขาแล้วถามวิศวกรว่า เขาทำอะไรกัน วิศวกรเล่าให้ฟังอย่างภูมิใจ พอฟังจบลุงส่ายหัวแล้วบอกว่า แหมเสียดายลุงเรียนมาน้อย แถวบ้านลุงเครื่องนวดข้าวมันใช้ฟัดลมเป่าลมแรงๆ ไอ้เม็ดข้าว ๆเบา ๆมันก็กระเด็นออกไปแล้ว….. นั่นสิลุง ลุงถึงไม่ได้เป็นวิศวกรแบบเขาครับ…..
 
ขอบคุณที่พวกเราทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความเติบโต และความสำเร็จของงานที่เรากำลังทำอยู่นี้ร่วมกันครับ
 
บุญรักษา

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s