Manager Talk 20150125

สวัสดีครับเพื่อน ๆพนักงาน  TAC ทุกท่าน

ผมได้ข้ามไปเมืองปากเซ แขวงจำปาศักดิ์ สปป.ลาวมาสองสามวัน เห็นเรื่องน่ารัก ๆ ของที่นั่น สินค้าอุปโภค บริโภค เกือบทั้งหมดเป็นของไทย ทีวีก็ไทย เห็นประกาศคสช.ตลอด มีสองสิ่งที่เป็นของลาวแท้ ๆคือ “เบยลาว”(เขาอ่ายเบียร์ สระ เ-ย คือ สระ เอีย) และ “ดาวคอฟฟี่” ความเป็นอยู่ของคนช้าลงกว่าเมืองไทยหลายสิบปี ไม่ใช่ความเจริญนะครับ หมายถึงพื้นฐานจิตใจ การดำรงชีวิต และ การสมาคมกันและกันตามสถานที่ต่าง ๆ สภาพบ้านเมือง ถนนหนทาง ที่กำลังจะพัฒนาขยายเส้นทางให้กว้างขึ้น ด้วยประชากรแค่หกล้านคน และ พื้นที่ที่เป็นภูเขาล้อมไปล้อมมา บ้านเมืองเขาสงบนิ่งดีมาก ๆ ครับ ระหว่างเดินทางในนั้น ผมสังเกตสองสิ่ง หนึ่ง ตามถนหนทาง ไม่มีหมานอนลิ้นปลิ้นให้มดไชจมูกเลยสักตัว ผมถามคนลาวที่ไปด้วยกันว่า หมาประเทศเจ้านี่สอนมันยังไง ให้ข้ามถนนไม่โดนรถเหยียบ เขาตอบมาแบบอึ้งนิดว่า เขาว่าไม่ได้เป็นที่หมา มันเป็นที่คนมากกว่า บ้านเขาขับรถกันไม่เกินร้อย ส่วนมากหกสิบ แปดสิบ ไม่ใช่ถนนไม่ดีนะ แต่เหมือนเขาไม่รีบร้อน อีกอย่างบนถนนก็มีรถอีแต๊ก มอเตอร์ไซค์ แพะ และ วัว เดินกันเสรี ไม่มีอุบัติเหตุให้เห็นเลยตลอดเส้นทางที่ผมใช้ เขาบอกว่า อะไรจะข้าม จะออก ถ้าเราขับรถไม่เร็ว ก็หยุดทันทั้งนั้น ไม่ต้องไปสอนหมา สอนวัวหรอก สอนคนนี่แหละ… อันนี้ผมขออึ้งแพ๊บ… เรื่องที่สองคือ คนขับขี่มอเตอร์ไซค์ใส่”หมวกกันกระทบ”ทุกคน ทั้งคนขับ และ คนซ้อน ถ้ามีลูกเด็กเล็กแดง พวกเด็กไม่ใส่ คนโตใส่ ทั้งในเมือง นอกเมือง และ ชนบทห่างไกล ตอนเช้าในเมืองมีสายตรวจขี่มอเตอร์ไซค์พูดออกเครื่องขยายเสียงให้คนใส่”หมวกกันกระทบ” เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ”ต่อตัวเอง” เช่นเคย ผมก็ถามไอ้คนนำทางนั่นอีก ว่า ทำอย่างไร คนถึงใส่”หมวกกันกระทบ” กันได้ขนาดนี้ เขาถามผมกลับว่า ก็ทำไมจะต้องไม่ใส่ล่ะ มันช่วยได้นะถ้ารถล้ม ผมจี้ต่อไปว่า ทำเพราะกลัวตำรวจเหรอ เขาบอกว่า ตร.ลาวเลิกงานสี่โมงครึ่ง ไม่มีตำรวจแล้ว คนก็ใส่กันนะ แต่ถ้าจะจับเขาปรับร้อยยี่สิบบาทไทย (เท่ากับราคาหมวก) คนก็คิดว่าถ้าถูกปรับก็จ่ายเท่ากับซื้อนั่นแหละ จะรอให้จับทำไม ใส่เสียดีกว่า ก็เห็นใส่กันเกลื่อนเมือง ใครต้องมีคนซ้อนมา เขามีถุงห้อยหมวกที่ต้องใช้ไว้ข้าง ๆ ไปไหนไปด้วย ก็แน่นอนดีนะครับระเบียบวินัยของเขา “ทำเพื่อตัวเอง” ไม่ได้ทำเพราะ “ถูกบังคับ” ถามนอกเรื่องไปที่ไอ้คนเดิมว่า คนลาวรู้สึกงัยบ้างคนไทยเอาคำเรียกสิ่งของๆลาวมาล้อเลียน เขาบอกว่า ก็ไม่ได้ล้อเลียนนะ มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เขายกตัวอย่าง “หมวกกันกระทบ” คนไทยเรียก “หมวกกันน็อค” แต่หน้าที่ของหมวกมันไม่ได้กันน็อค เขาบอก น็อค ไม่น็อค ไม่เกี่ยวกับหมวก แต่มันกันแน่ ๆคือ กัน”กระทบ”กับสิ่งอื่น เขาก็เรียกมันตามหน้าที่ว่า “หมวกกันกระทบ” ผมก็เผือกต่อไปว่า แล้วทำไมไม่เรียก”กันกระแทก”ล่ะ เขาอึ้งนิดแล้วตอบว่า “ผมคิดว่ากระแทกกับกระทบมันไม่เหมือนกันนะ” เออ เอากะพี่สิ …ผมเลยอึ้งแทน… บ้านเรานั้น เวลาจะส่งเสริมอะไร เหมือนไฟไหม้ฟาง ทำแบบไม่ต่อเนื่อง และ ขาดจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน มองไปที่เป็น”หน้าที่”ของคนต้องมาทำการส่งเสริม หรือ บังคับ ไมได้ไปสร้างจิตวัญญาณของผู้ที่จะถูกขอให้ทำ… ยิ่งกว่าแม่ปูกะลูกปู หมวกกันน็อคของบ้านเรานั้น ใส่เพื่อไม่ให้ถูกจับปรับเท่านั้น เช่นเดียวกันกับหมวกเซฟตี้ ใส่เพื่อให้เข้าโรงงานได้ แต่หน้าที่ของมันคืออะไร ผลดีกับตนเองคืออะไร … เราไม่ได้ส่งเสริมกันให้เข้าดีเอ็นเอครับ ความเข้าใจต่อเรื่องแบบนี้ของคนเราก็เลยผิวเผินมาก ๆโดยทั่วไปอะไรที่เป็นผิว ๆมักจะมีแต่กระพี้ ขุย ๆ ไม่มีประโยชน์อะไร จะนำไปใช้งานได้ ต้องถึง”แก่น”ครับ…. ผมเคยสัมภาษณ์วิศวกรงานก่อสร้างมามากมาย เวลาคุยก็จะบอกว่าความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่งของงานเลยครับผม… ผมถามว่า เคยเข้าร่วมกิจกรรมอะไรบ้าง อ๋อ ก็เซฟตี้ทอลค ทูลบ็อกซ์มีตติ้ง บลา บลา บลา … โอเค งั้นช่วยทูลบ็อกซ์ให้ผมฟังหน่อย สมมติว่าผมเป็นลูกทีมคุณ… เอ้า เริ่มได้… ง่า อ่า เอ่อ… !@%$%^$^&^*&(%#$ ที่เป็นตัวอ่านไม่ออกนั่นคือ “น้ำ”ทั้งนั้นครับ ไม่มีเนื้อเลย ที่เป็นอย่างนั้นเพราะ คุณ”ไม่เคยใส่ใจ”เลยว่าความปลอดภัยมันสำคัญกับคุณและลูกทีมอย่างไร คุณ”ใส่ใจ”แค่ว่ามัน”สำคัญ”ต่อ”การสัมภาษณ์งาน”ของคุณเท่านั้น และคุณก็ทำได้เท่าที่คุณอยู่ที่ผิว ๆ ของมัน คือ ยังต้องเอาขี้กระพี้ออกไปอีกบาน เผลอ ๆ ไม่เจอแก่นด้วยเป็นไม้มวลเบาเอาไปทำอะไรก็ไม่ได้ปลวกแดกหมด….

มาทางความปลอดภัยแล้ว ชวนไปเสวนาเรื่องรถยนต์บ้างดีกว่า วงการอุตสาหกรรมยานยนต์นั้นเป็นตัวพ่อของเรื่องความปลอดภัยอยู่แล้ว (เอาคนวัตถุสิ่งของมาทำให้มันเคลื่อนที่ได้เร็ว ๆ โดยบังคับด้วยคน และ ยังต้องขึ้นกับสภาพแวดล้อมทั้งทางกายและภูมิศาสตร์ น้ำ ลม หล่ม ฯลฯอีก มันโคตรอันตรายต่อชีวิตเลยครับ) เมื่อก่อน(อีกแล้ว) รถยนต์ก็ทำได้เพียง คิดว่า หากเกิดเหตุเครื่องมือเครื่องใช้อะไรจะช่วยยับยั้งจากหนักให้เบาได้ เช่น กันชนจากเหล็กทั้งแท่งก็กลายเป็นแบบยุบตัวซับแรงกระแทกได้ (เขาเคยฮิต Big Bumper มาพักนึง) ตัวถังออกแบบให้รับแรงได้ มีคานแข็งข้างประตูกันยุบตัวกระแทกคน แม้แต่เซฟตี้เบลท์ตอนแรกรัดคอแทบขาด ตอนหลังเพิ่มแรงดึงกลับเพื่อกันหัวคนไปกระแทกกระจกหน้า พวงมาลัยแบบยุบตัวได้ กระจกที่ไม่แตกเป็นเสี่ยง ๆ แต่เป็นเม็ดข้าวโพด ฯลฯ ทั้งหมด ล้วนเพื่อ “ความปลอดภัย” ทั้งกับคนขับ ผู้โดยสาร และ ผู้ใช้เส้นทางเสี่ยงตายร่วมกัน มูลค่าของสิ่งเหล่านี้ ที่ใส่ลงไปล้วนแล้วแต่ต้องมีการแลกเปลี่ยนด้วย “ราคา” ซึ่งเป็นต้นทุนของรถยนต์ นั่นก็ว่าแพงแล้วนะครับ สมมติผลิดรถมามูลค่าร้อยบาท ใส่พวกความปลอดภัยเข้าไปสักสามสิบบาท ค่อยเอามาขาย คนที่ประหยัดก็ไม่เลือกรถแพงกว่า เอาเรื่องพวกนี้ออกไป ก็ได้เหล็กหุ้มเนื้อมาขับเสี่ยงตายไปเรื่อย ๆ ด้วยความเชื่อมั่นว่าตัวเองชัวร์ ไม่ได้ใช้งานเรื่องพวกนั้นหรอก แต่ในทางกลับกัน ลืมนึกไปว่า คนอื่นล่ะ มันชัวร์หรือเปล่า ถ้ามันไม่ชัวร์มากกว่าชัวร์ หรือมันชั่วล่ะ … ตัวเราจะเป็นอย่างไร…  เราลืมคิดไปไหมครับ? การทำงานก่อสร้างแบบเรานี้ เสี่ยงพอ ๆ กับเดินข้ามถนนที่มอเตอร์เวย์วันละสิบรอบ ถ้าเกิดอุบัติเหตุมารอดตายก็คางเหลือง บริษัทฯเองก็ไม่ได้หวงเลยเรื่องการป้องกันความปลอดภัย ทั้งอุปกรณ์ เครื่องมือ และ บุคลากรที่จะให้คำแนะนำ แต่…. ขาดเพียง “จิตสำนึก” ที่จะเข้าไปแทรกซึมในดีเอ็นเอของทุกคน ว่า “ทำเพื่อตัวเอง”ให้มาก ตราบที่ยังไม่เกิดจิตสำนึกนี้ เรายังต้องพยายามสร้างมันต่อไป…

ทั้งหมดของย่อหน้าที่แล้ว คือ ความปลอดภัยที่ลดลง “หลังเกิดเหตุ” คือ ต้องเกิดเรื่องก่อน ถึงจะรู้ว่าแอร์แบคมันดีอย่างไร ต้องเหล็กหล่นใส่เท้าก่อน ถึงจะรู้ว่า รองเท้าเซฟตี้มันดีอย่างไร… ภาษาปะกิตเรียกเรื่องแบบนี้ว่า Active Safety คือ เกิดเรื่องแล้วว่ากัน ฝรั่งนักคิดค้น และ พี่ยุ่นต้นตำรับการคิดไม่หยุด มองต่อไปว่า ทำไมเราไม่ทำให้มันไม่เกิดเหตุล่ะ (คุ้น ๆไหมครับว่า มันเป็นคำขึ้นต้นของ KYT ที่เราทำกัน “ป้องกันก่อนเกิดเหตุ”) การมองย้อนขึ้นไปแบบนี้ ภาษาปะกิตเรียกว่า Passive Safety คือ การป้องกันไมให้เรื่องมันเกิด มองดูผิวเผินแล้วเหมือนไม่มีอะไร ก็เหมือนเดิมนี่แหละ แต่ “โชค”ดีที่ไม่เกิดเหตุ … คิดอย่างนั้นงมงายครับ ชีวิตเราไม่ใช่ลูกกบลูกอ๊อด จะมาให้โชคช่วยอย่างเดียวไม่ได้ ต้องลงมือทำครับ Passive Safety คือแบบไหนบ้าง ผมขอยกตัวอย่างเรื่องรถยนต์อีกครั้ง เช่นระบบเบรก เอบีเอส กันล้อล็อค ในเมื่อรู้ว่าล้อมันล็อคตายรถเลยไถล ก็อย่าให้ล้อมันล็อค ให้มันจับ ๆ ปล่อย ๆ รถมันก็จะหยุดได้ระยะสั้นลงด้วย เพราะมันไม่ไถล มีระบบ VSC Vehicle Stability Control ควบคุมยามเข้าโค้ง หรือ ล้อสี่ล้อหมุนไม่เท่ากัน (ฟรี) คือกันรถหมุน หรือ ส่ายเวลาวิ่งลงไปพื้นเปียก ๆ แฉะ ๆ ระบบตัดคันเร่งไฟฟ้าอัตโมมัติและสั่งเบรกทำงานเองเมื่อพบภาวะผิดปรกติ ที่คนขับตกใจกระแทกเท้าลงคันเร่ง หรือ เหยียบมากไปเมื่อพื้นลื่น ระบบไฟส่องสว่างที่ส่ายไปตามโค้งที่รถเลี้ยวได้ แม้แต่ไฟสว่างซ้ายขวาไม่เท่ากัน เพื่อลดการแยงตาของรถที่สวนมา ระบบกันรถไหลหากพบว่ารถดับบนพื้นที่ไม่ได้ระนาบ ฯลฯ ทั้งหมดนั้นเขาคิดกันมาเพื่อให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับรถคันนั้น ปลอดภัยครับ พบได้ตามรถยนต์ยุโรปหรือญี่ปุ่นแบบแพง ๆ ที่แพง ไม่ได้ต่างอะไรกับคนอื่นเลยครับ ชีวิตคนซื้อ คนนั่งมีค่า เขาต้องการ”ซื้อ”ความปลอดภัย เพื่อให้เขามีชีวิตต่อไปนาน ๆ เขายอมจ่าย… ระบบ Passive Safety นี้ มองภายนอก มองไม่ออกครับ เวลาไปเดินดูรถแพง ก็แบ่งเอาตามเกณฑ์จำนวนชิ้นของเสื้อผ้าพริตติ้เท่านั้นเอง … จริง ๆแล้ว มันยิ่งใหญ่มากนะครับ เรื่อง PASSIVE SAFETY นี่ ต้องลงทุนลงแรง กว่าจะได้มา มันถูกแทรกอยู่ในการใช้งานของรถ ไม่มีคนรู้ว่ามันทำงานตอนไหน แต่ “มันช่วยชีวิตคุณเอาไว้” เช่นเดียวกันครับ งานของบริษัทเรา หากเราสามารถสร้างมาตรฐานการทำงานแบบ PASSIVE คือ ป้องกันไว้ก่อน ทั้งงานเอง งานคุณภาพ และ งานความปลอดภัย มูลค่างานเรานั้น ก็จะเปลี่ยนจากโตโยเป็ต ไปเป็นเล็กซัสทันทีครับ ลูกค้าที่ชื่นชอบงานระดับท็อปเอ็น… ต้องมาหาเรา เชื่อเถอะครับ… มันเป็นเรื่องจริง ไม่อิงนิยายเลย

การทำงานที่ยุ่งเหยิง ทำแล้วแก้ ทำแล้วผิด ดูเหมือนมันน่าสนุก แต่นั่นเป็นการทำงานแบบ ACTIVE หลายคนมองความเก่งจากเรื่องนี้เช่น ซื้อของที่ตกการสั่งเข้ามาได้เร็ว หรือ ตัดอันโน้นมาปะอันนี้ได้เร็ว หรือ อาร์ทีแดงมาก ก็รีแพร์ได้เร็ว ได้ดี ฯลฯ นั่นเป็นการทำงานแบบเชิงรับ ACTIVE ทั้งนั้นครับ จริงอยู่ ทำงานมันต้องมีผิดพลาด ต้องมีอุบัติการณ์ ต้องมีดีเฟค เรายอมรับได้ แต่.. เป็นหน้าที่ของเราครับต้องมานั่งคิด (คิดนะครับไม่ใช่แก้) ว่า ต้นตอมันคืออะไร ทำอย่างไรเราจะทำงานแบบเชิงรับ PASSIVE ได้ ทำอย่างไร การประกอบจะได้สิ่งถูกต้องทันที ทำอย่างไรงานเชื่อมจะได้ผลดีทันที อะไรต้องนำมาใช้ อะไรต้องมีการอบรม อะไรต้องนั่นโน่นนี่ อุบัตการณ์ที่มี มักเกิดกับผงละอองเข้าตา สาเหตุมาจากลมแรง แว่นมีช่องว่างใต้คิ้ว หรือ การถอดไม่ถูกวิธี เพิ่มการอบรม เพิ่มแผ่นไวนิลปชส. เพิ่มการทำความสะอาดฝุ่นผงในพื้นทที่ทำงาน ฯลฯ พอทำเรื่องแบบนี้แล้ว เรื่องที่เป็น ACTIVE ก็จะลดลง จนดูเหมือน เขาเหล่านั้น ไม่ได้ทำอะไรเลย คนที่คิดอย่างนั้น เป็นพวกที่สติปัญญาตื้นเขินอย่างมากครับ เพราะกว่าเขาจะมาถึงวันนี้ได้ เขาทำอะไรมามากมายนัก มากเกินกว่าที่สติปัญญาเราจะคิดได้ (เพราะถ้าคิดได้ เราคงทำแบบเขาแล้ว) การสรรหาว่าจ้างปัจจุบันนี้ มีการลากจูง ดึงตัว คนที่ทำงานแบบ PASSIVE นี้กันมาก เพื่อมา “ป้องกัน” ไม่ใช่ “มาแก้”ปัญหา คนที่ผ่านระบบการทำงานแบบ PASSIVE นี้ จะมีมูลค่าในตัวขึ้นมากมาย ทุกอย่างล้วนเกิดจากการลงมือทำครับ ไม่มีตำราเล่มไหนบอกไว้เลย ลงมือทำจะได้รู้ว่าปัญหาที่ต้องกำจัดนั้นมันคืออะไรกันแน่… การแก้ไขปัญหาไปวัน ๆ ฝรั่งบอกว่า PANIC Management มีไฟตรงไหน เอาน้ำไปดับ วิ่งดับไฟกันทั้งวันจนลิ้นห้อย ไฟก็ไม่หยุดไหม้ เราต้องใช้เวลาให้มากกวับการวางแผนไม่ให้ไฟมันไหมครับ อับราฮัม ลินคอล์น ปธน.ที่ยิ่งใหญ่ของอเมริการมีคำพูดว่า “ถ้าข้าพเจ้ามีเวลาตัดต้นไม้หกวัน ข้าพเจ้าจะใช้เวลาในการลับขวานสี่วัน” งานจะออกมาดี และ เร็ว อารุธ ปัญญา ต้องคม ต้องผ่านการคิด ไม่ใช่ทำเพราะสัญชาติญาณ มาซ้ายไปซ้าย มาขวาไปขวา อย่างนั้นไปได้ไม่นานครับ

พกเราลองให้เวลากับตัวเองคิดดูนะครับว่า วิธีการทำงานของเรานั้น เป็นแบบ PASSIVE หรือ ACTIVE ถ้าอะไรก็ตามมันเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ซาก ๆ ในหน้าที่เรา นั่นแสดงว่า “คุณ”มีปัญหา เช่น ถ้าเราคีย์งาน ตกประจำ ต้องแก้ตลอด เอาทัศนคติที่ว่า “งานคนอื่นมันมาช้า มันมาผิด” ออกไปก่อน แล้วคิดว่า “ทำอย่างไรจะไม่ผิด” หาทางทำให้ได้ เพื่อไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก ถ้าเคยสั่งของตก ๆ หล่น ๆ ลองเอาความเชื่อที่ว่า “คนสั่งมาก็พูดไม่รู้เรื่อง แบบก็ไม่ให้มา” ออกเสียก่อน แล้วค่อย ๆนึกว่า “ทำอย่างไรจะสั่งของได้ทันเวลา ไม่ตกหล่น” หากว่าเคยจะเริ่มงานแล้วลืมไปว่าไม่มีเครื่องมือ ลองเอาทัศนคติออกก่อนที่ว่า “ก็หัวหน้างานไม่เตรียมเลย” ลองคิดดูว่า “เราจะทำอย่างไรให้เราเตรียมเครื่องมือได้ถูกต้อง ตรงเวลาและความต้องการ ฯลฯ ทั้งหมดทั้งปวง ให้ฝึกตัวเองเป็นคนที่มองไปที่ “ทางที่ทำได้” ทางที่คุณเองทำได้ ทางที่คุณเองกำหนดตัวเองได้ แล้วลงมือทำ อย่ามองไปที่ “สิ่งที่เป็นไปไม่ได้” “สิ่งที่เป็นเงื่อนไขของคนอื่น” “สิ่งที่คุณทำไม่ได้” เพราะเมื่อคุณมองไปที่มันบ่อย ๆ มันจะเป็นนิสัยของคุณและกลายเป็นสัน….. ของคุณต่อไปที่จะคอยบอกว่า “ทำไม่ได้ เพราะ……(ทั้งหมดไม่มีชื่อตัวเองเลย แต่จริง ๆ ตัวเองแหละทำไม่ได้)…”

เจ้านาย                  คุณอดิศร ผมต้องการรายงานฉบับนี้ วันจันทร์เลยนะ

อดิศร                      ได้ครับ ถ้าผมได้รับเอกสารจากสมหญิงก่อนวันศุกร์ (เงื่อนไขมาเลย)

เจ้านาย                  ได้ ๆ ผมจะเร่งสมหญิงให้คุณเอง (ตกหลุมพราง)

อดิศร                      แต่ผมเห็นว่าสมหญิงยังไม่ได้เริ่มทำเลยนะ นอกจากนั้น วันเสาร์ยังมีกิจกรรมของฝ่ายบุคคลอีก ไม่รู้จะได้งานหรือเปล่า (ฟ้อง)

เจ้านาย                  เหรอ เรื่องนั้น ไม่ต้องห่วง ยังไงก็ต้องทำงานสิ

อดิศร                      วันอาทิตย์ไฟดับนะครับที่โรงงาน ผมว่าเซอร์ฟเวอร์จะใช้งานไม่ได้ พอเช้าวันจันทร์ก็น่าจะต้องใช้เวลาในการสตาร์ตอีก (โชว์ภูมิ จริง ๆ หาเหตุ)

เจ้านาย                  ใช้ไม่ได้ ก็เอาไฟล์ออกมาไว้ที่เครื่องสิ ไม่เห็นต้องกังวล ยังไงวันจันทร์ก็เสร็จทัน

อดิศร                      เจ้านายครับ แล้วถ้า……. (ยังไม่ทันพูด)

เจ้านาย                  ตกลง เมริงจะทำหรือไม่ทำ ??? ไม่มีสักคำเลยที่เมริงพูดว่า เมริงจะทำได้ มีแต่บอกสิ่งที่จะทำไม่ได้ทั้งนั้น…..

อดิศร                      (เงียบ…)

 

วันจันทร์เช้า

เจ้านาย                  อดิศร คุณส่งงานให้ผมหรือยัง

อดิศร                      เซิรฟเวอร์ยังใช้ไม่ได้อ่ะครับ IT ก็ยังไม่เห็นมาแก้ (ฟ้องเลย)

เจ้านาย                  อ้าว ไม่ได้ทำตามที่บอก ?

อดิศร                      ก็ว่าจะทำ แต่สมหญิงเขาก็ไม่ส่งเอกสารให้ผมนะครับ ไหนนายว่าจะไปตามให้ผม ? (ฟ้องอีกดอก)

เจ้านาย                  ผมก็บอกเขาแล้วนะ เขาก็รับปาก ผมก็นึกว่าคุณจะไปพูดคุยกับเขาบ้าง…

อดิศร                      ผมเห็นนายรับเรื่องไปแล้ว เขาคงต้องเชื่อฟังนายสิครับ (แผล่บ แผล่บ…)

เจ้านาย                  ….เฮ้อ …. ปวดตับว่ะ

ไม่ต้องคิดว่าประเมินผลงานประจำปีออกมา อดิศรจะรุ่งขนาดไหน…..

 

ลองประเมินศักยภาพตัวเราตลอด  ๆนะครับ เหมือนที่คอยประเมินว่าเงินเดือนตัวเองควรจะเป็นเท่าไหร่แข่งกับฝ่ายบุคคลอยู่น่ะครับ ผมเห็นบางคนทำหนังสือเสนอปรับเงินเดือนตัวเอง เหตุผลคือ เงินไม่พอใช้(หนี้) ขอปรับเอาดื้อ ๆ แปลกดีครับ เพราะตอนไปซื้อรถ ซื้อโทวศัพท์ หรือ กินเที่ยว ไม่เห็นทำหนังสือขออนุมัติไปเป็นหนี้ พอเป็นหนี้มาก ๆเข้า บอกว่า เงินเดือนน้อย อย่างนี้ก็มีด้วย…. ถ้าจะหลุดพ้นวงจรนี้ “เพิ่ม”มูลค่าให้ตัวเองครับ เลิกเป็น ACTIVE เปลี่ยนตัวเองเป็น PASSIVE คุณจะเห็นมุมมองใหม่ ๆ ที่ไม่เคยคิดว่าจะมีอย่างนี้ด้วยเหรอวะ จริง ๆ …..

 

ขอบคุณที่พวกเราทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความเติบโต และความสำเร็จของงานที่เรากำลังทำอยู่นี้ร่วมกันครับ

 

บุญรักษา

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s