Manager Talk 20150118

สวัสดีครับเพื่อน ๆพนักงาน  TAC ทุกท่าน

พบกันอีกแล้วนะครับ สัปดาห์หนึ่งที่ผ่านไปผ่านอย่างรวดเร็ว ผมใช้เวลาวันลาหยุดไปทำธุระบางอย่าง และได้เลยแฉลบออกไปเปิดหูเปิดตาสถานที่ๆ ไม่เคยไป ไปดูไปเห็นผู้คน บรรยากาศ และ สิ่งต่าง ๆที่เราไม่เคยเห็น เป็นการออกไปจากพื้นที่ ๆเราไม่คุ้นเคย ไปเข้าสู่พื้นที่ที่เราต้องปรับเปลี่ยน ปรับตัว ตื่นตัว รีเฟรชความเฉื่อยชาให้มันหลุดไป ได้พูดคุยกับผู้คนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ได้ลองอาหารการกินที่เราไม่คุ้น ท้องเสียล้างพิษกันไปสบายแฮ บางคนอาจจะบอกว่า”รนหาที่” แต่ผมชอบที่จะทำแบบนั้น ผมเชื่อว่า การที่เราจำเจอยู่กับความสบาย ๆความคุ้นเคยที่ทำมาเป็นประจำ เราจะตอบสนองสิ่งต่าง ๆที่เข้ามาในชีวิตด้วย “สัญชาตญาณ” คือ ทำแบบที่เคย ๆ ทำไปนั่นแหละ สัญญาณไฟฟ้าอ่อน ๆที่ส่งผ่านระหว่างสมองซีกซ้าย และ ซีกขวา ที่ทำหน้าที่ควบคุมความคิดและอารมณ์ของเราก็จะสปาร์คไม่ค่อยติด ติด ๆ ดับ ๆ ยังกะหัวเทียนบอด หัวตื้อ ๆ เวลาเจอปัญหาใหม่ ๆ ถ้าเรารู้สึกเช่นนั้นเมื่อไหร่ล่ะก็แสดงว่าเราต้องการการรีเฟรชแล้วครับ หลายท่านมีคำแนะนำง่าย ๆ ให้เรา”พยายาม”ทำสิ่งที่ไม่คุ้นเคย เช่น ขับรถไปในเส้นทางใหม่ ๆ (ร่างกายจะตอบสนองด้วยการสังเกตทาง สิ่งข้างทาง) ลองใช้มือข้างที่ไม่ถนัดทำงาน (สมองจะสั่งการอย่างหนักเลย) ลองไปเข้าสมาคม หรือ กลุ่มสังคม ที่เราไม่คุ้นเคย (สมองจะวิ่งปรี๊ด ๆ เพื่อสั่งให้ หน้าตา คำพูด การกระทำ ต้องปรับด่วน) ฯลฯ ใครจะลองไปใช้ดูบ้างก็ได้นะครับ ลองออกจาก Comfort Zone มาสู่สิ่งใหม่ ๆ บ้าง คุณอาจจะประหลาดใจกับสิ่งที่ได้รับครับ

วันนี้ (๑๘ มค.) วันกองทัพไทยครับ เมื่อก่อนเป็นวันที่ ๒๕ มค. ตอนนี้ย้ายมาเป็น ๑๘ ซึ่งนักประวัติศาสตร์เชื่อว่า เป็นวันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงทำยุทธหัตถีกับสมเด็จพระมหาอุปราชา อันเป็นศึกใหญ่ของสยามประเทศสมัยนั้น วันนี้เป็นวันที่พึงระลึกถึงคุณูปการที่บรรพบุรุษของเราแต่เก่าก่อนต่อสู้เพื่อปกป้องแผ่นดินที่เราอาศัยอยู่มาในปัจจุบันนี้ ถ้าหากปราศจากสิ่งนั้นซะแล้ว ป่านนี้เราจะไปอยู่กออ้อ กอแขมที่ไหนก็ไม่รู้  มองไปรอบ ๆประเทศที่ผ่านศึกสงครามมา ไม่มีอะไรดีเลยครับ ทั้งศึกในศึกนอก เมื่อมันผ่านไปแล้ว หาอะไรเป็นสิ่งดีไม่มี ญาตพี่น้องพลัดพราก ทรัพย์สินที่ทำกินหมดเนื้อหมดตัว สิทธิเสรีภาพถูกย่ำยี หรือ กดขี่ ไม่มีอะไรดีเลย สงครามที่เยี่ยมยุทธที่สุดคือการชนะโดยไม่ต้องรบครับ กลยุทธศึกแบบสุดคลาสสิคที่ใช้กันมาแต่โบราณกาล เราอยู่โลกปัจจุบันก็เหลียวซ้ายขวาบ้างนะครับ สงครามแบบนั้นอาจจะกำลังก่อตัวอยู่กรุ่น ๆ ตอนนี้ แต่ไม่ได้หวังดินแดนพลเมืองอะไรกันอีก แต่เป็นเศรษฐกิจ และ ความมั่งคั่ง ติดตามข่าวสารบ้างก็ดีนะครับ บางคนคิดว่าเรามีเงินในธนาคาร มีเงินสดในมือ มันจะมาเอาไปจากเราได้งัย เด๋วนี้ไม่ต้องเอาปืนมาจี้ครับ เขาปล้น”มูลค่า”ของมัน เคยมีมูลค่าเท่ากับสิบบาท หลับไปตื่นเดียว หลายเป็นแบ็งค์กงเต้ก มูลค่าไม่ถึงบาทก็มีมาแล้ว ชาวบ้านตาสีตาสาจะไปรับมืออะไรได้เรื่องแบบนี้ ผู้นำจึงมีส่วนอย่างมากครับสำหรับอนาคต ชีวิตของเรา……

ผู้นำในโบราณกาลแวดล้อมไปด้วยยอดฝีมือสามารถหยิบจับคว้าฉวยใช้งานได้อย่างเหมาะสมกับเหตุการณ์และสถานการณ์ ผู้ตามเชื่อมั่นในผู้นำ ผู้นำเชื่อใจในผู้ตาม เราเดินไปด้วยกัน ผิดกันเมื่อไหร่บรรลัยเกิด การศึกสมัยใหม่ (ปัจจุบัน) อุปสงค์อุปทานของผู้นำผู้ตามไม่ค่อยจะลงตัวกันเท่าไหร่ ผมยังทันยุคที่การประชุมวางแผนงาน นำประชุมโดย หัวหน้า และรายล้อมไปด้วยบริวารลูกน้อง ลูกพี่พูดอะไรลูกน้องเห็นด้วยไปหมด มีพวกขุนพยัก ขุนเพยิด ครบ ลูกพี่บอกว่าเราจะทำงานนี้ ลูกน้องถามว่า แล้วถ้าอย่างนั้น อย่างนี้ ฯลฯ ลูกพี่ก็ตอบกลับมาอย่างฉาดฉาน….. เรียกเสียงครางฮือจากทั้งที่ประชุม ว่าลูกพี่ช่างมีอภิมหาปฏิภาณไหวพริบในการแก้ปัญหา (ไอ้คนคอยชงคำถามนั้น มักเป็นพญาโหนคือตั้งคำถามเอาใจลูกพี่ ให้ได้โชว์ภูมิ) พอออกจากที่ประชุม หายไปสักสัปดาห์กลับมาติดตามงานกัน ส่วนมากงานจะยังนิ่งเหมือนเดิม การสนทนาก็จะยังดำเนินไปเช่นเดิม แต่พญาโหน ขุนพยัก ขุนเพยิดก็จะนำเอาสารพัด”ปัญหา” มาโดยใส่ลูกพี่ ให้โชว์ภูมิการแก้ปัญหาเช่นเดิม แม้ลูกพี่จะได้ฉุกคิดสักเล็กน้อยว่า เอ๊ะ ก็บอกทางแก้ให้ไปหมดแล้ว ทำไมไม่เป็นอย่างที่บอกล่ะ แต่ก็แค่เสี้ยวเวลาเท่านั้นที่ได้คิด เพราะสารพัดปัญหายังคงโถมเข้าหา ลูกน้องทั้งห้องนั้นพร้อมใจกันสรุป(เอง)ว่า เพราะวิธีเป็นของลูกพี่ เราก็ทำตามลูกพี่บอกแล้ว ปัญหามา ลูกพี่ก็ต้องแก้สิ….  พอจะเดาตอนจบออกไหมครับ …. ใช่แล้วครับ พระเอกตายตอนจบ ตายไปแบบปลื้มปริ่มว่าได้ทำทุกอย่างมากมายแล้ว มันไม่ไหวจริง ๆ ขอสละชีพเพื่อชาติให้โลกบันทึกเอาไว้ ให้ลูกน้องร่ำไห้เพราะคิดถึงข้า …. นั่นคือสิ่งที่ลูกพี่คิด เรื่องจริงคือ … ขุนพยัก ขุนเพยิด พญาโหน ฯลฯ ต่างก็แปลงร่างไปเกาะผู้นำคนใหม่ ที่ต้องการโชว์ภูมิ พวกท่าน ๆ ก็จะจัดสารพัดปัญหามาให้อย่างสาสม…..  ผมใช้คำว่า “ผมยังทัน” ในการเริ่มประโยค คงต้องให้เดากันเองว่า ผมอยู่บทบาทไหนในห้องประชุมนั้น…

สมัยใหม่นี้ ผู้นำมีโลกทัศน์กว้างไกล อายุไม่มาก ถูกสร้างมาเพื่อสิ่งนี้ เก็บรายละเอียดเก่ง กระตุ้นแรงบันดาลใจ ส่งเสริม และ สนับสนุน ใช้การตั้งคำถามที่แทงเข้ายอดอกทะลุออกซีเรบลัมผ่านแกนสมองไปเลย … เป็นเรื่องลำบากใจกับพวกลูกน้องแบบเดิม ๆ มาก เพราะลูกพี่ไม่สั่งงาน แต่กลับถามเอาดื้อ ๆ พญาโหนก็หาจังหวะโหนไม่ค่อยเจอ เพราะลูกพี่จ้องแต่จะถามว่า “แล้วคุณว่างัย มีความเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้” ก็เลยไม่รู้จะโหนอะไรดี ขุนพยัก ขุนเพยิด ก็ไม่รู้จะพยักตรงไหน เพราะลูกพี่เล่นจี้ว่า “ขุนพยักตกลงเอาตามที่คุณว่านะ วิธีการและขั้นตอนที่คุณแจ้งมา คุณคงได้คิดมาอย่างดีแล้ว ลงมือได้เลย แล้วรายงานผลมาด้วยนะครับ” …. ขุนพยักก็เลยเงิบ ได้แต่ก้มหน้าก้มตารับเรื่องไป….   เวลามาติดตามงานกัน สารพัดปัญหาที่เคยถ่าโถมโยนเข้าหาลูกพี่ ก็จะถูกเก็บไว้เงียบกริบไม่นำออกมาให้ลูกพี่โชว์ภูมิอีก ปั๊ดโธ่ จะเอาออกมาถามได้งัยล่ะ ก็มันเป็นความคิดของเราทั้งนั้น ลูกพี่ก็บอกครั้งก่อนแล้ว ว่าผมเห็นด้วยกับคุณ ไปทำเลย …. เอาออกมาบอกก็โชว์โง่อ่ะดิ การประชุมมักจะราบรื่นในช่วงแรก ๆ ไม่มีปัญหาอะไรเลย แต่งานไม่ออก…. (เบื้องหลังก็วิ่งกันฝุ่นตลบ..จับแพะมาชนกับแกะ อย่าบอกใครนะ จุ๊จุ๊.) ลูกพี่ที่ดีก็จะคอยสอดส่องให้คำแนะนำเพื่อชี้ทางสว่างให้บ้าง แต่ถ้าขุนพยัก ขุนเพยิด พญาโหน ยังคิดว่า นั่นมันมโน มันแก้ปัญหาไม่ได้หรอก มันไม่ช่ายยยยย ยังนั้น ก็ต้องเอวังครับ ปัญหาทุกปัญหานั้นต้องมีทางออกเสมอ ถ้ามันไม่มีทางออกมันก็ไม่ใช่ปัญหา จะมาคิดหาพระแสงของ้าวด้ามยาวทำไมล่ะ … เมื่อได้รับ”แนวทาง”แก้ปัญหามาแล้ว อย่าเพิ่งเอาทัศนคติไปครอบมัน ค่อย ๆ คิดก่อน ว่า ไอ้คำว่า “เป็นไปไม่ได้”นั้น มันเพราะเราได้ลองมาก่อนแล้ว หรือ เพราะเรา”ไม่มีความเชื่อ” ว่ามันจะทำได้ ??? ถ้าทัศนคติลบมันเกาะมากไป ต้องเอาอะไรเคาะ ๆ ออกไปบ้างครับ …. ท้ายสุดของการประชุมแบบใหม่นี้ สมาชิกจะค่อย ๆหายหน้าไป อ้างโน่นอ้างนี่ว่าเข้าไม่ได้ ยุ่ง กำลังแก้ปัญหา ฯลฯ สมาชิกแบบนั้น อาจจะคิดว่าการไม่เข้ารายงาน(ผลงานซึ่งเป็นฝีมือของตนเอง) เป็นการแก้ปัญหา แต่มันเป็นแค่การ “ประวิง” ปัญหาครับ ประวิงมันออกไป จนมันถูกแก้ด้วยเงื่อนไขของ”เวลา” จะมีมือขยันมาช่วยขยี้…. ให้มันผ่านไป แล้วก็มายืนสลึมสลือเป็นส่วนร่วมของความสำเร็จนั่นไปด้วย …. ในชีวิตคนชีวิตหนึ่งจะทำแบบนี้ได้สักกี่รอบครับ ??? ทีมงานแบบนี้ หากจับมาถ่ายรูปหมู่กันจะพาร่างฟกช้ำดำเขียว น่วมศึก ผ้าพันแผลเต็มตัวน่ะครับ การบริหารจัดการยุคใหม่ ต้องใช้พลังความรู้ความสามารถจากทุกคนในทีมอย่างเต็มที่ มีดีต้องโชว์ คำโบราณ “คมในฝัก” ใช้ไม่ได้ครับ เพราะชักดาบไม่ออก สนิมแดกจนฝืดหมดแล้ว…. ฝรั่งก็มีเรื่องเล่าแบบนี้ ทหารในหน้าหนาวล้วนเกียจคร้าน ดาบที่เก็บไว้ในฝัก หากไม่นำออกมาซ้อมแกว่งกวัดบ้าง เมื่อต้องใช้ความเย็นจะทำให้น้ำแข็งจับฝัก ชักไม่ออก โดนฟันมะก้องด้อง…..

ยุคนี้ต้องหันหน้าเข้าหากัน (สโลแกนเก่าของช้าง… ตอนนี้เปลี่ยนเป็น ชีวิตของเรา…ใช้ซะ) หัวหน้าเองมีหน้าที่ที่ต้องสนับสนุน ให้ความรู้ เพิ่มทักษะความสามารถให้กับลูกน้อง โดยการสังเคราะห์ประสบการณ์ที่ตัวเองมีมา (ไม่ใช่แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน แก่กะโหลกกะลา) แม้จะอายุยังน้อย แต่คุณวุฒินั้นสามารถเผื่อแผ่ลูกน้องได้ กลับกันลูกน้องเองก็ต้องพัฒนาศักยภาพตนเองขึ้นมาตลอดเวลา ขวนขวายหาความรู้ (หนังสือเล่มสุดท้ายที่ไม่ใช่เรื่องผัวเมียดารา คือ เล่มไหน นานยัง ?) ลงมือทำ และ ปรับปรุง น้อมรับคำเสนอแนะของผู้อื่นมาใช้กับวิธีของตนเอง ร่วมตัดสินใจ และ รับผิดชอบในงานของทีม แล้วทั้งสองฝ่ายก็จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จนั้นครับ ผมกำหมดนิยามของผมเอง(หลังจากเคยเห็นคำสองคำนี้ที่ไหนไม่รู้) ในการแบ่งกลุ่มงานทั้งสองอย่างนี้ครับ

หัวหน้า ลูกพี่ ผู้นำ คือ กลุ่มคนที่ Do the Right things เลือกทำสิ่งที่ถูกต้อง

ลูกทีม ลูกน้อง ผู้ตาม คือ กลุ่มที่ Do the Things right ทำสิ่งต่างๆ ด้วยวิธีขั้นตอนที่ถูกต้อง

ลูกพี่ ควรเป็นผู้รู้ว่า ณ เวลานี้ อะไรต้องทำ อะไรต้องเตรียม อะไรต้องเพิ่ม สิ่งไหนต้องป้องกัน ฯลฯ ขณะเดียวกันลูกน้องก็ต้องเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญ ชำนาญที่จะรู้ว่า ไอ้ที่ลูกพี่บอกว่าต้องทำตอนนี้น่ะ ต้องทำยังไงให้ถูกต้อง ต้องใช้เครื่องมืออะไร ต้องมีความพร้อมอย่างไร ฯลฯ ฟังดูง่าย ๆ ไหมครับ ไม่น่ายากเลยใช่ไหม….

ไอ้ที่มันพัลวันกันอยู่ตอนนี้ ก็เพราะ ต่างคนต่างไปช่วยกันทำหน้าที่ของอีกคน จะตั้งใจ หรือ เพราะไอ้คนนั้นมันไม่รู้หน้าที่มันก็ไม่รู้ เช่น….

 

เหตุการณ์สมมติ ชื่อเสียงเรียงนามสถานที่ ล้วนประดิษฐ์ขึ้น….

ผจก.ตุ๋ย… คุณขจร เรื่องงานเกี่ยวข้าวไปถึงไหนแล้ว (รู้บทบาทว่าต้องติดตามเรื่อง)

ขจร… ไปได้บ้างแล้วครับ เริ่มมาสองสามวันแล้ว (รู้ว่าต้องเกี่ยวข้าว)

ผจก.ตุ๋ย… ทำไมมันช้าจังอ่ะ สามวันน่าจะเสร็จนะ (รู้กำหนดการ)

ขจร… ก็มันไปได้ช้า มีดมันทื่อ มีไม่ครบคนด้วย (รู้ว่าต้องเกี่ยวข้าว แต่ไม่รู้ หรือ ไม่เตรียมเคียวซึ่งเป็นอุปกรณ์หลัก และ ไม่พอดีคน)

ผจก.ตุ๋ย… อ้าวเฮ้ย ไปใช้มีดได้งัยอ่ะ เคียวไปไหน ก็ให้หาไว้ให้แล้วนะ (หน.ไปรับรายละเอียดของงานมาทำแทน ไปหาเคียวให้ซะงั้น) แล้วมีดไปหามาจากไหนวะ

ขจร… อ้าว มีเคียว ? แล้วไม่บอกผมล่ะ (หน.ผิดอีก ดันไปแย่งงานมันทำ) ได้ ๆ เด๋วเร่งให้ มีดก็ไปเอามาจากพวกที่มาดายหญ้าในสวนงัย (รู้งานข้างเคียง แต่ไม่รู้กำหนด และ ความสำคัญ)

ผจก.ตุ๋ย… ฉิบหาย แล้วพวกดายหญ้าทำอะไรกันล่ะงั้น ต้องเร่งด้วยนะนั่น เขามาให้ได้แค่สองวัน ไปเอามีดเขามาก็เน่าสิ (เริ่มสับสนแล้วว่า อะไรคือ Right things // Things right)

ขจร… ก็ผมถามเขาแล้ว เขาบอก เอาไปได้เขาไม่รีบ รอได้ นอนกันเพลินน่ะ (หลงบทบาท ทั้ง ๆที่ตัวเองต้องเป็นผู้เตรียมเครื่องมือและควบคุมงาน)

ผจก.ตุ๋ย… แล้วนี่จะทำงัยอ่ะนี่ ??  (หลงบทบาทที่ต้องเป็นผู้กำหนด Right Thing)

ขจร… ก็แล้วแต่ลูกพี่สิ จะเอาอะไรก่อนล่ะ เกี่ยวข้าว หรือ ดายหญ้า …. (คือ ไม่ใช่ความผิดผมนะ ให้ลูกพี่เลือก)

ผจก.ตุ๋ย… เอาทั้งสองอย่างนั่นแหละ เด๋วจะไปหาคนมาดายหญ้าเพิ่ม (งานที่ไปดึงคนมาก็จะค่อย ๆเน่าตามไป) เอามีดไปคืนเขาเสีย แล้วไปเอาเคียวจากเฮียฮงมา เขาเก็บไว้ให้ เอามาเผื่อด้วยนะ คนจะได้มีพอใช้ (คิดขั้นตอน Things right แทนเรียบ ไอ้คนคุมงานไม่ต้องคิดเลย)

ขจร…. เฮียฮง? อยู่ไหนอ่ะ ผมไปไม่ถูก … แล้วมีดอ่ะ พวกดายหญ้าบอกว่าต้องไปลับให้คมก่อนคืนเขานะ เอาไปคืนเขาแบบนี้ เขาไม่ยอมหรอก (อ้าว…. ไอ้ห่า เพิ่งบอก แล้วทำไมไม่บอกตัวเองวะ)

ผจก.ตุ๋ย… เอ่อ.. มีเคียวเหลือไหม เด๋วกรูไปเกี่ยวข้าวเอง ฝากเอ็งไปแจ้งเจ้าของนาด้วยว่า เรากำลังเร่งงานเต็มที่ (สลับบทบาทร้อยเปอร์เซ็นต์ !@@##$#%$^%&^*&^%^#$#)

ฯลฯ

 

เรื่องแบบนี้ เกิดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันครับ ความยุ่งเหยิงในงานทุก ๆ วันนี้ ทุกที่ที่ผมเคยเห็นล้วนเป็นแบบนี้ ระบบโรงานเขาถึงต้องพยายามทำให้คนเป็นหุ่นยนต์ เข้าออกตรงเวลา เข้าห้องน้ำตามกำหนด ทำ ๆๆๆๆ พักๆๆ แล้วก็ทำๆๆๆ เพื่อลดกรณีแบบนี้ มีการกำหนดหน้าที่รับผิดชอบที่ชัดเจน ที่สำคัญที่สุด “หัวหน้างาน” เป็นกลุ่มที่สำคัญที่สุดที่จะต้องให้ความสำคัญ เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ ชี้เป็น ชี้ตายคนทั้งทีมได้ บางทีการไปไล่จับเด็กโดดโรงเรียนข้างกำแพงได้สักสิบคน ยังไม่เท่าไปปลุกอาจารย์ฝ่ายปกครองที่เอาเวลาไปนั่งหลับสักชั่วโมงเลย หรือ ไปจัดอบรมสัมมนาคนทั้งบริษัท ให้ทำงานกับหัวหน้างาน ผจก.ที่ไม่ได้ความสักคนให้ได้ กับหาหัวหน้างานใหม่ วิธีใหม่ อันไหนมันจะคุ้มกว่ากัน แต่เหนือสิ่งอื่นใด…. จงหมั่นพัฒนาตนเองไว้สม่ำเสมอครับ โลกเราเมื่อก่อนหมุนวันละ ๒๔ ชม. นอนหลับไปสิบปี มันก็หมุนไปช้า ๆ แบบนั้น แต่โลกปัจจุบัน หมุนด้วยเวลาเท่าเดิม ส่วนความเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นแบบ Exponential คือ ก้าวกระโดด… แค่กระพริบตาโลกก็เปลี่ยนแล้ว

น้ำมันโลก เชื้อเพลิงฟอสซิลลดราคาลงห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ราคาน้ำมันไทยลดลงห้าสิบสตางค์ ราคารถทัวร์เจ๊เกียวลดลงสองสตางค์…. บ้านเมืองอยู่ยากขึ้นทุกวัน ถ้าจะหวังอะไรมาลดราคาให้เราใช้เงินเพิ่มได้ ต้องเพิ่มรายได้ครับ สถานเดียว (อย่าคิดถึงโอทีนะ นั่นมันไม่ถาวรครับ) ราคาลง ทองขึ้น ทองขึ้น ดอลล่าห์แกว่ง รถยนต์เหมือนจะขายดีขึ้น (น้ำมันถูก) แต่แก๊สราคาขึ้น (ลอยตัว) คนเอาชุดแก๊สออกไปใช้น้ำมัน แก๊สโวยอีก ญี่ปุ่นเริ่มทำรถพลังงานไฮโดรเจนออกมาขายแล้ว น้ำสะอาดเท่าขวดเอ็มร้อยวิ่งได้เกือบร้อยกิโล ได้ไอน้ำ และ ไฮโรเจนออกมาใช้งาน ถ้าเป็นที่นิยม ไม่นานมันจะถูกลง และจะเปลี่ยนโลกเรื่องการใช้พลังงานได้เลย เยอรมันเองก็เปิดตัวรถที่ใช้น้ำทะเลเติมได้ ทำความเร็วและอัตราเร่งได้ดีกว่ารถน้ำมันบางคันอีก … หลายสิ่งหลายอย่างบอกให้เรารู้ว่า โลกไม่ใช่แค่ที่พนานิคม หรือ เอกมัย หรือ ไทยแลนด์ ….. เราเตรียมตัวบ้างหรือยังครับ…

 

ขอบคุณที่พวกเราทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความเติบโต และความสำเร็จของงานที่เรากำลังทำอยู่นี้ร่วมกันครับ

 

บุญรักษา

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s