Manager Talk 20150104

สวัสดีครับเพื่อน ๆพนักงาน  TAC ทุกท่าน

ถือโอกาสสวัสดีปีใหม่มายังเพื่อนร่วมงานทุกท่าน ขอให้ปีนี้เป็นปีทองผ่องอำไพ สดใสซาบซ่า นึกจะทำจะหยิบอะไร ก็ขอให้ประสบความสำเร็จ (ด้วยการลงมือทำ) ที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำ(งาน)กัน ก็ขอให้เกิดประกายปิ๊งให้พบลู่ทางใหม่ วิธีใหม่ ๆ ที่จะทำให้ทำงานได้ดีขึ้นเร็วขึ้นและมีประสิทธิผลมากขึ้น ๆ ไป รวมทั้ง สุขภาพเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้นะครับ มากันชีวิตเดียว ดูแกกันไว้ให้ดี จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว ดูแลรักษาจิตใจให้ดีงาม รับแต่สิ่งดี คิดแต่สิ่งดี ทำแต่สิ่งดี กายนั้นตอบสนองจิตครับ ร่างกายก็จะ”ดี”ตามที่ผู้เป็นนายส่งให้ หลีกเลี่ยง”ยาพิษ”ของชีวิต ที่รับเข้าไปมีแต่บั่นทอนตนเอง คำพูดร้าย คิดร้าย และ การกระทำร้าย ๆ ให้พึงหลีกเลี่ยงเสีย ถ้าเคยคิดไว้ว่าจะทำเช่นนั้น ก็ขอให้ใช้จังหวะเวลานี้ ลงมือเสียเถิดครับ

เริ่มต้นการทำงานกันมาแล้วสองสามวัน พนักงานก็ยังหรอมแหรมกัน หลายคนทำงานตลอดช่วงวันหยุด ในบางโครงการที่เร่งงานกัน ก็ต้องขอขอบคุณความเสียสละ ของพวกเขาเหล่านั้นด้วย ในเวลาที่หลายคนได้เฉลิมฉลองกับครอบครัว เพื่อน ๆเหล่านี้ได้เสียสละเวลาของพวกเขา เพื่อทำงานให้กับบริษัทให้ส่งงานได้ตามกำหนดเวลา ต้องขอขอบคุณจริง ๆ ครับ สำหรับผู้ที่เดินทางไปบ้านต่างจังหวัด หรือ ท่องเที่ยวไปกับญาติพี่น้อง เมื่อกลับมาอย่างปลอดภัยดีแล้ว ขอให้เก็บเอาพลังที่ไปขาร์จแบตมาเต็มเปี่ยม เป็นกำลังใจสู้ชีวิตต่อไปในปีนี้ ความสุขที่ได้มาจากหยาดเหงื่อ น้ำพักน้ำแรงของเรา เพื่อคนที่เรารักจะเป็นดั่งพลังมหาศาลในการขับเคลื่อนตัวตนของเราไปข้างหน้า มุ่งมั่นที่จะทำสิ่งที่ดีขึ้นๆ เรื่อย ๆซึ่งท้ายสุดผลของการทำเช่นนั้น จะส่งผลมาหาตัวเราเองแน่นอนครับ สำหรับพวกร่ำสุราฉลองสามวันสามคืนหรือมากกว่านั้น ร่างกายต้องการการพักผ่อนบ้างนะครับ ผมหวังว่าเขาเหล่านั้นจะได้ดูแลตัวเองมาเป็นอย่างดีแล้ว ก่อนจะกลับเข้ามาทำงานอีกครั้ง บางคนอาจจะบอกว่า “มันเรื่องของเขา” ใช่ครับ ถ้าเขากินจนหลับแล้วตื่นมากินจนหลับสามรานั้น นั่นเรื่องของเขา แต่เมื่อเขากลับเข้าสู่สังคมที่พวกเราอาศัยอยู่ร่วมกันล่ะ นั่นคือ “เรื่องของเรา”ล่ะครับ เห็นข่าวอุบัติเหตุมากมายที่เกิดขึ้น เกิดจากผู้ที่เราคิดว่า “เรื่องของเขา” นี่แหละครับ ทั้งหลับใน ควบคุมรถไม่อยู่(สติสัมปชัญญะสั่งงานช้า) และ เมาสุรา ฯลฯ ช่วยกันดูแลนะครับ รักเพื่อน สงสารเพื่อน ต้องเตือนเพื่อน ไม่ใช่ตามใจเพื่อนครับ พบเห็นเพื่อนร่วมงานท่านใด อยู่ในสภาพไม่พร้อมทำงาน รีบแจ้งหัวหน้างานทันที กรณีที่คนไม่พร้อมเป็นหัวหน้างานซะเอง เลือกความปลอดภัยให้ชีวิตของท่าน รายงานไปยังผู้บังคับบัญชาระดับสูงกว่าทันที เพื่อที่จะได้”จัดการ”กับปัญหาที่เกิด ไม่ให้มันลุกลามไปมากกว่านั้น

หลายคนแปลกครับ ยอมให้ตนเองอยู่ในความเสี่ยง โดยการไม่ทำอะไร เพียงเพราะ “ใคร ๆ เขาก็อยู่กันได้” แต่นั่นผมว่าไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องนะครับ เราไม่ควรย่อหย่อนกับอันตราย หรือ สิ่งที่จะทำให้เราเกิดอันตราย ไม่ว่าสิ่งนั้นคือ คน สิ่งของ หรือ เหตุการณ์ต่างๆ  การที่เรายอมรับเอาตัวเองเข้าไปอยู่ตรงนั้น แล้วจะมาร้องแรกแหกกระเชอภายหลังว่า ไม่เต็มใจ พูดไปก็ไม่มีประโยชน์ครับ เคยมีรถรับพนักงานคันหนึ่ง(ที่อื่น)คนขับขับรถน่ากลัวมาก แซง และ เบรกด้วยความเสียวไส้ตลอด พนักงานทั้งหมดในรถคันนั้น “ทน” นั่งและสวดมนต์กันจนคล่อง ทั้งไปทั้งกลับ ไม่มีคนไหนเลย จะมาร้องเรียน หรือ แจ้งต่อ ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบจัดการเรื่องดังกล่าว ถามว่า นั่นเป็นชะตากรรมไหมครับ เปล่าเลย … พนักงานบางคนร้องไปทางจนท.ความปลอดภัย เพราะมองว่าเป็นเรื่องความปลอดภัย จนท.ที่รับเรื่อง มองว่า นั่นเป็นเรื่องของแผนกบริหารงานบุคคล หรือ งานแอดมิน ก็ไม่ได้ทำอะไรต่อ พนง.แอดมินเองที่ทราบเรื่อง ก็รายงานไปยังผู้ใหญ่กว่านั้น ซึ่งก็คงจะยุ่งไปจนไม่มีเวลามาใส่ใจเรื่องนี้ (หรือ ไม่ได้มีญาตโยมนั่งในรถคันนั้นด้วย) เรื่องนี้ก็ปล่อยเป็นปัญหากันแบบไม่มีทางออก แต่ ไม่มีใครสักคนนะครับ จะไปบอกกับคนขับว่า คุณ ๆ ขับรถให้มันดีๆ หน่อยสิ ไม่มีเลยครับ ไม่มี ผมคิดว่า นั่นเพราะหลายคนเชื่อว่า ปัญหาที่มีนั้น ต้องมีใครสักคนลงมาแก้ไขให้ ไม่ใช่เรื่องที่ตัวเราจะไปแก้ไขเอง อันนี้ก็ไม่รู้ทำไม มันเป็นอย่างนี้จริง ๆ ลองมองไปรอบๆ ตัวสิครับ เอาแค่ที่โรงงานเราก็ได้ อะไรๆ ที่เรามองเห็นเป็นปัญหา เราคิดว่า มันจะแก้อย่างไรครับ หนึ่ง สอง สาม ผมเชื่อว่าทุกคำตอบจะคล้าย ๆกัน คือ เป็นเรื่องของ….(ใส่ชื่อเข้าไป) ที่จะต้องแก้ และทั้งหมดนั้น ไม่ใช่ชื่อเราแน่นอน…. ใช่ไหมครับ แปลกไหมล่ะ?

หลายความเคยชินที่เราเป็นกันนั้น ลองค่อย ๆ นึกกันดูสิครับ บางครั้งเราก็ตอบไม่ได้นะ ว่าเราทำอย่างนั้นไปทำไม หรือ เราทำไมยอมให้ตัวเราเป็นแบบนั้น จะบอกว่าชินก็ไม่เชิง กลัวก็ไม่ใช่ แต่ถ้าจะให้น้ำหนักกันแล้ว หนักไปทาง “กลัว” มากกว่าครับ ไม่ได้หมายถึงกลัวว่าจะเป็นอันตรายนะ เรื่องนั้นเรา”ยอม”ได้ แต่ที่กลัว กลัวอะไรรู้ไหมครับ กลัว”การถูกมองว่าแปลก” กลัว”การไม่ยอมรับจากเพื่อน” กลัว”คำวิจารณ์จากคนอื่น” ที่เราเป็นอย่างนั้นน่ะ ไม่แปลกนะครับ ใคร ๆก็เป็นทั้งนั้น ด้วยขนบ และ จารีตธรรมเนียมของพื้นเพวัฒนธรรมของชาติเรา รวมถึงประชากรย่านเอเชียผู้ดำรงชีวิตด้วยสังคมเกษตรกรรม การอยู่ร่วมกันเป็นชุมชน มีมาเป็นพันเป็นหมื่นปี ที่ต้องร่วมกันนั้น ก็เพราะการดูแลกัน ความปลอดภัย ภัยจากสัตว์ การต้องช่วยเหลือกัน แม้ยามที่ผู้ชายไปหาของกิน พวกที่เหลือทั้งหมดก็ต้องดูแลกันและกัน ยีนส์การรวมกลุ่มพวกนี้และครับมันเข้าไปในเส้นเลือดเราเลย ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม จะต้องอยู่ในสายตาของคนอื่นทั้งนั้น และเราก็มีความ “เกรง” การถูกไม่ยอมรับโดยคนอื่นอยู่ตลอดเวลา เราเลือกที่จะยอมปรับเปลี่ยนตัวเองบางอย่าง เพียงเพื่อการถูกยอมรับโดยกลุ่มหรือสังคม และไอ้สิ่งนี้แหละครับที่คอยเป็นตัวดึงสิ่งที่เรา”อยาก”จะทำอะไรสักอย่าง ให้ต้อง “อย่าดีกว่า เดี๋ยวจะแปลกแยกไปจากคนอื่น” เสมอ ๆ การอยู่รวมกันโดยมีหัวหน้ากลุ่ม หัวหน้าเผ่า หรือ ผู้ชี้นำบางอย่าง (แม่หมอ  ฯลฯ) ทำให้เราเลือกที่จะต้อง”เชื่อ”ในสิ่งที่ผู้ที่เรายกให้อยู่เบื้องบนนั้นกำหนด ใครจะบอกไม่จริงก็ลองทำดูครับ ในสมัยโบราณ ใครไม่เชื่อฟังคำชี้แนะของธรรมชาติ ของผี แล้วทำสิ่งลบหลู่ มักจะมีอันเป็นไปเสมอ การตอกย้ำสิ่งนั้นไปเรื่อย ๆ มันก็มาเป็นยีนส์ในสายเลือดเราอีกแหละครับว่า “อย่าทำตัวแปลกแยกนะ”  ในยุคปัจจุบัน ที่มีผู้พยายามบอกว่า ไม่จำเป็นต้องเหมือนใครนั้น ลองดูให้ดีเถอะครับ ไม่มีหรอก ทุกคนยังมีขนบ และ มีสิ่งที่เขายึดถืออยู่ทั้งนั้น แต่เพียงแค่เขา”เลือก”แสดงสิ่งที่เขาบอกว่าเขาไม่ยอมรับเท่านั้นเอง

ทั้งสองย่อหน้านั้นบอกอะไรเราครับ มันอาจจะเป็นเรื่องเพ้อเจ้อของผมที่เอามาพิมพ์ให้อ่านกัน แต่สำหรับผม มันบอกกับตัวเองได้อย่างหนึ่งว่า เมื่อเราเอาชีวิตเราไปฝากไว้กับคนอื่นเสียแล้ว เราจะมาคร่ำครวญว่าชีวิตเรามันไม่ได้ความเลยไปทำไมล่ะครับ เราเลือกที่จะทำอะไรก็ได้ แต่เราก็เลือกที่จะไม่ทำ และ เฝ้ารอ เฝ้าคอย ให้ใครก็ได้ “ลงมือ” แก้ไข หรือ จัดการ กับเรื่องของเราสักที แม้มันจะนานแสนนาน ก็จะรอคอย ให้ “คนนั้น” แก้ไขปัญหาของเราให้ที …..

ด้วยสังคมที่มีระดับชั้นจากโบราณมา (ผมไม่ได้พยายามจะบอกว่ามีการแบ่งชนชั้น หรือ กดขี่นะครับ ทั้งหมด ผมหมายถึงรูปแบบของสังคมเกษตรกรรม)  มีหัวหน้า มีผู้ปกครองชัดเจน หัวหน้าเองบางครั้งก็รับโองการสวรรค์มาอีกที พูดติดต่อกับเจ้าป่าเจ้าเขาได้ สิ่งที่อยู่คู่มากับตัวเราอีกอย่างคือ “การขอ” ครับ …. ลองนึกดูสิ ว่าตั้งแต่เกิดมา เรา”ขอ”อะไรบ้าง… จันทร์เจ้าขา “ขอข้าวขอแกง ขอแหวนทองแดงใส่มือน้องข้า ขอช้างขอม้าให้น้องข้าขี่ ขอโน่นขอนี่ให้น้องข้าเล่น ฯลฯ” , “ขอให้ลูกของอีฉันสมบูรณ์แข็งแรง เป็นเด็กดี” “ขอให้ผมสอบเข้ามหาลัยได้ด้วยเถิด” “ขอให้พบแต่สิ่งดี ๆ ในปีใหม่” “ขอให้หายป่วย ไม่เจ็บไม่จน” “ขอให้โลกสงบสุข” “ขอให้ไร่นาพืชผลติดดีด้วยเถอะ” ฯลฯ มีใครไม่เคยขออะไรแบบนี้บ้างครับ ? เวลาเราขอ เราขอจากใครครับ ? จากสิ่งที่มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ใช่ไหมครับ แล้วได้ไหม ? ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แล้วหยุดขอไหม ? ก็ไม่เคยหยุดนะ …. ผมเองนั้นก็ขอประจำแหละครับ ลงทุนยี่สิบขอสามล้านก็มี (ให้ถูกหวย) เราขอกันอย่างนี้จนชินแล้วครับ บางคนขอให้ลูกสอบเข้าได้ บนบานศลากล่าว ลูกสอบได้ปุ๊บ ไม่ได้ชมลูกเลย ไปแก้บนแทน … ลูกจะงงไหมครับ ไม่งงหรอก เพราะมันก็ไปนั่งไหว้แก้บนด้วย และ เด๋วรุ่นลูกของลูกอีกที ก็จะมาบนแบบนี้อีก สืบต่อกันไปทางโครโมโซม… ดังนั้น อย่าได้แปลกใจ ที่เมื่อมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นแล้ว เราจะ”เชื่อ”ว่า ถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิมีจริง ก็จะบันดาลให้ผู้มีบุญญาบารมี มาแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงไปเอง…. ผมชื่นชมเรื่องการรวมกันแบบนี้นะครับ มันอบอุ่นดี แต่บางครั้งก็อุ่นจนร้อน เพราะเราขยับตัวไม่ได้เลย ผิดกับสังคมตะวันตก…..

สังคมตะวันตกเขาชอบบอกว่าเขานั้นเป็น “สังคมปัจเจก” คือ อาศัยตนเอง ไม่พึ่งพาใคร ไม่ขึ้นกับใคร ให้ความสำคัญกับตัวเอง ใครอยากทำอะไรมันทำ ใครนึกอยากจะออกความเห็นอะไร มันพูดออกมาเลย แสดงความเป็นตัวตนเต็มที่ ไม่เกรงอกเกรงใจใครทั้งสิ้น (จริง ๆ คำนี้ สังคมนั้นไม่รู้จัก) สิ่งดี ๆก็เช่น เป็นผู้รับผิดชอบกับตัวเอง มีวินัย (บางคนก็ไม่มีแต่น้อย) ขอบอกสั้น ๆว่า มองย้อนไปในอดีตครับ พื้นที่แบบนั้น คนประเภทไหนจะไปอยู่ได้ หนาวจนไข่หด ปลูกข้าวปลูกอะไรก็ไม่ได้ มีแต่พวกโหดร้ายป่าเถื่อนอยู่ครับ (ยุโรปปัจจุบันเมื่อพันปีเองนะครับ ยังเป็นแดนคนเถื่อนฆ่ากัน กินกันเองอยู่ทั้งนั้น พวกปั้นหม้อ ทำสำริด ปลูกข้าว ทำเกษตร อยู่ทางบ้านเรานี่) ด้วยความโหดร้ายของธรรมชาติแบบนั้น พวกคนเหล่านั้นใช้เวลากับตัวเองครับ เก็บตัว ศึกษา หาความรู้ (ก็ออกไปตีกัด ตีไก่ แข่งเรือแบบบ้านเราไม่ได้เลย มันหนาวววว) มองตัวเองเป็นหลัก เป็นยีนส์ในเลือดเขาเช่นกันครับ ของแปลก ๆ ก็มาจากนั่นแหละ ทั้งความรู้ การค้นคว้า อาวุธ การรุกราน เมืองขึ้น ฯลฯ การทำแบบนั้นก็เพราะบ้านตัวไม่มีครับ ไปเที่ยวหาเอาจากที่อื่น ๆ เอาอาวุธและความป่าเถื่อนไปรุกรานเขา (ปัจจุบันก็ยังทำ แต่เนียนๆ ไป) ใครเห็นสังคมนั้นทำเกษตรไหมครับ ปลูกอะไรก็แย่ ปลูกแต่ฝ้าย ข้าวมอลท์ ตะพึด (เอาแรงงานผิวดำที่ไปรุกรานเขามาทำให้) จนมาถึงการปฏิวัติอุตสาหกรรม (เลิกเกษตร มาทำอุตสาหกรรม) และเจริญพรวด ๆมาจนปัจจุบัน ตอนนี้ ไม่ต้องปลูกเองแล้ว เอาพืช GMO มาให้เราปลูกแทน…. นี่มันเป็นแบบนี้ครับพวกฝรั่งที่เราบอกว่าศิวิไลซ์กันนั่น ระบบปัจเจกนั้นก็ดีครับ แต่เมื่อต้องเข้ากับระบบสังคมเราแล้ว มันยังกลืนกันยาก ใครปัจเจกมากไป ก็กลายเป็นตัวประหลาด เข้ากับคนอื่นไม่ได้ จะให้ดีก็เลือกสิ่งดีๆของเขามาใช้ สังคมตะวันตก เมื่อลูกโตกว่าสิบแปดแล้ว ลูกนี่แทบจะเรียกว่าสั่งสอนพ่อแม่กันเลย เราจะรับกันไหวไหมล่ะครับแบบนั้น?

ทั้งหมดสามสี่ย่อหน้านั้น ผมพาหลงไปเรื่อยเปื่อย เพื่อจะมาขมวดลงท้ายตรงนี้ว่า การเป็นพฤติกรรหมู่นั้นดีในบางเรื่อง ส่วนบางเรื่องที่เราเห็นว่าไม่ดีกับตัวเรา หรือ อันตรายกับตัวเรา หรือ กับคนอื่นรอบตัวเรา เราควรจะ”กล้า”ที่จะแปลกแยก กล้าที่จะลงมือแก้ไข กล้าที่จะยืนหยัดกับความถูกต้องของตัวเรา แสดงความเป็นปัจเจกของเราออกมา ให้คนอื่นรับรู้ว่า เราเป็นเรา ไม่ใช่ เราจะเป็นอย่างที่เขากำหนดลากไปทางไหนก็ได้ การที่เราไม่ได้ทำนั้น คิดให้ดีว่า “ไม่ได้ทำ” หรือ “ทำไม่ได้” กล้าที่จะลงมือทำ ลองทำสิ่งที่ควรทำ มุ่งไปที่ผลของมัน ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อเราต้องการสิ่งที่ถูกต้อง จะด้วยวิธีที่เร็วหรือช้า ความถูกต้องนั้นต้องประสบผล จากการที่เราลงมือทำครับ “เพราะแสวงหา ใช่รอคอย ลิขิตฟ้าหรือ จะสู้มานะตน” ขงเบ้งได้เคยกล่าวเอาไว้….

ขอกลับมาเรื่องสาระบ้าง ในปีนี้ บริษัทฯของเราก็กำลังจะก้าวขึ้นปีที่สิบแล้วครับ องค์กรธุรกิจที่จะอยู่ยั้งยืนยงในยุคปัจจุบัน การปรับตัวในภาวะที่การแข่งขันสูงเช่นนี้ เป็นสิ่งที่จำเป็น ผมเองก็ได้เข้ามาร่วมชายคาแห่งนี้ได้ประมาณหกเดือน เห็นการเปลี่ยนแปลงและแนวโน้มที่จะพัฒนาสิ่งต่าง ๆมากมาย ด้วยกำลังการขับเคลื่อนของหัวหน้า และ พนักงานทั้งหลาย ก็จะเป็นตัวสนับสนุนให้เราเข้าสู่การแข่งขันได้อย่างดีครับ บริษัทเองได้เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาบุคลากรในทุกระดับชั้น และ มองหาวิธีการทำงานใหม่ ๆ ที่จะสร้างประสิทธิภาพให้ดียิ่ง ๆขึ้น ผมเชื่อว่าปีนี้ จะเป็นปีแห่งการปรับกระบวนการ และ วิธีการหลายๆ อย่างให้พร้อมสู้การแข่งขันที่ดุเดือด ทั้งตลาดงานก่อสร้างหลัก และ ตลาดแรงงานที่หดตัว (แรงงานฝีมือไม่พอเพียง) รวมทั้งการเปิด AEC ในปลายปีด้วย  เราเองในฐานะพนักงาน ต้องเตรียมตัวให้พร้อมครับ อย่ามัวแต่รอให้”โชค”ช่วย โชคนั้นมีแน่ แต่โชคไม่ได้ช่วยทุกคน “โชคคือการที่โอกาสมาพบกับการเตรียมพร้อมอย่างเหมาะสม” โอกาสมา แต่ไม่เคยเตรียมตัวไว้เลย ก็แห้วครับ หรือ เตรียมตัวอย่างดี โอกาสไม่มา(มันผ่านไปแล้ว) ก็เหลวเช่นกัน หลายคนเคยได้รับโอกาส แล้วพลาดไปเรื่องควมพร้อม ไปฝึกมาใหม่ แล้วร้องหาโอกาสอีกครั้ง ทำแบบนั้นมีแต่ในหนังจีนครับ (ผู้น้อยขอโอกาสอีกครั้งเถิดใต้เท้าฯ) ชีวิตจริงยากส์(เติม S)  ในยุคการแข่งขันเช่นนี้ ลงสนามแล้วต้องวิ่งครับ ให้ทันคนอื่น ๆ ลงไปเดินนวยนาดเป็นพญาน้อยชมตลาดจะถูกดีดออกจากระบบไปแบบไม่ทันร้องเลย การจ้างานปัจจุบันมีการจ้าง Outsource แบบชั่วคราวทำสัญญาระบุช่วงเวลา ทำงานผ่านทดลองงานได้ ก็จะเข้าไปเป็นพนง.ทดลองงานของบริษัทนายจ้างอีกรอบ กว่าจะได้เป็นพนง.เต็มตัว มีสิทธิ สวัสดิการเต็มรูปแบบ เหมือนทดลองงานเป็นปี คัดเอาเฉพาะเกรดเอเท่านั้น เข้าระบบ เมื่อเข้ามาได้ ก็เลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดี เพื่อไม่ให้ไปไหนอีก การจ้างงานแบบจูงกันมา แล้ว บอกว่า คนนี้ผม/หนูการันตี ….. คงจะค่อย ๆเลือนหายไป อย่าทำแบบนั้นเลยครับ เรากำลังฆ่าเขาให้ตายทั้งเป็น รับเขามาทำงานแล้วไม่สอนงานเขา ไม่ให้เขาได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆเท่ากับเอาเขามาดองเป็นซีอุย วันหนึ่งตลาดเตะเขาออกไป จะไปอยู่กับใครที่ไหนได้ จะไปเข้าไลน์ผลิดวันละสามร้อย ยังไม่มีคนเอาเลย เพราะนน.ไม่ถึง ตัวเบาเกิน (เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ)

เทคโนโลยี่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับยุคนี้นะครับ อย่าทิ้งมันไว้เบื้องหลัง อย่าละเลยและคิดว่ามันเป็นเรื่องนอกกาย หมั่นขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติม พูดคุยกับเด็ก ๆ ลูกหลาน หรือ เพื่อนฝูง ให้รับรู้บ้างว่าโลกเดี๋ยวนี้ไปทางไหนกันแล้ว โลกหมุนทุกวัน เรายืนนิ่ง ๆ โลกก็แซงเราแล้วครับ ผมนั้นชอบทำงานกับเด็กจบใหม่ ๆพวกไฟแรง พวกที่มีความคิดในหัวแบบว่าอยากปิดแผ่นฟ้าด้วยฝ่ามือ พลังของคนหนุ่มสาวนี่แหละครับหมุนโลกนี้ให้เดินหน้าต่อไป เด็กพวกนี้คือพลังที่มาเติมไฟที่กำลังมอดของเราให้ลุกโชนขึ้นมาได้อีกครั้ง ใช้พลังของเด็กรุ่นใหม่ และประสบการณ์ของผู้อาวุโสรุ่นเก่า ผสานรวมกันเพื่อสรรสร้างสิ่งดี ๆ ให้เกิดขึ้นได้อีกมากครับ กลับกันพวกไฟมอด เช้าชาม เย็นชาม(เดิม) ชามไม่ล้าง เงินเดือนมีไว้ใช้หนี้ โอทีมีไว้แดก พวกนี้ไม่ไหวครับ เพราะลากเราเข้าไปอยู่ใกล้แล้วห่อเหี่ยว ทำอะไรมีแต่ปัญหาไปหมด (เขาเชื่อว่าปัญหาแก้ได้ด้วยการทำงานมาก(นาน)ขึ้น ทำงานมากขึ้นเพื่อเวลาที่มากขึ้น เวลาที่มากขึ้น เพื่อโอทีที่มากขึ้นเช่นกัน) เราคุยด้วยแล้วจะเหมือนว่า โห ถ้าชีวิตคุณปัญหาเยอะขนาดนี้ เราเอาขี้เถ้ายัดปากไปซะตั้งกะเด็กคงไม่ต้องมาทุกข์ขนาดนี้นะเนี่ย… ลองคิดกลับกันสิครับ ด้วยค่าจ้างเท่ากัน ถ้าอีกที่เขาจ้างว่า ทุกๆ ชม.ที่คุนทำงานเสร็จเร็วขึ้น จะจ่ายเป็นโอที แค่คิดก็สนุกแล้ว เหมือนการเหมางานเชื่อมงัยครับ พอไม่เหมา เชื่อมยังไงก็ไม่ทัน นั่นก็ไม่มี นี่ก็ไม่ได้ ต้องโน่น ห้าทุ่มสองยามโน่นกว่าจะเสร็จ แต่พอเหมาบอกว่า เสร็จก่อนสองยาม  ได้เวลาสองยามนะ เชื่อมเสร็จตั้งกะสี่โมงเย็น (เวลาที่เสร็จเร็วขึ้นเป็นโอที) ไม่มีปัญหาอะไรเลย…. มองสองเรื่องนี้แล้ว นายจ้างปวดตับไหมครับ ปวดสิครับ ทั้งตับอ่อนและม้ามไตเลย สองเรื่องนี้บอกเราว่า เคสแรก ปัญหาคือเรื่องของ”นายจ้าง” (ทั้งทีมสนับสนุน และ เงินค่าจ้างที่ต้องจ่ายออกไป) ส่วนเคสที่สองนั้น ปัญหาเป็นเรื่องของ “ลูกจ้าง” (ถ้าลีลามากนัก ผลตอบแทนก็น้อยลง ต้องกำจัดปัญหาออก) พอมองปัญหาเป็นของตัวเองปั๊บ ทุกอย่างมันโล่งยังกะทุ่งกุลาร้องไห้เลย ด้วยเทรนด์การจ้างงานแบบนี้ ลูกค้าเอามาใช้กับผู้รับงานก่อน ไม่ช้าไม่นาน การจ่ายเงินด้วยค่ามาตรฐานการทำงาน ก็จะต้องถูกนำมาใช้กับการจ้างงานแน่นอน

สัปดาห์แรกของปียังหาสาระอะไรเป็นชิ้นอันไม่ได้ เลยเอาเรื่องแพะชนแกะมาให้อ่านเพื่อลองคิดดูเอาเองก่อน สัปดาห์ถัดไป จะเข้ารูปเข้ารอยมากกว่านี้ครับ (พักงานไปหลายวันเช่นกัน ต้องสลัดขนออกสักหน่อยก่อน ตอนนี้ตัวเป็นขนเลย)

 

ขอบคุณที่พวกเราทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความเติบโต และความสำเร็จของงานที่เรากำลังทำอยู่นี้ร่วมกันครับ

 

บุญรักษา

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s