Manager Talk 20141109

สวัสดีครับเพื่อน ๆพนักงาน  TAC ทุกท่าน

วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำก็นองเต็มตลิ่ง เราทั้งหลายชายหญิง สนุกกันจริงวันลอยกระทง …. ผ่านไปกับวันเพ็ญเดือนสิบสองเมื่อสัปดาห์ก่อน ออฟฟิศที่ช็อป เงียบกริบตั้งกะห้าโมงเย็น หนุ่มสาวทั้งหลาย รวมทั้งพ่อ ๆ แม่ ๆ ต่างมีนัดพาลูกหลานไปเที่ยวเทศกาลลอยกระทงกันทั่วหน้า ก็คงจะเพลิดเพลินกันพอทำเนา งานบุญเดือนสิบสองเป็นงานเทศกาลมาแต่ช้านานควบคู่กับแผ่นดินสุพรรณภูมิแห่งนี้ เป็นเดือนที่น้ำ(ฝน)ที่ไหลบ่าลงมาจากทั่วพื้นดินมาบรรจบกับน้ำที่หนุนจากระดับน้ำทะลในระดับที่เหมาะสมเกิด”น้ำตาย” คือ จะไหลก็ไหลเอื่อย ๆ ไม่ไหลบ่าเหมือนตอนที่ระดับน้ำต่างกันมาก ๆ (น้ำไหลจากที่สูงไปสู่ที่ต่ำกว่า) กุศลโลบายธรรมชาตินี้ เราก็มีประเพณีลอยกระทง ที่ไปผูกโยงเรื่องความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เข้ามาเกี่ยวเนื่องกัน เป็นการละเล่นสำคัญอีกอย่างหนึ่งของสังคมเกษตรกรบ้านเรา ที่เขามีคำกล่าวไว้ว่า “เดือนสิบเอ็ดน้ำนอง เดือนสิบสองน้ำทรง พอเดือนอ้ายเดือนยี่ น้ำก็รี่ไหลลง” นอกจากนั้น เดือนสิบ สิบเอ็ด สิบสอง เป็นช่วงเวลาเสร็จหน้านาปี ต่อนาปรัง การดำหว่านเสร็จแล้ว รอแต่ข้าวออกรวง เพื่อเก็บเกี่ยว ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่เกษตรกรจะได้พักผ่อนบ้าง หลังจากเหนื่อยมาทั้งปี ฝนก็ซา เกิดช่วงปลายฝนต้นหนาว บรรยากาศเป็นใจ หนุ่มสาวก็อยากจะโอกาสมาพบเจอกันบ้าง มีงานบุญ เทศกาลมากมายไล่มาตั้งแต่เดือนสิบ ไปยันเดือนสิบสอง บ้างก็มีงานแห่อะไรต่อมิอะไร ตามแต่ท้องถิ่น จากนั้นก็เว้นว่างกันไปอีกงานใหญ่คือสงกรานต์ วนเวียนกันไปอย่างนี้ เมื่อก่อนงานเทศกาลต่าง ๆจะเห็นความผูกพันกับธรรมชาติแบบชัดเจนกว่านี้ สมัยนี้ มันเริ่มมั่ว เริ่มเพี้ยนกันไปหมดแล้ว ปีนี้ ผมได้ยินเสียงในทีวีเจื้อยแจ้วว่า งานลอยกระทงปีนี้ ให้พาลูกหลานไป”ขอพร”พระแม่คงคา ให้มั่งมีศรีสุข เจริญรุ่งเรือง นี่ว่ากันไปแบบแอดวานซ์เลยครับ แม่คงคาอาจจะต้องพลิกตำรานิดนึง เพราะตามไม่ทัน

อะไรก็ตามที่มันอยู่ของมันดี ๆ หากเอาความศักดิ์สิทธิ์ หรือ พิสดารเข้าไปใส่ซะหน่อย เพิ่มสิ่งเร้นลับเข้าไปอีกนิด รับรอง กระตุ้นต่อมมนุษย์แบบเราดีนักแล ไม่ใกล้ไม่ไกล หน้าโรงงานเรา เมื่อก่อน ผมเห็นต้นไม้ใหญ่หน้าโรงงานก็อยู่แบบปรกติดี มีผ้าผูกพอเป็นสัญลักษณ์ให้มองเห็น ไม่ให้รถชน หรือ ถอยมาเฉียดให้สังเกตได้ง่าย ไม่ช้าไม่นาน แถบผ้านั้นกลายเป็นแถบผ้าสีและมีกองธูปบริเวณโคนต้น และล่าสุด ไม่ทราบตั้งแต่เมื่อไหร่ เห็นอีกที ชุดนางรำสีเหลืองอร่ามได้ถูกนำมาแขวนไว้เรียบร้อยแล้ว หากในอนาคตอันใกล้นี้ มีผู้ร่ำลือว่าได้เลขเด็ดจากสิ่งนี้ ขจรขจายออกไป ผมว่าหน้าโรงงานเราจะเป็นยังกะตลาดนัดซอยสิบสามทันที ทุกวันนี้เท่าที่แอบมอง คนเดินผ่านก็พากันยกมือไหว้กันซะมากแล้ว ที่ว่ามานี่ ใช่จะหมายถึงเรื่องนั้นซะทีเดียว แต่หมายจะเอ่ยถึงบางสิ่งนั้น มันเป็นเรื่องธรรมดามาก แต่หากได้รับการ”ใส่เรื่อง”เข้าไป เราอาจจะตกเป็นเหยื่อของเรื่องธรรมดาดังกล่าว ในการใช้ชีวิตปัจจุบันของเราก็เช่นกัน ได้รับได้รู้อะไรผ่านตาผ่านหู เราต้องมีสติคิดตรองว่าอะไรใช่อะไรควร อย่าได้ขาด”สติ” ไตร่ตรอง เมื่อใดที่เรายังมี”สติ”อยู่กับตัว ไม่ว่าจะปัญหาหรือเรื่องใด ๆ ผ่านเข้ามา เราจะสามารถผ่านมันไปได้ครับ บางท่านเปรียบไว้ว่า หากให้เลือกระหว่างการมีสติ กับการมีปัญญา ท่านขอเลือกที่จะมีสติอยู่กับตัวตลอดเวลาดีกว่า เพราะการมีแต่ปัญญาแต่ขาดสตินั้น ไม่ต่างอะไรกับทหารป่ามีปืนครับ เผลอ ๆ จะพากันตายทั้งหมู่อีกด้วย

สัปดาห์นี้ Manager Talk ขอนำเอาของแห้งมานำเสนอ ของแห้งนี้ผมเคยเขียนเรื่องราวของกลุ่มคนที่ทำงานในโรงงาน สมัยหนึ่ง ซึ่งคิดว่าข้อความก็ยังทันสมัยอยู่ตอนนี้ สาเหตุที่ทำให้ผมนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาก็เพราะ ประเด็นคลาสสิคที่มีการพูดคัยกันตลอดมาว่า ทำไม หัวหน้างาน หรือ พนักงานที่ได้เลื่อนขั้นเป็นหัวหน้างาน ถึงยังทำงานแบบเดิม ๆ ไม่ได้แตกต่างไปมากจากเดิมนัก บางคนหนักกว่าเดิมด้วย เพราะมี”อำนาจ”ที่เพิ่มขึ้น ทำให้บางครั้งเกิดอาการ “ลุแก่อำนาจ” จนพาทีมป่นปี้ไปก็เยอะ

ขออนุญาตเอาของเก่ามาฉายใหม่ ว่า ผู้ดูแลงานในตำแหน่งต่าง ๆ กันในสายงานโรงงาน (และ ไซต์งาน) นั้น น่าจะเป็นไปตามนี้ไหม ???

(คัดลอกเรื่องเก่า)…….

“ผู้จัดการ” ชัดเจนว่าเป็นผู้ต้อง “จัดการ” อย่างแน่ ๆ มีเป้าหมาย มีวิธี และ มีกฏกติกา (เหมือนเล่นเกมส์) ผู้จัดการ ต้องลงมาทำให้ทั้งสามอย่างบรรลุผลด้วยการใช้สติปัญญาบารมี พระเดช พระคุณ และ สารพัดเคล็ดลับ เพื่อจัดการกับเรื่องนั้นให้ลุล่วงไป ถ้าไม่”จัดการ” อย่างนั้นก็มีแต่จะนับถอยหลังให้ตัวเองโดน”จัด”ซะเอง บางครั้ง ผู้จัดการ จะเป็นผู้นำด้วย แต่บางกรณีก็ไม่เสมอไป เปรียบง่ายๆ ถ้างานเรามีปัญหาประหนึ่งกำแพงขวางหน้า “ผู้จัดการ”คือคนที่หาบันไดมาวางพาด แล้วบอกว่า “ข้ามไปทางนี้” แต่ “ผู้นำ” คือ คนที่ปีนบันไดขึ้นไปคนแรก แล้วหันมาบอกคนอื่นว่า “ปลอดภัย ตามกรูมา” … ถ้าผู้จัดการปีนเองได้ก็แหล่ม ถ้าไม่ได้ก็ยังถือว่าได้เอาบันไดมาพาดล่ะวะ

มีเรื่องเล่ากันง่าย ๆ ครับว่าในงาน ๆหนึ่งใครเป็นผู้”จัดการ” และ ใครเป็นผู้”นำ” เพราะยังคงมีความเชื่อเดิม ๆ ว่าผู้จัดการทุกคนคือผู้นำเสมอ จึงยังคงมีการปรนเปรอสิ่งต่าง ๆ ให้กับผู้จัดการเพราะคิดว่าเขารับสองบทบาท แต่มีข้อพิสูจน์แล้วว่า fitter ดีมาก ๆ ไม่ใช่ โฟร์แมนที่ดีมากเสมอไป เช่นเดียวกับ โฟร์แมนประสบการณ์สูง ไม่จำเป็นที่จะเป็น Supervisor ที่ดีได้  ผู้จัดการบางคนจึงไม่ได้เป็นผู้นำอะไรเลย เผลอๆหลงบทบาทไปเป็นผู้ตามอีกต่างหาก ในสนามรบถ้าจะต้องมีการเข้าตีข้าศึกที่ป้อมค่ายใด ๆ ผู้”จัดการ”คือผู้ที่เลือกวิธีเข้าทำและจัดให้หาบันไดมาพาดเพื่อให้ทหารเข้าตีค่ายได้ แต่ “ผู้นำ”คือ คนที่ก้าวออกมาและปีนบันไดขั้นแรกขึ้นไป ทุกคนข้างหลัง “เชื่อมั่น”ว่าผู้นำของเขาตัดสินใจแล้วว่า บันไดคือวิธีที่ดีที่สุด จุดตั้งบันไดมั่นคง และ จะทำให้เขามีอันตรายน้อยสุด และ ท้ายสุด ผู้นำของเขาแสดงให้เห็นว่าเขาเองยังสามารถที่จะปีนขึ้นไปเป็นคนแรกด้วยซ้ำ คนทั้งหมดด้านหลัง”เชื่อ”โดยไม่ต้องคิดด้วยซ้ำเมื่อผู้นำแสดงอะไรออกมา   ถ้าผู้จัดการเริ่มสั่งซ้ายหัน ลูกน้องกลับหลังหัน นั่นแหละวิกฤติศรัทธาในภาวะผู้นำกำลังมาเยี่ยมแล้วครับ……ผู้จัดการกับผู้นำต้องไปด้วยกันครับเสมอ ๆ ถ้าไม่มีอย่างใดอย่างหนึ่งรอดยากครับ

“วิศวกร” ออกตัวก่อนว่าผมเป็นวิศวกรมาแต่อ้อนออกจากการศึกษาเล่าเรียน ไม่ได้เชียร์หรือ เข้าข้างกัน วิศวกรคือ มนุษย์ที่ถูก”สร้าง”มาแบบเฉพาะอย่างหนึ่ง จะว่าพิเศษก็ไม่ใช่ แต่ความสามารถที่พึงมีคือ ทักษะในการตัดสินใจ ใช่ หรือ ไม่ใช่ ไปต่อ หรือ หยุด เหล่านี้ต้องถูกการคิดและประเมินผลว่าอย่างไหนดีกว่ากัน เหนือสิ่งอื่นใด เป็นคุณ โทษ หรือ อันตรายต่อคนอื่นหรือไม่ ถ้ามีสองทางเลือกให้คนทั่วไปเลือก ว่าใช่ หรือ ไม่ใช่ วิศวกรจะมีทางที่สามหรือสี่ เพื่อจะบอกว่า ใช่ ไม่ใช่ หรือ เกือบใช่ หรือ เกือบไม่ใช่ “เพราะ” ….        !!!! การใช้การตัดสินใจแบบมีเหตุผล คือ คุณสมบัติที่จำเป็นต้องมี ใครไม่มี หรือ ทำหน้าที่ นำสาห์นไปมา เพื่อ ถาม และ ถาม หรือ เมินเฉยต่อการตัดสินใจ คนนั้น ไม่ใช่วิศวกรครับ แค่เป็นผู้จบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์  มีเรื่องเล่าว่า ณ ท้องถิ่นชนบทแห่งหนึ่ง มีช่างชาวบ้านอยู่คนหนึ่ง รับซ่อมเครื่องยนต์เครื่องจักรจิปาถะ ชาวบ้านก็จะนำอุปกรณ์มาให้ซ่อม การซ่อมก็มีทั้งรื้อออกมา เช็ค เปลี่ยน หรือ ตัดต่อกันระวิง เนื้อตัวหน้าตาดำปี๋ บางงานรื้อวัน ไปซื้อของมาเปลี่ยนอีกสองวันรวมกว่าจะเสร็จสามสี่วัน ได้ค่าจ้างสามร้อย ค่าของเจ้าของออกเอง ซ่อมแล้วไม่หายก็มารื้อมาแก้กันอยู่แบบนั้น วันหนึ่งมีคนเรียกตัวเองว่า “วิศวกร”เข้ามาที่หมู่บ้านนั้น ไม่ได้รับจ้างอะไรแต่ทำอะไรขอแกก๊อกแก็กไปวัน ๆ มีคนอยากลองใช้บริการงานซ่อมของวิศวกรบ้าง โดยการเรียกแกไปช่วยดูเครื่องสูบน้ำที่มันไม่ทำงานให้หน่อยที่ปลายนา วิศวกรไปถึงก็เดินดูรอบ ๆ เอาสันมือเคาะสองสามที แล้วควักค้อนที่เหน็บตูดออกมา เอาค้อนมาตีที่หัวปั๊มสองสามที แล้วเครื่องก็เดินตามปรกติ เค้าเรียกค่าซ่อมห้าร้อยบาท เจ้าของฟาร์มบอกว่า “อะไรกัน เคาะแบบนี้สองที เอาตั้งห้าร้อย !!      “ วิศวกรบ้านนอกตอบว่า “ไอ้ที่เคาะให้น่ะ ฟรี ไม่คิดเงิน แต่ห้าร้อยอ่ะ เป็นค่าวิชาว่าต้องเคาะตรงไหนน่ะ”

“ซุปเปอร์ไวเซอร์” มาจากภาษาปะกิตว่า ซุปเปอร์ไวส์ บวก เซ่อ(ร์) ซึ่งคือ การเป็นผู้ให้คำปรึกษา แนะนำ และ ประคับประคองให้”ผู้อื่น”สามารถทำกิจธุระนั้นได้โดยลำพังตัวเอง ทั้ง ๆ ที่บางทีเค้าอาจทำได้เองอยู่แล้ว แต่การเข้าไปซุปเปอร์ไวส์คือ การแนะนำ สั่งสอน และ ชี้แนะ ถึงเทคนิค และ วิธีการประดามีที่ตนเองได้มีเอาไว้ทั้งชีวิต เพื่อให้ผู้อื่นสามารถเก่งขึ้นมาเท่า หรือ เก่งกว่าตนเอง ซึ่งจะนำพาความภาคภูมิใจมาสู้ผู้ให้และ ผู้รับอย่างแสนจะปิติ ผู้ใดไม่สอนหรือ ไม่สามารถแนะนำงานได้ ก็ไม่น่าจะได้เป็นซุปเปอร์ไวเซอร์ครับ หรือ หากกั๊ก ขัดแข้งขัดขา เช่นกัน อย่างนั้นยังห่างชั้น คัมภีร์จีนในยุทธภพ ล้วนแต่ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นโดยไม่หวงแหน เพื่อสร้างความเก่งนั้นให้คู่กับโลกต่อไป อย่างดีเราก็แค่หกสิบก็ไปนับหนอนในดินแล้ว จะหวงไว้ทำไมอ่ะ หากผู้ใดเป็นซุปเปอร์ไวเซอร์แล้วยังชอบลงมือทำงานเองให้ลูกน้องยืนดูกริบ ๆ ยังงั้น ไม่ต้องเป็นครับ ไปทำงานเป็นพนักงานจะรุ่งกว่า

            “ลีดเดอร์” หรือ “โฟร์แมน”  โฟร์คือฟอร์ คือ “หน้า” แมน คนผู้ชาย รวมเป็น ผู้ชายแถวหน้า หรือ คนหัวแถวนั่นเอง การจะมายืนหัวแถวได้ ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย  ถ้าเป็นเด็ก ๆ หัวหน้าห้องต้องฟ้องครูเก่ง จดชื่อเก่ง ถ้าเป็นลูกเสือ ก็ต้องร่างกายใหญ่โต เสียงดัง ฉลาดและ เฉลียว จนลูกหมู่ยอมให้เป็นหัวหน้า ถ้าเป็นร.ด. ก็ต้องสมาร์ท บึกบึน และ เข้มแข็ง ลูกหมู่พึ่งได้ ฉันใดก็ฉันนั้น การจะเป็นหัวหน้างานได้นั้น เส้นใหญ่ เยอะ หรือหนาอย่างไร ถ้าลูกน้องไม่เอาก็จบข่าว สะเก็ดข่าวก็ไม่มีคนดู หัวหน้างานจึงต้องมีความรู้ ไม่ต้องเพรียบพร้อม แต่ขอให้พร้อมจะเรียนรู้ ปรับตัว และ ขยัน มีความรอบรู้ในงานอย่างแตกฉาน และ สามารถเป็นที่พึ่งพึงของลูกน้องได้ หากผู้ใด ไม่สามารถทำเช่นนั้น แต่เพียงแต่ “ได้ครับพี่ มีครับนาย สบายครับผม เหมาะสมครับท่าน”  สักวันก็จะหายไปจากวงการเอง หัวหน้าที่ดี ๆ และ เก่ง ๆ พอไปยืนคัดตัว ก็จะมีแต่คนไปขออยู่ด้วย และ ทำงานให้อย่างถวายหัว ต่างจากหัวหน้างานที่ขาดทักษะที่ว่า ไปไหนก็โหรงเหรงวังเวง และ เดียวดาย

 

หากมองในแง่ของฟังก์ชั่นการทำงาน จะสรุปได้ว่า

Supervisor คือ ผู้ที่ต้อง”รับผิดชอบ”ในขั้นตอนการทำงาน และ กระบวนการ นั่นคือ ต้องรู้อย่างถ่องแท้ ว่างานนั้นประกอบด้วยขั้นตอนอะไรบ้าง และ แต่ละขั้นตอนสำคัญอย่างไร มีการลำดับงานก่อนหลังถูกต้อง ใช้ และ จัดการทรัพยากรที่มีอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

   Foreman หรือหัวหน้างานก็คือ ผู้”รับผิดชอบ”กับวิธีการทำงาน คือการให้คำแนะนำ ชี้แนะ และตรวจว่าลูกทีมทำงานถูก”วิธี”ไหม เช่น เค้าห้ามใช้ไฟเผา ก็ต้องแจ้งลูกน้องให้ทราบ และ กำชับกวดขันไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดนั้น

ยกตัวอย่างให้ชัดเจน เช่น งาน House keeping การเก็บกวาดรักษาความสะอาด ถ้า Supervisor เป็นผู้ดูแลกระบวนการ และขั้นตอน ก็ต้องกำหนดได้ว่าในพื้นที่ตนเองมีจุดที่ต้องดูแลกี่จุด จุดไหนต้องทำทุกวัน จุดไหนสองสามวันครั้ง จุดไหนอาทิตย์ละครั้ง และ กำหนดขั้นตอนไปเลยว่า หลังเลิกงาน ก่อนเริ่มงาน หลังฝนตก ฯลฯ ระบุผู้รับผิดชอบ และ เฝ้าติดตามว่าเป็นดังเช่นที่กำหนดหรือไม่ ตัววัดผลคือ ความสะอาดในพื้นที่ที่จะเห็นได้อย่างชัดเจน ส่วนโฟร์แมนแต่ละจุดก็จะเป็นผู้ดูแลวิธีการ เช่น ใช้ไม้กวาดทางมะพร้าว ใช้สายยางฉีดน้ำ หรือ ใช้มือโกยผงใส่ถุงดำ หรือ ใช้รถเข็นใส่ถุงดำไปทิ้งที่จุดที่กำหนด มัดปากถุงให้เรียบร้อย และ ทิ้งให้ถูกช่อง ตัววัดค่าก็คือ ขยะ หรือ การทำความสะอาดพื้นที่ทำได้อย่างถูกขั้นตอน และได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ

คำถาม ถ้าไม่กำหนดบทบาทแบบนี้ แล้วมาตะโกนกันปาว ๆ ว่าต้องรักษาความสะอาด แต่ละคนจะคิดไม่เหมือนกัน เพราะร้อยพ่อพันแม่ บางคนสูบบุหรี่อยู่กับปากยังเอามาทิ้งกระทืบที่พื้นซะงั้น  เพราะฉะนั้น ก่อนจะ “สั่ง” งาน ขอให้มั่นใจว่า “สั่ง”ให้ผู้รับคำสั่งเข้าใจอย่างชัดเจนว่าต้องทำ”อะไร” “อย่างไร” “ด้วยอะไร” “เมื่อไหร่” และ “ผลลัพธ์”ที่ต้องการคืออะไร ถ้าสั่งแล้วไม่รู้คำตอบพวกนี้ ไม่ต้องสั่งครับ เพราะเป็นการทำร้ายคนอื่นเปล่า ๆ

(จบการคัดลอก….)

หวังว่ามุมมองต่อฟังก์ชั่น และ ตำแหน่งหน้าที่การทำงาน จะเป็นตัวสร้างประกายความคิดให้กับตัวเราทุกคนนะครับ ว่า เราต้องวางบทบาท หน้าที่ และ หาความรู้ ความเชี่ยวชาญเฉพาะงานของเราไปทางไหน เพื่อความเจริญเติบโตในหน้าที่การงานของเราในภายภาคหน้า อีกไม่นานกระแสการขาดแคลนแรงงานคุณภาพจะมากขึ้นเรื่อย ๆ โอกาสจะมาแล้วครับ โอกาสนั้นมีลักษณะเฉพาะอยู่สองอย่าง (นิสัยไม่ดี) คือ หนึ่ง มันจะมาโดยไม่บอกกล่าวเลย อยากมามันก็มา เราไม่รู้ล่วงหน้า และ สอง คือ มันไม่เคยยอมรอใครเลย ถ้ามันมาแล้วมันจะผ่านไป ไม่ย้อนกลับมาอีก ต่อให้เราขอให้รอนิดเถอะฉันจะพร้อมแล้ว มันก็ไม่รอครับ ดังนั้น เตรียมตัวของเราให้พร้อมไว้เสมอ “โอกาส”มาเมื่อไหร่ พร้อมที่จะคว้ามันไว้ทันที …. กลับไปอ่านต้นประโยคอีกครั้งนะครับ ผมกำลังบอกว่าการขาดแคลนแรงงาน”คุณภาพ”นะครับ ไม่ใช่ขาดแคลนแรงงาน”ทั่วไป”  เร่งพัฒนาตนเองให้พร้อมนะครับ ผมขอเป็นกำลังใจให้

 

ขอบคุณที่พวกเราทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความเติบโต และความสำเร็จของงานที่เรากำลังทำอยู่นี้ร่วมกันครับ

 

บุญรักษา

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s