Manager Talk 20141102

สวัสดีครับเพื่อน ๆพนักงาน  TAC ทุกท่าน

สัปดาห์ที่ผ่านมา ฝนตกหลายวันอยู่นะครับ งานการก็ชะงักกันไปหลาย ๆที่ อยู่ใต้ฟ้าใยต้องกลัวฝน บ้านเมืองเราเป็นเมืองเกษตรกรรม ฝนฟ้าก็ต้องตกลงมาแบบนี้ธรรมดาครับ แผนงานหลายที่หลายแห่งก็กระท่อนกระแท่นกันไป ต้องมาปรับแผนกันวุ่นวายเพื่อกำหนดแนวทางและทิศทางใหม่ในการที่จะแก้สถานการณ์กัน งานอะไรก็ตามก็ต้องมีแผนงานทั้งนั้นแหละครับ ไม่ว่าจะใหญ่เล็ก แค่เราอาจจะไม่รู้สึกตัวเองเท่านั้น หลายคนไม่ชอบวางแผน ชอบที่จะอยู่กับสถานการณ์และไหลไปข้างหน้าพร้อม ๆ กับเขา ในขณะที่ความเป็นจริง เราไม่รู้หรอกครับ ว่ามันกำลังไปข้างหน้าหรือถอยหลัง ความสับสน และ กระวนกระวายในใจของเราหลายเรื่องมาจากความกังวลกับสิ่งที่ยังไม่เห็น สิ่งที่ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป แปลกไหมครับ มันก็คือ การวางแผนงานนั่นเอง สมมติเทียบให้เห็นภาพ ถ้าเรานั่งรถไป รถติดยาวววววว นานขึ้น ๆ โดยไม่รู้ว่าข้างหน้ามีอะไร เกิดอะไร และอีกนานแค่ไหน เราจะกระวนกระวายใจนั่งไม่ติด อยากรู้ว่าข้างหน้ามีอะไร มีอุบัติเหตุ หรือ ใครปิดถนน ฯลฯ บางคนลงทุนเดินขึ้นไปดู เพื่อให้เห็นกะตา นึกภาพกันออกไหมครับ พอรู้แล้ว หรือ มีคนประกาศมาทางวิทยุ จส.ร้อย หรือ ข้อความ บอกว่า เกิดอะไรขึ้น อีกนานแค่ไหนจะเสร็จลง คราวนี้ ความพลุ่งพล่านจะลดลง และ สงบขึ้น แผนงานก็เช่นเดียวกันครับ มันทำให้ทุกคนเข้าใจตรงกันว่า จะทำอะไร ต้องการอะไร ตอนไหน และ ผ่านอะไรบ้างระหว่างทาง ใครต้องทำอะไร แผนงานที่ดี ต้องเกิดจากการวางร่วมกัน และได้รับความเข้าใจจากคนในทีมงานเท่าๆกัน ทุกคนจะรู้หน้าที่ และ รู้ว่าตัวเองสำคัญอย่างไรในงานนั้น ตอนนี้เราอยู่ตรงไหน กำลังไปไหน และ อีกนานแค่ไหนจะไปถึง การสื่อสารกันภายในและภายนอก จะเป็นตัวประสานให้ทุกคนอัพเดตสถานการณ์ที่ดีที่สุด แผนงานนั้นไม่ว่าจะดีแค่ไหน หากขาดการติดตาม ปรับปรุงแผน ตลอดเวลา มันก็ไม่ต่างอะไรจากเศษกระดาษ คำล้อเลียนที่เจ็บแสบของ Planning คือ “แพลน (แล้ว) นิ่ง” คือ แผนที่ไม่ขยับอะไรเลย ถ้าอย่างนั้น ทีมงานนั้นลำบากล่ะครับ เพราะทำงานไปโดยไร้ซึ่งแผน อยากทำอะไรก็ทำ เปรียบรถบัสของเราจะไปเที่ยวกัน คนขับอยากแวะปั๊มก็แวะ คนนั่งอยากแวะกลางทางที่ไหนก็แวะ ใครอยากได้ของฝากก็ขนไปซะเพียบ หายไปตั้งนานไม่กลับมารถ ตกรถตกรา รอคอย กลับไปรับกันใหม่ ไปผิดทาง ฯลฯ แล้วคิดว่าไอ้จุดหมายที่จะไปถึงนั่นน่ะ จะไปได้ไหมครับ ?? จริงอยู่ ใครสักคนต้องนำพามันไปจนได้แหละ แต่ทุลักลุเลแค่ไหนบนรถคันนั้น คนอยากไปให้ถึงไว ๆ ก็พูดไม่ออก ไอ้พวกไม่อยากมาด้วยกันอยู่แล้วก็บ่น ไอ้พวกชอบชิลด์ก็นั่งมางั้นแหละหลับไปได้เรื่อย ๆ งานไม่ต้องทำ ฯลฯ คิดว่าจะมีครั้งต่อไปไหมครับ คงยากนะ จากที่เห็น

หลาย ๆ คนพอพูดว่า มาประชุมวางแผนงานกันหน่อยก็มักจะมากับสมุดโน้ตเล่มนึง (บางคนมามือเปล่า แบบว่าเทพ) พร้อมที่จะมา “รับฟัง” แผนงาน นั่นคือ คำว่า”แผน”ของคนนั้นคือ “รับคำสั่งจากอีกคนไปทำ” ไม่ต้องคิดเอง เกิดอะไรผิดแผนขึ้นมา ก็บอกว่า “ผมทำตามแผนที่คุณบอกมาน่ะครับ” อันนี้ฟังดูคุ้น ๆ ไหมครับ ?? อย่างกะวางแผนไปปล้นเซเว่นฯกัน คือ หน.ทีมสั่งให้ทำอะไร ก็ทำ ไม่ต้องรู้ เขาให้เฝ้าก็เฝ้า เขาให้ถอยก็ถอย ถ้าผิดแผนจะโดนรวบ ไอ้คนวางแผนน่ะ มันหนีได้ทุกทีแหละ ส่วนไอ้พวกไม่รู้เรื่องก็โดนทั้งปี เพราะไม่รู้รายละเอียดกับเขาเลย ว่าเขาวางแผนกันมาอย่างไร การวางแผนงานนั้นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกคนที่ทำงานภายใต้แผนงานนั้น ทุกคนต้องมี Input ในส่วนงานของตนเองลงไป เมื่อมี Input แล้ว ความเป็นเจ้าของเรื่องก็จะเกิด เราจะรู้เรื่องราวนั้นอย่างดี ตั้งกะต้นยันจบ รู้ทางหนีทีไล่ อะไรต้องมาก่อนอะไร และ ถ้าไม่มาตามแผน ต้องทำอย่างไร เป็นต้น ลองดูครับ ลองพยายามมีส่วนร่วมกับแผนงานดู มันไม่ยากเลยครับ ที่จะลองส่ง Input ของตัวเองลงไปในทีม ค่อย ๆเริ่มทีละนิด ไม่นานเราจะมีทักษะของการวางแผนงานที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ ครับ การที่ใช้สมองด้านตรรกกะ(ทางขวา) ผนวกกับการลงมือทำ (ข้างซ้าย) บ่อยๆ เขาว่าการเชื่อมโยงของคลื่นสมองที่ผ่านเซลล์นับล้าน ๆ เซลล์จะปลุกพลังในตัวเราขึ้นมาครับ ไม่ใช้ความคิดบ้าง รอยหยักลดลง คิดอะไรก็มึนตึ้บไปหมด เพราะไอ้กระแสไฟฟ้าที่ว่านี่แหละ มันขาด ๆ เกิน ๆ เชื่อมกันไม่ค่อยจะติด คิดบ่อย ๆ พร้อม ๆ กับลงมือทำซะ จะช่วยพัฒนาตัวเราเองได้มากครับ

ใครที่ทำงานในโรงงานจะเห็นสิ่งเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนตอนนี้ คือ กองเหล็กที่เก็บกองด้านหน้า ซึ่งเมื่อก่อน แทบจะบังโรงงานมิด ค่อย ๆ ลดลง ๆ ไปทุกสัปดาห์ จนตอนนี้ราบลงไปกับพื้นแล้ว งานประกอบด้านข้างโรงงานก็ร่อยหรอลง ด้านหลังโรงงาน งาน Piping Spool ก็กองมากมาย พร้อมรอส่งไปทำสี และ ส่งไซต์งาน แล้วสิ่งที่เห็นนั้นบอกอะไรกับเราครับ ?? สิ่งที่เห็นนั้นกำลังบอกเราว่า งานประกอบในโรงงานกำลังจะหมดลงแล้วในอีกไม่นานนี้ งานกำลังจะย้ายไปที่หน้างานซะมาก กำลังคนที่จะต้องเสริมลงไปที่หน้างาน และ สรรพกำลัง เครื่องมือเครื่องจักร ที่ต้องเพิ่มเติมลงไป ส่วนในโรงงานนั้น การปรับปรุงกระบวนการผลิตก็เป็นขั้นตอนที่กำลังระดมความร่วมมือกัน เพื่อรอรับงานใหม่ ๆ ที่จะเข้ามา ในขั้นตอนการปรับปรุงนี้เอง ถ้าทุกคนได้มีโอกาสร่วมไปพร้อม ๆ กัน จะเป็นโอกาสอันดีของทุกคนครับ ที่จะร่วมคิด ร่วมกำหนด และ ร่วมวางแผนการทำงานที่เราต้องการ หากว่าเราเคยมีบทเรียนที่แย่ ๆ มาจากงานก่อน เราต้องนำมันมาปรับปรุงไม่ให้เกิดขึ้นอีก ประสบการณ์นั้นเกิดขึ้นเมื่อเราได้ทำอะไรลงไป ส่วนบทเรียนเกิดเมื่อเรานำประสบการณ์นั้นไปใช้งานครับ หากว่าเมื่อวันนั้นมาถึง เราจะได้พร้อมที่จะออกตัวอย่างมั่นใจ และ ไม่สับสนอลหม่านเหมือนที่เคยเป็นมาครับ ฝรั่งเจ้าของทฤษฎีตัวเลข บอกไว้ว่า หากเราใช้เวลาไปกับการวางแผน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เราจะประหยัดเวลาและทรัพยากรที่จะใช้ทำงาน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ที่เหลือไป ๒๐ เปอร์เซ็นต์ครับ จริงเท็จไม่รู้ แต่เท่าที่ผมเคยเห็น งานที่ประสบความสำเร็จโดยแผนห่วยไมมีครับ

อ่านข่าวในวันที่ผ่านมาเห็นข่าวน่าสนใจ หนี้ภาคครัวเรือนพุ่งไป ๘๓ เปอร์เซ็นต์ ของมูลค่าจีดีพี นั่นหมายความว่าอย่างไร ??? หมายความว่า หากบ้านเราทั้งบ้านมีคนทั้งหมด ห้าคน ทำงานซะสามคนรวมกัน มีรายได้เดือนละ ห้าหมื่น (สามคนรวมกัน) เงินที่ได้มาทั้งปี หกแสนบาทนี้ ต้องใช้เป็นหนี้ไปเกือบห้าแสนบาท โดยเฉลี่ย!!! เหลือเงินใช้ไม่ถึงแสนบาทต่อปี หกคน ตกคนละ พันกว่าต่อเดือนเท่านั้น ที่เหลือ หนี้เอาไปกินหมด…… นี่คือค่าเฉลี่ยนะครับหนี้ครัวเรือนไม่ใช่หนี้ส่วนตัว บางคนอาจจะบอกผมไม่มีหนี้ แต่ในขณะที่บางคนท่วมยิ่งกว่าท่วม ชาวนาชาวไร่ ทำทั้งปีได้แสนกว่า หนี้ค้ำคอประมาณสามแสน ครูหรือข้าราชการ ทำงานปีละสองสามแสน หนี้ หกเจ็ดแสน หรือ เป็นล้านโน่น…. แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเราล่ะ….. เกี่ยวสิครับ เกี่ยวยิ่งกว่าเกี่ยว เมื่อหนี้เยอะ คนก็เบี้ยวเยอะ ยิ่งเบี้ยวเยอะ ก็ยิ่งทำให้คนปล่อยหนี้ ปล่อยยาก เมื่อปล่อยยากคนก็หาเงินมาหมุนยากเข้าไปอีก ในมุมกลับกัน ผู้ทำงาน เงินก็ไม่พอใช้อยู่แล้ว เพราะต้องกันเป็นหนี้ไว้บาน เอาแค่เบาะ ๆ หนี้กยศ.ก็ยังติดตัว หนี้มอไซค์ผ่อนให้แม่ หนี้รถคันแรกผ่อนให้ตัวเอง หนี้บัตรเครดิต หนี้บัตรยูเมะ และสารพัดบัตร ไหนจะเงินยืมเพื่อน เงินจำนำทอง และ ที่บ้านขอมาเพื่อเอาหลานเข้าโรงเรียน ฯลฯ นี่ยังไม่รวมค่าห้อง ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ผ่อนเสื้อผ้า ลูกน้องเก่าผมบางคนผ่อนกระทั่งเตารีด…… ภาวะอย่างนี้ เขาบอกว่า “เงินฝืด” คือ คนไม่ค่อยจะมีเงิน ก็ไม่(ยอม)ใช้เงิน ที่ไม่ใช้ไม่ใช่มีเก็บนะ กินมาม่าจนหัวหยิกแล้ว ส่วนคนที่มีเงินก็ไม่ยอมเอาออกมาใช้ ไม่รู้จะเอาไปลงทุนอะไรดีที่ผลตอบแทนดี เผลอ ๆ ลงทุนมั่ว ๆ โดนชักดาบขึ้นมาจะซวยเปล่า เลยเก็บเงินไว้ รัฐฯเขาก็มีวิธีของเขาในการกระตุ้นการใช้เงิน จะทำอย่างไรก็ว่ากันไป ผมไม่ขอกล่างถึง แต่ที่ผมกล่าวเรื่องนี้ เพราะว่า เมื่อเวลาเป็นแบบนี้ ทีไร หลาย ๆคน (รวมทั้งผม) ต่างจะคิดว่า “รายได้เราไม่พอ” จริงไหมครับ นั่นคือ ทำอย่างไร เราจะได้รายได้เพิ่ม ??? ถ้าพวกสมถะหน่อย ก็ไปทำอาชีพเสริมพับถุง ปลูกผัก ทอดกล้วยขายหลังเวลางาน หลายคนมองไปที่การงานตัวเอง อยากทำงานที่เงินเดือนดี ๆสูง ๆ สบาย ๆ เปลี่ยนงานจากปัจจุบัน ผมเห็นด้วยนะครับ การที่เรามุ่งจะสร้างรายได้ให้มากนั้น เป็นเป้าหมายที่ดีครับ แต่ขั้นตอนล่ะ ??? รายได้ดีจากการทำงานล่วงเวลา ? หรือ โกงเวลา ? หรือ ยักยอกเงิน ? อันนี้ ไม่ยั่งยืนเลย เพราะเมื่อเวลาผ่านไป (ถ้าไม่โดนจับซะก่อนนะ) ตัวเราอยู่กับที่ครับ คือ เคยมีมูลค่าเท่าไหร่ในตัว ก็มีเท่านั้น ไม่ได้มีอะไรเพิ่มขึ้นเลย แต่อีกแบบคือ มุ่งมั่น ขยันหาความรู้ ลงมือทำ และ พยายามที่จะนำพาตัวเองไปยังระดับงานที่สูงขึ้น ได้ใช้ความสามารถมากขึ้น รับผิดชอบมากขึ้น นั่นทั้งหมดล้วนแต่นำมาซึ่งผลตอบแทนที่ดีขึ้นครับ แทนที่จะกังวลว่ารายได้จะมาจากไหนมากขึ้น ลองให้เวลากับตัวเอง พัฒนาตัวเอง พัฒนามูลค่าของตัวเองดูครับ ไม่นานคุณจะเปลี่ยนได้อย่างมั่นคง ไม่ว่าจะภายใน หรือ ภายนอกโลกกว้างนี้ ทุกที่ยินดีต้อนรับคนเก่งเข้าทำงานครับ คนเก่งคือทำงานเก่งนะครับ ไม่ใช่หาเงินเก่ง แต่ทั้งหมดทั้งปวง อยากขอให้ตระหนักไว้นิดว่า เมื่อเรายังแก้รายได้ไม่ได้ ขอให้คุมรายจ่ายนะครับ อะไรควรไม่ควรจะเป็นหนี้ อะไรยั้งใจไว้ได้ก็ยั้ง สมัยผมแด็ก ๆ เขามีคำว่า มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท อย่าให้ขาดสิ่งของต้องประสงค์ มีน้อยใช้น้อยให้บรรจง อย่าจ่ายลงให้มากจะยากนาน….. เดี๋ยวนี้ใครยังมาท่องโคลงนี้คงเชยละครับ เด็กประถมใช้ไอโฟนรูดปื้ด ๆ กันเห็นได้ทั่ว พ่อแม่หนี้ท่วมตัวยังกะกองฟางแล้ว เด็กไม่รู้สำนึกครับ เพราะเราประเคนให้แบบนั้น….. เหลือจ่ายให้นำไปเก็บ เหลือเก็บค่อยนำไปใช้นะครับ…. ลองดู (ถ้าเรายังไม่ถึง 83%)แบบเขา

หลายครั้งในการสัมภาษณงานผู้สมัคร คำถามปลายเปิดที่ผมมักใช้ถามเมื่อทราบเงินเดือนที่ผู้สมัครต้องการ คือ “อะไรทำให้คุณคิดว่าคุณมีมูลค่าตัวเองเท่านั้น” บางคนเงียบไปสองชั่วหมากแหลก อึ้งกิมกี่ ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดี อย่างที่บอก ผมถามแบบปลายเปิด ไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิด เอาความคิดตัวเองเป็นหลัก บางคนก็ลากมาทั้ง ปิง วัง ยม น่าน ป่าสัก แม่กลอง ไปออกท่าจีน บางปะกงเลย ว่าตัวเองมีการวัด “มูลค่า” ตัวเองอย่างไร น่าสนใจนะครับ ลองถามตัวเองในกระจกเงาดูครับ ว่า เราวัด “มูลค่า” ของตัวเรา จากอะไร ???? อีกข้อสังเกตหนึ่งของผมก็คือ การที่บริษัทไหนก็ตามรับเราเข้าทำงาน ในอัตราเงินเดือนใดนั้น เราและเขาต่างก็ยินดีที่จะตกลงด้วยกัน เงินเดือนค่าจ้างนั้น เป็นจุดสมดุลที่เราคิดว่าพอกับมูลค่าของเราที่ทำอยู่ และ บริษัทนั้นก็มองว่าเหมาะสมที่จะให้คนที่ทำงานเพื่อผลงานประมาณนั้นเข้ามาร่วมงาน ในโลกแห่งความจริงนั้น ผู้หางานใหม่ ก็จะต้องอัพราคาตัวเองขึ้นมาจากของเก่าเสมอ เช่นเดิมได้สิบบาท ก็ต้องหาสิบสองบาท เวลาได้งานดูเผิน ๆ เหมือน ดีจังเงินมากขึ้น “แต่” พอทำงานจริงเรากลับทำงาน “แบบเดิม” คือ ทำเหมือนเราราคาสิบบาทเท่าเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงอะไรทั้งสิ้น ลืมวันที่เข้าสัมภาษณ์งานไปซะสิ้น ว่าจะทำโน่นนี่นั่นมากมาย ซึ่งจริง ๆก็พอกันทั้งบริษัทที่จ้าง และ คนถูกจ้าง บริษัทก็ไม่ได้ติดตามเลยว่าไอ้ที่จ้างมาน่ะ ทำงานได้จริงไหม (อันนี้หมายถึงทั่วไปนะครับ ไม่ใช่ระบุเป็นที่นี่ เด๋วจะโดนพาดพิง) ส่วนพนักงานก็ชิลด์ไป ทำงานเหมือนเดิม ได้เงินมากกว่าเดิม ความคิดผม ผมว่าเป็นการทำร้ายพนักงานมากครับ (ทำร้ายตัวเองนั่นแหละ) เพราะเราถูกหลอกว่าเราทำงานดีขึ้น มากขึ้น โดยการตีมูลค่าของรายได้มาเป็นผลของการทำงานนั้น คิดดูสิครับ เราไม่ได้ได้อะไรเพิ่มเลยนอกจากเงินเท่านั้น พวกนี้ในระยะยาว คือ ไปตกม้าตายยามที่เข้าสู่วัยกลางคนครับ ไม่มีที่ไหนต้องการอีกแล้ว เพราะพื้นมาหลวมโพรก ไม่มีฐานรากอะไรรองรับเลย ทำงานเหมือนเป็ด จะบินก็ไม่ได้ จะว่ายน้ำก็ไม่ดี เดินก็ไม่ถนัดนัก ขันก็ไม่เพราะ (ไม่ได้ดูถูกเป็ดนะ เด๋วสมาคมพิทักษ์สัตว์จะมาต่อว่าเอา) เหมาะอย่างเดียว คือ ไปเป็นเป็ดพะโล้ซะ…. เรื่องนี้ฝากเป็นข้อคิดนะครับ

สำหรับผมมีทริคมาแชร์กัน ถ้าเราเคยได้เงินสิบบาท ตอนนี้เราเริ่มงานใหม่ที่สิบสองบาท เป้าหมายเราคือ ยี่สิบบาทในปีหน้า ผมแนะนำให้เริ่มทำงานที่มูลค่า ยี่สิบบาทตั้งแต่วันแรกที่ลงสนามเลยครับ ต้องรู้ให้ได้ว่า งานยี่สิบบาททำอะไร อย่างไร มันยากตรงไหน และหาโอกาสทำมันให้ได้ โอกาสไม่มี ก็สร้างมันขึ้นมาครับ ทำงานยี่สิบบาทไปนาน ๆ คนก็จะเห็นครับ ว่า ไอ้นี่ดีเว้ยเฮ้ย คนอื่นสิบสองบาทแม่งทำแปดบาท ไอ้นี่แม่งล่อไปยี่สิบโน่น เมื่อมีการปรับเปลี่ยน โปรโมต หรือ เลื่อนขั้น จะเหลือเหรอครับ ที่เราจะไม่เป็นหนึ่งในนั้น …. อยากได้ยี่สิบวันหน้า ต้องลงมือทำวันนี้ครับ คนในไม่เห็น คนนอกเห็นครับ จะไปไหนใครก็อ้า(แขน)รับ ไม่ได้ยกขายัน  ผมเห็นมาหลายคนบอกผมว่า ถ้าพี่ให้ผมยี่สิบบาท ผมจะทำให้ดู ผมตอบไปแบบเกรงใจว่า แปดบาทที่คุณทำน่ะ ผมไม่ขอเงินคุณสี่บาท ให้เต็มสิบสองบาทก็บุญแล้วล่ะพ่ออคุณเอ๊ย… อย่าว่าแต่ยี่สิบเลย….

 

ท้ายนี้ ท้ายสุด มีเรื่องเล่าทั่วไปเรื่องการทำงาน เป็นข้อคิดที่ดี ผมขอก็อปปี้มาวางท้ายเรื่องวันนี้ แบบไม่ต้องบรรยายเพิ่มอะไร อ่านแล้วทุกคนจะคิดเอาเองได้ครับ…. (เครดิตเพจอะไรสักอย่างในเฟซ)

 

ทำงานที่บริษัทฯ ใกล้จะครบสามปีแล้ว เพื่อนร่วมงานที่เข้ามาทีหลังผม ต่างทยอยได้เลื่อนตำแหน่งที่สูงขึ้น ผม…กลับจมอยู่ที่เดิม ความรู้สึกภายในจิตใจยากที่จะรับได้

 

จนกระทั่งวันหนึ่ง เสี่ยงกับการถูกเลิกจ้าง ผมขอพบเจ้านายเพื่อคุยถึงสาเหตุ 

” เจ้านาย ผมเคยมาสาย กลับก่อนเวลา หรือ ละเมิดกฎระเบียบหรือไม่ “

 

เจ้านายตอบทันทีว่า ” ไม่เคยและไม่มี “

” ถ้าเช่นนั้น เป็นเพราะบริษัทฯมีความลำเอียง อยุติธรรมกับผมหรือ?”

เจ้านายอึ้งก่อน แล้วพูดว่า ” ไม่มี ไม่ใช่แน่นอน “

” แล้วทำไม ผู้ที่อายุงานน้อยกว่าผม กลับได้รับความสำคัญ ความไว้วางใจในหน้าที่ปฎิบัติงาน แต่ผมกลับอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ที่ไม่สำคัญมาตลอด “

 

เจ้านายนิ่งเงียบ ไม่สามารถหาคำพูดมาตอบผมทันที จากนั้นยิ้มๆ แล้วพูดว่า ” ปัญหาของเธอเดียวเราค่อยคุยกันใหม่ เวลานี้ ผมมีเรื่องเร่งด่วนสำคัญอยู่เรื่องหนึ่ง ช่วยผมจัดการไปก่อน มีลูกค้าเจ้าหนึ่ง เตรียมตัวมาที่บริษัทฯ เพื่อตรวจสอบสินค้า “

 

เจ้านายให้ผมติดต่อพวกเขา สอบถามว่า จะมาถึงเมื่อไหร่ ผมคิดในใจว่า ” นี่หรือ งานเร่งด่วนเร่งรีบที่สำคัญ ” ก่อนก้าวออกจากประตู ผมอดไม่ได้จะคิดเยาะเย้ย สิบห้า

นาทีไม่ถึง ผมกลับเข้าไปในห้องทำงานของเจ้านาย

 

” ติดต่อได้หรือยัง?” เจ้านายถาม

” ติดต่อได้แล้ว พวกเขาบอกว่า อาจจะมาสัปดาห์หน้า”

” สัปดาห์หน้า วันเฉพาะเจาะจงคือวันไหน?:

” ผมไม่ได้ถามรายละเอียด “

” พวกเขาจะมากันกี่คน ” 

” โอ้…ท่านไม่ได้ให้ผมถามเรื่องนี้น่ะ “

” งั้นพวกเขาจะมาทางรถไฟหรือเครื่องบิน “

” นี่ท่านก็ไม่ได้บอกให้ผมถามสักหน่อย “

 

เจ้านายไม่พูดอะไรอีก ท่านโทรศัพท์เรียกจูเจิ้นเข้ามา จูเจิ้นเข้ามาบริษัทฯหลังผมหนึ่งปี ตอนนี้เป็นผู้ควบคุมรับผิดชอบแผนกหนึ่งไปแล้ว เขาได้รับหน้าที่เหมือนกันกับ

ผมที่ได้รับเมื่อสักครู่ เวลาผ่านไปครู่เดียว จูเจิ้นก็เดินกลับมา

 

” อ้อ…เป็นอย่างนี้ ” จูเจิ้นเริ่มรายงาน ” พวกเขาจะมาโดยเครื่องบิน เที่ยวบ่ายสามโมง วันศุกร์ จะมาถึงประมาณหกโมงเย็น เดินทางมาทั้งหมดห้าคน นำคณะโดยฝ่าย

จัดซื้อผู้จัดการหวัง

 

ผมบอกพวกเขาแล้วว่า ทางบริษัทฯเรา จะส่งคนไปรับ นอกเหนือจากนี้ พวกเขาวางแผนตรวจสอบสองวัน รายละเอียดเจาะจงเมื่อพวกเขามาถึงแล้ว ค่อยปรึกษาหารือร่วมกันทั้งสองฝ่าย

 

เพื่อความสะดวกในการปฎิบัติงาน ผมขอเสนอจัดหาที่พัก ระดับอินเตอร์ที่อยู่ใกล้กับบริษัทฯให้แก่พวกเขา หากท่านเห็นด้วย พรุ่งนี้ผมก็จะจองห้องพักไว้ล่วงหน้า

 

นอกเหนือจากนี้ ยังมีอีกเรื่อง กรมอุตุฯ รายงานว่า สัปดาห์หน้าฝนจะตก ผมจะคอยติดต่อสื่อสารพวกเขาตลอด หากมีสถานการณ์เปลี่ยนแปลง ผมจะรายงานท่านทันที

 

หลังจากจูเจิ้นออกไปจากห้องแล้ว เจ้านายแตะไหล่ผม แล้วพูดว่า ” ตอนนี้ เรามาคุยถึงปัญหาของของเธอต่อ “

 

” ไม่ต้องแล้ว ผมรู้สาเหตุแล้วว่าเพราะเหตุใด รบกวนท่านมากแล้ว “

 

ผมเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่า ไม่มีใครเกิดมา ก็สามารถแบกรับภารหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ล้วนเริ่มจากความเรียบง่าย เริ่มทำจากเรื่องเล็กๆที่เรียบง่าย

 

วันนี้ เธอติดแผ่นฉลากให้เธอเองเช่นไร อาจกำหนดตัดสินว่า พรุ่งนี้เธอจะเป็นผู้ที่สมควรได้รับมอบหมายภารกิจที่ใหญ่ขึ้นหรือไม่

 

ระยะห่างของความสามารถ มีผลกระทบโดยตรงกับผลของชิ้นงาน ไม่ว่าองค์กรใด

บริษัทฯใด ก็ต้องการบุคคลที่ทำงาน ที่มีความสามารถ ความรับผิดชอบต่อหน้าที่อยู่ในตัวตัวเอง

 

พนักงานที่มีความโดดเด่น ยอดเยี่ยม ล้วนไม่ต้องให้ผู้อื่นมาบอกมากล่าวว่า จะต้องทำอะไรถึงจะขยับตัวทำ

แต่จะทำความเข้าใจด้วยตนเองว่า สมควรทำอะไร หลังจาก

นั้นทุ่มเทแรงกาย แรงใจกระทำจนสำเร็จ

 

ขอบคุณที่พวกเราทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความเติบโต และความสำเร็จของงานที่เรากำลังทำอยู่นี้ร่วมกันครับ

 

บุญรักษา

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s