เรื่องน่าคิดของตลาดแรงงาน

20131212 สศช. รายงานผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรีตกงานมากขึ้น
หลายๆ คนที่กำลังคิดว่างานมันแย่ มันน่าเบื่อ และ งานที่ทำอยู่มันแสนจะกิ๊กก๊อก
ลองดู”ความจริงวันนี้” ดู
ตัวเลขสรุปตัวเลขผู้ว่างงานปัจจุบัน สูงขึ้นอย่างน่าตกใจ….
ลองอ่านดูครับ

updated: 10 ธ.ค. 2556 เวลา 17:01:52 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เผยแพร่รายงานภาวะสังคมไตรมาส 3 ปี 2556 โดยระบุว่าเศรษฐกิจไตรมาส 3 ที่ชะลอตัว สถานประกอบการลดตำแหน่งงานในธุรกิจ ประกอบกับการมีแรงงานใหม่เข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้น ส่งผลให้แรงงานหางานได้ยาก โดยเฉพาะผู้จบการศึกษาใหม่และเข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยจำนวนผู้สมัครงานไตรมาส 3 เพิ่มขึ้นร้อยละ 102.2 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่มีตำแหน่งงานว่างเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 12.9 ขณะที่ไตรมาส 2 มีผู้สมัครงานมากกว่าตำแหน่งงาน 1.3 เท่า ผู้สมัครงาน 10 คน นายจ้างจะรับเข้าทำงาน 5 คน จากเดิมรับเข้าทำงาน 8 คน เพราะนายจ้างคัดเลือกคนมากขึ้น เนื่องจากผลกระทบค่าแรง 300 บาท

นอก จากนี้ การที่กิจการมีการปรับลักษณะการจ้างงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ รวมถึงการชะลอการขยายตำแหน่งงาน ส่งผลให้การว่างงานของผู้ที่เคยทำงานมาก่อนเพิ่มขึ้นร้อยละ 32.6 หรือ 1 แสน 4 หมื่น 9 พันคน และจำนวนผู้ประกันตนที่ขึ้นทะเบียนขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานมีจำนวน 1 แสน 3 หมื่น 4 พันคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.3 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นการลาออก 1 แสน 1 หมื่น 7 พันคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.4 และกรณีถูกเลิกจ้างจากการปิดกิจการและลดพนักงาน 1 หมื่น 7 พัน 2 ร้อยคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.6

สำหรับ อัตราว่างงานไตรมาส 3 เพิ่มเป็นร้อยละ 0.77 จาก 0.58 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือมีผู้ว่างงาน 3 แสน 5 พันคน แต่พบปัญหาเชิงโครงสร้างประชากรที่แรงงานอายุ 15-24 ปี ลดลงต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

แล้ว…..มันบอกอะไรเรา ???
เด็กจบใหม่ล้นตลาด ป.ตรีเกลื่อนตลาดแรงงาน ป.โท ก็อื้อซ่า แม้สัดส่วนของประชากรวัยทำงานจะเริ่มลดลง (เด็กเกิดน้อยจากพ่อแม่ยุค รสช. ปี 30-35 และจะน้อยลงอีกเมื่อถึงยุคคนแต่งงานปี 40 ฟองสบู่แตก วันนี้เด็กนั้นกำลังอยู่ในมหาลัย)
ขนาดเด็กที่จะออกมาตลาดลดลง แต่ตำแหน่งงานที่เปิดกว้างให้ กลับน้อยลงไปอีก
เพราะ การมองที่ความสามารถอันหลากหลาย การเข้ามาของเทคโนโลยี่ และ การใช้ Outsource ต่าง ๆ
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้ตัวเลข ของผู้ที่ลาออกจากงาน (ที่ไปขึ้นประกันตน) เพิ่มขึ้น 11 % กว่า ๆ จะเพราะกดดัน เครียด ทำไม่ได้ หรือ ถูกบีบ ก็ตามแต่
ตลาดแรงงานมันจะโหดขึ้นทุกวัน ๆ
ตัวเลขอีกตัวที่น่าสนใจคือ การว่างงานของผู้ที่เคยทำงานมาก่อน (เรา ๆ ท่านๆ) เพิ่มขึ้นถึง 32.6 % นั่นคือ เมื่อตกงานแล้ว โอกาสไม่ได้ทำงาน(อะไรก็ได้)ต่ออีกสูงขึ้นมาก ๆๆ
บวกกับตัวเลขของผู้ที่ลาออกมาจากงาน ในปริมาณที่ใกล้เคียงกัน(แสนกว่า ๆ ) แล้ว นั่นเป็นเหตุที่ว่า ทำไม ผู้สมัคร 10 คน นายจ้างรับแค่ 5 ไม่ใช่ 8 !!!!
น่าใจหายครับ นี่ยังไม่รวมปี 58 ที่จะเปิดเสรีอาเซียน งานตำแหน่งที่หอมหวาน วิศวกร ผู้ทำงานตรวจสอบ งานสัญญา ฯลฯ ที่ต้องการทักษะเรื่องภาษา จะถูกแย่ง

แล้ว…. มันเกี่ยวอะไรกับเรา ????
มันก็จะบอกตัวเราว่า เราต้องทำอะไรบางอย่าง ที่จะพัฒนาตนเอง ขึ้นไป ให้พ้นพลังของเด็กจบใหม่ (ที่มันกำแท็ปเล็ตและเทคโนโลยี่ออกมาจากท้องแม่มันเลย เราสู้มันไม่ได้หรอก) ให้พ้นทักษะของเด็กใหม่ ๆ ที่เราสู้ไม่ได้ และ ให้สอดรับพอดีกับช่องว่างของผู้ที่ต้องลาออกจากงานเพราะไม่สามารถไปต่อได้
การจะแทนที่คนเหล่านั้นได้ มีสิ่งเดียวที่เป็นของเราเต็ม ๆ ใครแย่งไปไม่ได้ คือ “ความรู้และประสบการณ์”ครับ
ทุกที่ที่เขารับพนักงาน (ทั้งเพราะเปิดตำแหน่ง หรือ เพราะคนเก่าออก) ล้วนมี”ปัญหา”ทั้งนั้น เราต้องใช้ “ความรู้และประสบการณ์” เข้าไปสนอง เพื่อแก้ปัญหานั้น เราไม่พลาดแน่ (ลืมบางบริษัทที่ใช้ระบบเส้นสายวิ่งเต้นและฝากงานกันไปซะ พวกบริษัทเหล่านั้นต้องปิดตัวลงอย่างแน่นอนครับ ถ้าไม่เปลี่ยนการคัดสรรบุคคลากร)
สำหรับแรงงานรุ่นเก่า ที่ใช้การสร้างปัญหาเพื่อสร้างมูลค่าให้กับตนเอง ตอนนี้คนกลุ่มนั้นกำลังจะ”เอ้าท์”แล้วครับ
อาจจะยังพอไถเถือกไปได้ แต่เมื่อคำถามถัดมาเขาถามว่า “จะแก้อย่างไร” เมื่อเริ่มอ้าปากพูดออกมานั้น คำพูดนั้นจะรัดคอคนพูดเองในที่สุด แล้วก็ต้องจากไป… การชี้ความผิดไปที่คนอื่นนั้น ทำได้ไม่เกินสองครั้ง เพราะครั้งที่สาม มือที่จะชี้ทั้งซ้ายขวามมันชี้ออกไปหมดแล้ว เหลือแต่”หน้า”ที่ต้อง”พยักหน้า” นั่นคือ ความผิดอยู่ที่ตัวคนพูดนั่นเอง
มีรายงานผลการสำรวจของคนที่ถูกลดกำลังออกจากองค์กรธุรกิจแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว ทั้ง ๆที่ทำงานเก่ง ดี และ ผลกระประเมินสูงต่อเนื่องทุกปี ตัวเลขบอกว่า 60% ของคนเหล่านี้มีอย่างหนึ่งที่เหมือนกันคือ เขาไม่ได้อยู่ในสายงานที่เป็นแกนหลักของธุรกิจนั้น (Core business) ง่าย ๆ คือ ไม่มีก็ได้ ดังนั้นพอเขาพิจารณากันเมื่อไหร่ กลุ่มเหล่านี้ก็จะโดนเลือกเป็นอันดับต้น ๆ พึงบอกตัวเองไว้ครับว่า เมื่อทำงานอะไรก็ตาม มอง”สายงานหลัก”ให้เห็นให้ออก แล้วกระโดดเข้าไปขอเขาทำเลย แต่ต้องทำให้ได้และดีด้วยนะครับ ยาวแน่นอน…. ไม่ใช่งานเขาทำเรื่องงานทำความสะอาด เราไปทำหน้าที่ขับรถ (ใคร ๆ ก็ทำได้ แต่เขาต้องการ Maid Supervisor เก่ง ๆ มากกว่า) หรือ งานทำเรื่องอีเว้นต์จัดงานนอกสถานที่ เรากลับไปอยู่งานจัดซื้อ (ซึ่งไม่ค่อยได้ซื้อของเท่าไหร่ เพราะเป็นงานบริการ และ มีหลายบริษัทจัดหาของให้ได้อยู่แล้ว) ต่อให้งานเก่งอย่างไร พอเขาจะลดขนาดองค์กร พวกนั้นโดนก่อนเสมอ….

ผลึกทางความคิด และ ปัญญา เกิดการการสังเคราะห์ความรู้ทั้งที่มี ที่หาเข้ามา และ ลงมือทำ เพื่อเก็บเกี่ยวปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นวัคซีนป้องกันเมื่อเจอปัญหาใหญ่จะได้มีภูมิคุ้มกัน
หนังสือไม่อ่าน เล่นโซเชียล นั่งพูดติฉินนินทา และ ปล่อยเวลาให้ผ่านไปเรื่อย ๆ นั้น….ไม่ช่วยอะไรแน่ ๆ ครับ

ขอให้ลองไปคิดดูครับ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s