Manager Talk 20121116

สวัสดีครับ
เดือนกว่า ๆ ที่ไม่ได้แลกเปลี่ยนข้อความกัน นับถอยหลัง 5-4-3-2-1 กันแล้วพวกเรา ทุกคนก็ยังคงทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายกัน มีส่วนผลักดันและสร้างความสำเร็จให้กับโครงการที่ยังคงค้างงานอยู่กับเรา จะมากจะน้อย จะส่วนไหนๆ ก็ตาม หากเรารู้สึกมีส่วนร่วมแล้วล่ะก็เราจะอยากเห็นมันสำเร็จลงอย่างสวยงามครับ งานออลซีส์มีกำหนดโหลดออกไปวันอังคารที่จะถึงนี้ ไม่เกินสี่วัน ยาร์ดก็จะโล่งไปครึ่งหนึ่ง ได้เวลาเก็บกวาดให้สะอาดสวยงาม อีกเดือนกว่า ๆ งานมโนราห์แจ็คเก็ตและไพล์ก็จะโหลดไปตอนต้นเดือนมกราคม แล้วก็นับถอยหลังท็อปไซด์อีกสักสองเดือน ก็เป็นอันหมดปฏิบัติการณ์บ้านเอเอฟ เก็บกระเป๋าออกจากบ้านได้ อ้อ เวิรคช็อปเองก็จะสิ้นสุดสัญญาเช่าต้องส่งคืนเจ้าของเขาภายในต้น ๆ เดือนมกราคม อีกเดือนจากนี้ก็คงต้องทำการแยกของแยกเครื่องมือเพื่อเตรียมคืนพื้นที่ให้เจ้าของเขาต่อไป เมื่อเราแยกย้ายกันแล้ว ก็คงจะยังคงได้ข่าวกันอยู่บ้าง โลกมันแคบ วนไปวนมาก็เจอกันอีก ประสบการณ์ที่ได้ไปจากที่นี่ทั้งดีและไม่ดี ขอให้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับตัวเองและสังคมการทำงานในภายภาคหน้าต่อไปนะครับ สิ่งที่เราได้ทำมาในปีนี้ทั้งปีนั้น ไม่ธรรมดาเลย ผมขอบอกแบบนั้นจริง ๆ ทุกคนอยู่ในความสำเร็จนั้นครับ

ไม่ว่าวันเวลาจะเหลือแค่ไหน เราก็จะทำวันที่เหลืออยู่ให้ดีที่สุดครับ ทุก ๆวันที่ผ่านไป ค่าแรงค่าจ้างเราก็ได้เท่าเดิม ไม่เคยลดลง ไม่เคยติดค้าง ขณะที่งานกำลังจะลดลง ๆ เป็นโอกาสอันดีที่จะได้เตรียมตัว ฟิตความรู้ พลิกฟื้นประสบการณ์เตรียมตัวรับเจอสิ่งใหม่ ๆ ไม่ปล่อยเวลาให้ผ่านไป ด้วยการทำสิ่งที่ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง บางคนนั่งด่านกด่าหนู พร่ำบ่นโชคชะตา หรือด่าคนอื่น ๆ ไปหมด สงสัยที่บ้านไม่มีกระจกครับ อย่าลืมว่าทุกสิ่งเริ่มที่ตัวเราเอง เราคิดอย่างไรเราเป็นอย่างนั้น เราคิดว่าเรากระจอก เราก็จะแสดงออกอย่างกระจอก เราคิดว่าเราเก่งสักวันเราก็เก่ง เราคิดว่าว่าเรารวยถ้าเราไม่ลงมือทำอะไรเราจะรวย(แต่เขือ)ครับ มีคำพูดว่า “แทนที่จะนั่งด่าความมืด ทำไมไม่ลุกไปจุดเทียน” ซึ่งก็จริงครับ แต่ คนเรานั้นมักจะมีความกังวลใจกับสิ่งที่มองไม่เห็น ความคิดในใจจะเป็นตัวสั่งให้ร่างกายสนองตอบต่อความกลัว บางคนกลัวลนลาน กลัวขี้แตกขี้แตน กลัวจนเยี่ยวราด มีหลายอาการครับ คนเลยลืมไปว่า ลุกไปจุดเทียนก็หายแล้ว หลาย ๆ อาการของผู้คนในอดีตเมื่อมีความกลัวเกิดขึ้นคือ “การพูดไม่หยุด”ครับ ลองสังเกตุดูได้เลย คนที่พูดๆๆๆ พล่าม ๆๆ นั่นน่ะ ความกลัวกำลังเกาะใจเขาอยู่ การเดินดึก ๆ ไปกับเพื่อน ใครที่จ้อๆๆ นั่นแหละครับกลัว การแลกเปลี่ยนความคิดความกลัวกันไปมานี่แหละครับ เป็นพัฒนาการความสัมพันธุ์ของมนุษย์ การอยู่กันเป็นสังคม การพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แม้การอุปโหลกผู้นำซึ่งเสมือนเป็นตัวแทนโอรสฟ้าโอรสสวรรค์ขึ้นมาก็เพราะความกลัวครับ พี่ป๋อง กมล เจน ญาณทิพย์ ตุ้ย เอ็กซเรย์ ฯลฯ ถึงยังทำมาหากินกันได้ ก็เพราะความกลัวของคนนี่แหละ ผมพูดมาซะยาวเหยียดเพื่อจะบอกว่า การที่เราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับตัวเรานั้น ทำให้เรากลัว จะทำให้ความกลัวนั้นหายไป หรือน้อยลงก็ด้วยการบอกตัวเองทุกวันว่า ฉันรู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น ไม่เห็นต้องไปฟังใครเลย (ไอ้คนที่เราไปฟังนั้น ก็ไม่รู้เช่นกัน เพราะมันก็เที่ยวเดิน ๆ ไปหาว่าคนอื่น ๆ เขาคุยกันเรื่องอะไรบ้าง) เมื่อเรารู้ตัวเองไว้เสมอ เราก็จะสงบ และ ให้เวลาทำสิ่งดี ๆ มีประโยชน์ “กับตัวเอง” มากขึ้นครับ เสียดายเวลาเปล่า ๆที่นั่งเล่น นั่งทิ้งสิ่งดี ๆ ไป คุณโก เจ้านายเก่าบอกว่า คุณอาบน้ำ ฟอกสบู่ แต่งตัว เดินทางออกมาจากบ้านเพื่อมา”ทำงาน” แล้ว มีต้นทุนเกิดแล้ว หากมาแล้ว คุณมานั่งหาทาง “ไม่ทำงาน” มานั่งเล่นเกมส์ เล่นเน็ต แช็ตลิงค์ ฯลฯ คุณจะมาทำไม ไม่ต้องมาก็ได้ เสียดายชุด เสียดายน้ำ นุ่งผ้าขาวม้านั่งเล่นอยู่ที่บ้านก็ได้ไม่เปลืองต้นทุนของตัวเอง นี่ก็เป็นข้อคิดที่ดีอันหนึ่งครับ

เมื่อตอนเด็ก ๆ ประถม ตัวกระเปี๊ยก แถวบ้านยายที่บางพลีเขาจะทำบ่อปลาดุกกัน ทุก ๆหน้าร้อนโรงเรียนปิดเทอมผมจะต้องถูกส่งไปอยู่ที่นั่น เพราะพี่น้องตาม ๆ กันมาหลายคน แม่เลี้ยงไม่ไหวเพราะหยุดพร้อมกันหมด ต้องส่งไปให้ตายายดูช่วยบ้าง ครั้งนั้นผมเริ่มหาเงินจากการทำงานได้เองเป็นครั้งแรก ด้วยการ”ขอ”เขาทำงานนั่งนับลูกปลาดุก โดยเขาจะมีการ”ช้อน”ลูกปลามาใส่กะละมังใหญ่ ๆ งานช้อนต้องใช้ผู้ใหญ่ เพราะลงลุยบ่อลึกเท่าเข่า เด็ก ๆ ลงไป ไม่ถนัด ผมเลยได้งานนับลูกปลา โดยใช้ถ้วยเล็ก ๆ แบบถ้วยข้าวต้มช้อนลงไปในกะละมัง นับทีละห้า ทีละสิบ แล้วใส่กะลังมังย่อยตามจำนวนที่เขาต้องการใส่ถุง ใส่ออกซิเจนแล้วมัดขาย ทำกันทั้งวัน โดยผู้หญิงท้องนาแถว ๆ นั้น นับไปคุยไป ค่าแรงวันละ ห้าสิบบาท เยอะมาก ๆ สำหรับแด็กคนหนึ่งเมื่อสามสิบกว่าปีก่อน จำได้ว่า ผมทำอย่างเต็มที่ เต็มกำลัง เท่าที่เด็กจะทำได้ และถูกเรียกใช้บริการต่อมาหลังจากนั้นเรื่อย ๆ ทำไมเหรอครับ ไม่ใช่ค่าแรงถูกครับ จริงอยู่ผู้ใหญ่เขาได้วันละร้อย เพราะเขาช้อนด้วยนับด้วย แต่วงที่นับกันที่ใต้ถุนบ้านนั้น ผมนับได้มากที่สุดครับ นับไวสุด มากสุด ดูจากจำนวนถุงที่นำไปมัดขาย นับแม่น ตาไว (ห้ากับสิบแล้วแต่จ้วง)ไม่แว่บ ไม่อู้ เยี่ยวเป็นเยี่ยว กินเป็นกิน เสร็จก็กลับมาทำต่อ ถูกใจเจ้าของเงินเป็นอย่างยิ่ง ตั้งกะนั้นมา ใครมีนับลูกปลาจะต้องมีการถามหาว่า ไอ้เต้ยมาไหม !!! นั่นเป็นการทำงานอย่างดีที่สุดอย่างแรกของผม

อีกงานหนึ่ง ตอนผมเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว อยู่ปีสองกำลังห้าวพลังเหลือเฟือ ขณะนั้นกทม.ได้ให้ทุนวิจัยมายังสถาบันผมเพื่อให้สำรวจปริมาณจราจรของถนนหลัก ๆ ในกทม.เพื่อจะได้วางแผนแก้ไข (ผลลัพธ์ที่ได้ต่อมา ตือ สะพานข้ามแยกสามสิบกว่าแยก และ ถนนลอยฟ้าตรงรามคำแหงครับ) วิธีการที่อาจารย์หัวหน้าคณะวิจัยทำก็คือ หานิสิตที่มีวันว่างจากการเรียน (จริง ๆ ไม่มีใครว่างทั้งวันหรอก แต่เราโดดเรียนกัน สนุกว่าเยอะ) ไปประจำตามแยกใหญ่ ๆ และจุดที่มีการจราจรหนาแน่น ตั้งแต่ หกโมงเช้า ยันหกโมงเย็น จุดละสามสี่คน เพื่อ “นับรถ” ครับ มีเครื่องกดนับให้มาสักสิบอัน (เกินจำนวนมือของคนทั้งหมด) เพื่อมากดว่า มอเตอร์ไซค์ รถเก๋ง รถบรรทุก รถพ่วง รถลาก นั่น โน่น นี่ ผ่านจุดนั้น กี่คันในแต่ละชั่วโมง (ทั้งไปและกลับ เราต้องแยกลูกตาให้มองคนละเลนถนนได้) ใครได้มอเตอร์ไซค์ถือว่าโคตรซวยเพราะกดกันทั้งมือทั้งตีนยังไม่ทัน เวลามันออกตัวไฟแดงทีหนึ่ง ๆ แต่เราจะสลับกันครับ ไม่เอาเปรียบกัน เพราะ เรา”ทีม”เดียวกัน พอนั่งประจำจุดได้ ก็มีกระดานรองให้คนละอัน เช้ามาก็นั่งสบาย สายหน่อย ต้องคอยหลบแดดเอาเอง ข้าวปลาจะมีเจ้าหน้าที่ขี่มอไซค์เอามาให้กิน ระหว่างกิน หรือ ไปห้องน้ำ ต้องฝากเพื่อนไว้ให้นับแทนกัน ผมทำอย่างนี้อยู่หลายที ไม่ใช่เห็นกับประเทศชาติอะไรเลย แต่ค่าแรงนั้น วันละ “หนึ่งพันบาท” สมัยที่เหล้าสามย่านแบนละห้าสิบ โซดาขวดละสามบาท การได้เงินวันละสี่พัน (ทั้งกลุ่ม) นี่มันสวรรค์บนดินชัด ๆ จะไปเรียนทำไมวะ โดดดีกว่า …. ผมไปทำมาทั้งที่รัชดาตัดลาดพร้าว หมู่บ้านเสรี และ ที่สนุกที่สุดคือ การนั่งนับคนที่ข้ามสะพานลอย เดอะมอล์รามคำแหงครับ ทุกครั้งที่เรานับรถนั้น คนเดินผ่านไปมาก็ไม่สนใจ นึกว่าไอ้พวกเด็กศิลป์มานั่งวาดรูป เพราะมันมีกระดานมาคนละอัน เพียงแต่สองมือมันกดยิกๆๆๆ เวลารถผ่านเท่านั้น เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร สูบบุหรี่ ฉี่มุมตึก ก็ไม่มีคนสนใจ แต่ที่เดอะมอลล์นั้น อีกแบบ อาจสงสัยว่านับรถสร้างสะพานลอย แล้วไปนับคนทำไม ที่ต้องนับเพราะพอถนนลอยฟ้าขึ้น สะพานลอยคนข้ามต้องถูกทุบทิ้งครับ เราต้องศึกษาว่าปริมาณคนแต่ละวันนั้น ข้ามไปเท่าไหร่ ข้ามกลับเท่าไหร่ ในแต่ละชั่วโมง การนับไม่จำกัดเพศ เอาแค่ขาไป และขากลับ เราเลยแบ่งคนนับจำนวนคนนี้ไว้หนึ่งคน อีกสามนับรถบนถนน โดยการนั่งบนสะพานลอยแล้วมองลงมาที่ถนนด้านล่าง ทั้งสองฝั่ง ลักษณะการนั่งเหมือนขอทาน เพราะการแต่งตัวก็ให้ด้วยครับ ปัญหาคือ ก่อนห้างเปิด ไม่มีใครว่าอะไร เพราะมันสาธารณะ บนสะพานก็เขียนว่า “อุทิศให้กทม.โดยเดอะมอลล์กรุ๊ป” พอห้างเปิด เริ่มมีรปภ.มาเมียงมอง สักพักก่อนเที่ยง หัวหน้ารปภ.มาไล่เรา เราก็ไม่ไป บอกว่าทำงานนับรถอยู่ เขาบอกว่าเห็นเรานับคนด้วย เราเลยบอกว่าใช่คนก็ต้องนับ เขาก็ไม่ยอม ขอเชิญตัวไปห้องรปภ.ด้วยกัน เราบอกว่า เราทิ้งงานไม่ได้ ขอไปแค่คนเดียวเพื่อไปคุย ผมคือหนึ่งในนั้นและเพื่อนอีกคนที่ไปด้วยกัน ผจก.รปภ.เขาบอกว่าเราต้องมาจากเซ็นทรัลแน่ ๆ เพื่อมาเช็คว่าคนเข้าห้างเขาวันละกี่คน ผมอยากจะเพลียจริง ๆ (ตอนนั้นเซ็นทรัลกำลังจะทำเซ็นทรัลหัวหมากแถว ๆ ปากทางเอแบค เดอะมอลล์เลยไม่ไว้ใจ) ไม่ว่าเราจะอธิบายอย่างไร เขาก็ไม่ฟัง จะยึดกระดานรองและจำนวนตัวเลขของเราด้วย เราไม่ยอม เพราะนั่นคืองานของเรา งานของอาจารย์ งานที่”รับจ้าง”เขามาทำแล้ว เราวางบัตรนิสิตไว้ที่เขา และ ยอมลงมาทำงานข้างล่าง ข้างถนน การนับคนใช้การเงยหน้าแล้วนับ”ตีน”เอาแทน ขณะที่พวกนับรถไปนั่งรวมกับวงดนตรีคนตาบอดแถวนั้น ฟังกันเพลิม บางคนนั่งอยู่มีคนเอาเงินมาวางให้บนกระดานที่เราจดจำนวนรถด้วย (เกิดประกายว่าขอทานนี่เป็นง่ายวุ้ย) พออาจารย์มาตรวจเยี่ยม อาจารย์ก็ไปติดต่อขอบัตรนิสิตคืนให้ ไม่ได้แสดงอำนวจบาตรใหญ่อะไร ถ่อมตัว และ ขอโทษขอโพยที่สร้างความเข้าใจผิดให้ อาจารย์บอกว่าเพื่อความสบายใจ ขอให้เราอยู่กับวงคนตาบอดนี่ไปจนจบภารกิจวันนั้น ไม่ต้องขึ้นไปบนสะพานอีกพวกเราก็ทำตามที่อาจารย์บอก ผมได้ข้อคิดหลายอย่างจากการทำงานนั้น อาจารย์ไม่ได้แสดงอาการวางก้ามหรืออวดใหญ่โตอะไรกับรปภ.เลย การรับผิดชอบในงานที่ทำนั้น เราจะต้องทำมันอย่างดีที่สุด ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม และ เมื่อมีปัญหา เราต้องแก้ไข ไม่ใช่ปล่อยวาง หรือ เอาปัญหามาเป็นอุปสรรคข้ออ้างที่ทำให้เราไม่ต้องทำงานให้สำเร็จ หลังจากทุนวิจัยนั้นจบลง ผมได้เคยมีโอกาสถามอาจารย์ว่า ผมคิดว่างานก็ไม่ได้ยากจนเกินไป ทำไมอาจารย์ไม่ไปจ้างใครก็ได้มาทำด้วยค่าแรงถูก ๆ ล่ะครับ (สมัยนั้นค่าแรงกรรมกรวันละ 80 บาท) อาจารย์บอกว่า ฉันเชื่อว่าพวกเธอนั้นมีความรับผิดชอบสูง เป็นกลุ่มคนที่ถูกคัดเลือกมาแล้วว่าสามารถแก้ปัญหาและทำการใด ๆอย่างเต็มกำลังและสติปัญญา การที่เธอได้ค่าแรงกันวันละพันบาทนั้น ไม่มากเลย เทียบกับผลงานที่ได้มา เทียบกับ ความน่าเชื่อถือของข้อมูล และ เทียบกับสิ่งที่กทม.จะได้จากงานวิจัยนี้ พวกเธอคือ ส่วนหนึ่งของงานนี้….. ผมยังจำข้อความเหล่านั้นได้ดี จนถึงวันนี้ เมื่อได้มีโอกาสพบเจอกับแก็งค์นับรถของพวกเรา เราจะคุยกันอย่างไม่เคยลืม มองเห็นถนนรามคำแหงลอยฟ้าปัจจุบันแล้ว นึกภูมิใจ และ ด่าตัวเองว่า ถ้ากูไม่ไปฉี่นานกูน่าจะนับรถได้แม่นกว่านี้ และ เขาทำสะพานมา รถแม่งคงไม่ติดแบบนี้ (จริง ๆ ไม่ใช่ครับ ถนนมันไม่พอรถน่ะ) หลายปีต่อมา ผมเห็นน้อง ๆ สถาบันไหนไม่แน่ใจแต่ยังเด็กมาก ๆ นั่งที่เกาะกลางถนนรามอินทรา ทำงานแบบเดียวกับที่พวกผมทำกัน คือ นับรถแยกรามอินทราหลักสี่ แต่ที่ต่างกันคือ เขานั่งหยอกล้อกัน มีหญิงชาย นอนตักเล่นกัน คนนับก็นับไป คนเล่นก็เล่นคุย ไม่ได้สนใจงานเลย ผมนึกถึงคำอาจารย์ แล้วภูมิใจที่อาจารย์บอกว่า ทำไมต้องเลือกเราทำงานแบบนั้น ทุกวันนี้แยกหลักสี่ รามอินทรารถติดวินาศสันตโร ส่วนหนึ่งคงมาจากน้อง ๆ คู่รักเหล่านั้น และ ค่าจ้างค่าออนที่ผ่านมือผู้ทำวิจัยมาหลายชั้น จนผลวิจัยมันเพี้ยนไป (ไม่ได้ทำโดยสถาบันเก่าของผมครับ อิอิ) ผมนึกถึงเรื่องนี้เสมอยามที่ต้องคิดว่า จะเลือกใช้ใครดีในการทำงานใดๆ หลายคนถูกเรียกใช้บ่อย พาลจะเพลีย ไม่อยากทำ พลาดโอกาสดี ๆ ไปอย่างน่าเสียดายครับ

ผมยังมีงานอีกงานที่ทำระหว่างเรียน คือ แปลเอกสารวิชาการจากอังกฤษเป็นไทยให้กับอาจารย์นำไปเสนอวารสาร”เทคนิค” ทุก ๆเดือน ไม่ใช่ว่าผมเก่งกาจอะไรครับ เช่นเคย อยากลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำ และ เชื่อว่า อาจารย์ไม่น่าจะยื่นงานที่ไม่ให้ความรู้ใด ๆ มาให้ผมทำ ผมอ่านบทความสามหน้ากระดาษนั้นไม่รู้เรื่องเลย จับต้นชนปลายไม่ถูก เปิดดิคแดงไปทั้งหน้าก็ยังอ่านไม่ได้ อาจารย์ต้องแนะว่า จะมุ่งเอาความหมายมันอย่างเดียวโดยไม่ยอมที่จะค้นคว้า หรือ ศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับมันมาก่อนเลย ไม่มีทางทำได้ ฉันให้เธอทำก็เพราะว่าเธอคือนิสิต ”นักศึกษา” ที่ฉันเชื่อว่า เธอจะสามารถหาข้อมูล และ ทำความเข้าใจกับมันอย่างดีก่อนที่จะมาแปลบทความนี้ ถึงบางอ้อเลยครับ ตั้งกะนั้นมาไม่ว่าผมจะทำอะไรก็ตาม ก่อนลงมือทำ ผมจะต้องแน่ใจว่าว่าผมศึกษาหรือรู้จักงานนั้นดีจริง ๆก่อนเสมอ ครั้งนั้นผมทำอยู่สักสองสามเรื่อง ครั้งแรกที่เอางานไปคืนอาจารย์ แกเปิดลิ้นชักแล้วส่งซองให้ บอกว่า เอ้านี่ ของเธอ… ผมไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่คิดว่ามันคือค่าจ้างแน่ ๆ คงจะไม่เท่านับรถหรอกวะ นั่นตั้งพันนึงแนะ มานั่งกับเพื่อน ๆ ที่โต๊ะแล้วเปิดออกมาดู 3500 บาทครับ !!!!(ยี่สิบปีมาแล้วนะครับ อย่าลืม ทองบาทละไม่ถึงหกพัน) ช็อคมาก ๆ สำหรับผม ทำงานที่ไม่เคยทำเลย ต้องให้อาจารย์แนะนำ และ อาจจะไม่ถูกต้องทั้งหมดด้วย ทำไมเขาให้เรามากขนาดนี้ ทุกวันนี้ผมยังภูมิใจเสมอครับเรื่องนี้ งานยากแค่ไหน ขอแค่เราตั้งใจ พยายาม เราทำได้แน่ ๆครับ และ สิ่งที่ได้นั้น มันไม่ใช่เงิน มันคือวิธี และ ความรู้ว่าจะต้องทำอย่างไร มูลค่าของสิ่งนั้นอยู่กับเราตลอดไปจนวันตายครับ เมื่อสองสามปีก่อนตอนที่บริษัทลดงานลงไปมาก ๆ มีคำสั่งหยุดเสาร์อาทิตย์ ผมรับงานแปลมาทำเป็นเรื่องงานก่อสร้างต่าง ๆ ทำวันเสาร์อาทิตย์ ไม่มากไม่น้อย ผมหารายได้จากการทำงานด้วยตัวเองนั้นพอสมควรเลยครับ และ ยิ่งทำให้ผมมั่นใจมากขึ้นไปอีกเวลาจะลงมือทำอะไร เราต้องทำได้ เราต้องทำได้ …ผมจะพูดกับตัวเองแบบนั้นครับ
ผมแบ่งปันเรื่องซะยืดยาว เพื่อว่าบางคนอาจจะยังสับสน งุนงง ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ รีบหาตัวเองให้เจอ แล้วเค้นจุดสุดยอดของตัวเองออกมาให้ชาวโลกเห็นครับ ผมเอาใจช่วยเสมอ
บุญรักษา

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s