Image

ประสบกาณ์การเข้าพักที่ WPN 20-24/10/2012

หลังจากตัดสินใจที่จะเข้ารับการพัฒนาและเรียนรู้วิธีการทำสมาธิและฝึกจิตใจตามที่ต้องการมานานแล้ว เริ่มมาจากการเวียนว่ายตายเกิดของการทำงานมีสุข มีเศร้า สยอง หลายรอบชีวิตรู้สึกเบื่อๆ และอยากนิ่ง ๆ บ้าง ปรึกษาเพื่อนตั้วได้รับคำแนะนำและเชิญชวนกันไปที่ WPN วัดป่านานาชาติ ใบเสนอความจำนงก็ถูกส่งไปที่วัด WPN อ.วารินชำราบ อุบลราชธานี ร่างเป็นภาษาอังกฤษหยดย้อยมาก เหมือนผู้ที่กำลังแสวงหาความจริงในชีวิต ได้รับการตอบรับมาอย่างเรียบร้อย กำหนดการเดินทาง 20/10 วันเสาร์ เข้าพักสี่วันสี่คืน กำหนดสิ้นสุด 24/10 โชคดีที่จะได้ผ่านวันพระ 1 วันคือวันที่ 23/10

map

ออกเดินทางจากกรุงเทพฯตีห้าครึ่ง ตั้วเอารถมาจอดไว้ที่หน้าบ้านชัยพฤกษ์ เลือกเดินทางโดยถนนมิตรภาพผ่านจังหวัดสระบุรีแล้วแยกไปทางบุรีรัมย์-อุบลราชธานี โดยต้องแยกออกตรงทางแยกก่อนถึงโคราช แวะกินข้าวเช้ากันที่เลยปากช่องไปเล็กน้อย ได้พบกับคณะรถทัวร์จากมุกดาหารบรรทุกสาว ๆ มากันเต็มคันมาแวะพักผ่อนล้างหน้าล้างตากัน กินข้าวแกงกันแค่สองจาน 80 บาท แพงอย่างไม่น่าเชื่อ สลับเปลี่ยนให้ตั้วขับรถต่อมายังบุรีรัมย์ ถนนตัดเป็นเส้นตรงมาก ๆ ไม่ค่อยจะมีรถใช้งานเท่าใดด้วย ผ่านเส้นทางที่ตัดมาจากทางเขาปักธงชัย ซึ่งถ้าเลือกเดินทางจากระยองมาอีสานจะต้องผ่านทางนี้ โชคดีที่ไม่เลือกขับรถย้อนไประยอง เพราะมันน่าจะอ้อมไปไกลมากเลย แวะกินกาแฟ และ พักผ่อนเล็กน้อยที่ Cabbage & Condom ร้านของคุณมีชัย วีระไวทยะ มาเปิดร้านและที่พักไว้ที่บุรีรัมย์ด้วย เป็นทั้งศูนย์อบรม ที่พักและร้านอาหารครบวงจร บรรยากาศสบายดี ราคาก็ไม่แพงเท่าไหร่ ออกเดินทางต่อ เข้าจังหวัดสุรินทร์เป็นระยะทางยาวมากเปลี่ยนมาขับรถเองตั้งกะออกจากร้านกาแฟ ทุ่งนาข้าวที่สุรินทร์ตลอดทางสองข้างถนนนั้นมากมายจริง ๆ สุดลูกหูลูกตาไกลแสนไกล ข้าวกำลังออกรวงสีทองสวยงามมาก ๆ แต่ที่แปลกอย่างหนึ่งคือ นาภาคอีสานจะมีต้นไม้ใหญ่ปลูกอยู่ในนามาก ๆ ไม่รู้ทำไมน้ำไม่ท่วมตาย (ภายหลังมาถามพ่อ แกบอกว่า นาป่าจะเป็นแบบนั้น) ไม่แปลกใจเลยที่สุรินทร์มีข้าวเป็นสินค้าขึ้นชื่อ คุณภาพดีเป็นลำดับต้น ๆ ของเมืองไทย (ปริมาณด้วย) แวะกินข้าวเที่ยงกันที่นงลักษณ์กุ้งเผา ราคาก็พอๆ กับกรุงเทพ เมนูก็อาหารกรุงเทพนี่เอง มีกุ้งหมึกด้วย ว่าจะหาร้านอาหารท้องถื่นกินให้หายอยาก แต่ที่น่าแปลกใจคือ ตั้งแต่บุรีรัมย์ สุรินทร์ จนเกือบถึงศรีษะเกษที่ผ่านไป แทบจะหาร้านอะไรไม่ได้เลย (มันคงจะมีแต่เราไม่รู้หย่อม) ไม่เห็นตึกแถว หรือ อาคารพาณิชย์เป็นร้อย ๆ กิโล แปลกมาก ๆ ทุกที่มีแต่ นา นา และ นา เต็มไปหมด

IMG_2956 IMG_2775 IMG_2782 IMG_2791 IMG_2797

ออกจากกุ้งเผาประมาณ 1330 น. เหลือระยะทางอีกไม่ถึง 200 กิโลเมตร ขับไปเรื่อย ๆ จนถึงแยกที่จะตรงไปเดชอุดมและมีแยกซ้ายไปอุบลฯ ขวามือไปกัณฑรลักษณ์ แยกตามซ้ายไปเรื่อย ๆ เพื่อเข้าอำเภอวารินชำราบ พื้นที่นาข้าวเริ่มลดจำนวนลงเรื่อย ๆ จนถึงตัวอำเภอมีตึกรามทั่วไป บิ๊กซี โลตัส เหมือนเมืองทั่วไปตามปรกติ WPN อยู่ไม่ไกลออกไปจากเมืองมาก ที่วัดเองก็บอกว่าขณะนี้เมืองกำลังขยายตัวไล่ล้อมวัดเข้ามาทุกที ๆ อีกหน่อยหน้าวัดอาจจะมีหมู่บ้านจัดสรร อาคารพาณิชย์ หรือ คาราโอเกะมาตั้ง วัดเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจกำลังหาวิธีร่วมกับชาวบ้านเพื่อขยับขยายและป้องกันความเจริญที่จะมากร้ำกรายในอนาคต ความร่วมมือร่วมใจของวัดกับชาวบ้านนั้นลึกซึ้งมาก เห็นได้ชัดในสังคมชนบทโดยเฉพาะที่อีสานนี่ คือ พระแทบไม่ต้องออกปาก เหมือนกับว่าชุมชนที่ล้อมวัดอยู่นั้นทุกคนถือเป็นหน้าที่ที่จะทำนุบำรุงรักษาพุทธศาสนาเอาไว้ ต่างคนต่างทำหน้าที่ แต่อย่างว่า ทุนนิยมก็จะขยับเข้ามาทุกที ๆ

ถึงวัด 1530 น. ประตูใหญ่ด้านหน้าปิดต้องติดต่อแจ้งความจำนงกับเลขาฯว่าเราได้รับหนังสือตอบรับให้มาพักแล้ว เนื่องจากว่าพระผู้ใหญ่หลายรูปรวมทั้ง Guest Monk ไม่อยู่ เดินทางไปพระธาตุพนมกันที่นั่นมีงานบุญใหญ่สวดฉลองพุทธชยันตี (ครบรอบ 2600 ปีพุทธศาสนา) จะกลับวันอาทิตย์เย็น ๆ โน่น การประสานงานจึงมีการชลุกขลักนิดหน่อยแต่ก็สำเร็จลงได้ เราไปรายงานตัวกับพระรูปหนึ่งที่แกพอจะรู้คร่าว ๆ ว่าจะมีไอ้สองตัวนี่มาพัก และ ก็รับรองเอาไว้ได้แทน Guest Monk

IMG_2812IMG_2825 IMG_2823

1630 น. เป็นเวลาน้ำปาณะของคณะสงฆ์ มีเราทั้งสองคนเข้าไปนั่งต่อท้ายแถวกับเขาด้วย (วันที่ไปวันแรกไม่เจอพวกชุดขาวเลย) น้ำปาณะก็มีทั้ง น้ำชา น้ำผลไม้กล่อง ทั้งสำเร็จรูปและสด ผลไม้แช่อิ่ม มะขามป้อม ขิงแว่น ๆ และ อื่น ๆ รวมทั้งเม็ดลูกอม (สารให้น้ำตาล) ซึ่งช่วยให้พลังงานได้ในระดับหนึ่ง หลังเวลาน้ำปาณะก็เข้ารายงานตัวกับผู้ช่วย Guest Monk เพื่อสอบทานความประสงค์ต่าง ๆ ฝากทรัพย์สินต่าง ๆไว้ที่สำนักงาน Guest monk รับทราบวัตรปฏิบัติที่นี่ ศีลแปด หลักในการดำเนินชีวิตระหว่างอยู่ที่นี่ ทั้งการทำสมาธิ และ การฝึกฝนตนเอง เช่น

  1. การทำสมาธิ การที่เราเพ่งอาณาปานสติให้อยู่กับความรู้สึกปัจจุบัน อย่าวิ่งตามกิเลส อาจารย์ยกตัวอย่างว่า เมื่อรู้ว่ามีสิ่งอื่นมาพาจิตไปทางอื่น ให้รู้ตัวและพาจิตกลับมา จดจ่ออยู่กับปัจจุบัน หากเมื่อย หากเจ็บ หากหิวให้ focus ไปรับรู้เฉย ๆ แต่ไม่ตามไปต่อ เราจะรู้ได้ในภายหลังว่า ความรู้สึกนั้นน่ะมันไม่ได้มากมายอย่างที่เราคิดเมื่อครั้งแรกเลย (บ่องตรง งง!!)
  2. การกินมื้อเดียว กินเพื่ออยู่ กินเพื่อให้พลังงาน กินเพื่อการมีพลังไปรักษาพรหมจรรย์ ไม่ได้กินเพื่อให้มีพลังช้างสารไปก้าวร้าวหรือทำสิ่งไม่ดี กินทุกอย่างที่มีให้กินอย่างไม่เลือกไม่แยกเพื่อให้เรารู้ว่าเรา”แค่กิน” ลดขั้นตอนอื่น ๆ ลงไปที่ไม่จำเป็น เช่นการต้องกินต้องหาอาหารเย็น อาหารค่ำ เพราะเราแค่กินก็พอ

นอกจากนั้นก็มีเรื่องของ “เมตตา” ที่ต้องฝึกให้กับตนเอง ให้อภัยตนเองก่อน ให้เหมือนกับที่เราทำไมให้อภัยคนอื่น ๆ ให้อภัยเพื่อนสนิทได้ ไม่โกรธ คนเรามักไม่ให้อภัยตนเองเสมอ

วัฎปฎิบัติที่นี่ตื่นกันตีสาม ทำวัตรเช้า จากนั้นก็เป็นการทำสมาธิ เดินจงกรม ตีห้าก็กวาดลานวัดและพื้นที่ส่วนกลาง ตีห้าครึ่งถึงตีห้าสี่สิบห้าโดยประมาณ ออก เดินตามพระบิณฑบาต แล้วแต่ว่าจะไปสายไหน เจ็ดโมงก็มาช่วยกันเตรียมพื้นที่ในครัว แปดโมงสิบนาทีมีประเคนอาหารเช้าให้พระ และ กินข้าวเช้าร่วมกัน (พวกชุดขาว) จากนั้นอาจจะมี Assignment ให้แยกย้ายกันไปทำ เช่น ย้อมผ้า ล้างสระบัว ถมดิน ฯลฯ สำหรับสมาชิกใหม่สองคน ได้รับ Assignment แรกให้ไปทำความสะอาดพื้นที่บริเวณลานเชิงตะกอนที่เผาศพ ยังไม่ได้รับมอบหมายให้เดินตามพระบิณฑบาตในวันแรกนี้

ฝากของอุปกรณ์อีเลคโทรนิคส์ต่างๆไว้ในตู้เซฟ (ตู้จริง ๆ มันใหญ่มาก) เวลาพูดแกจะว่าถ้าจะฝาก แต่ข้อความมันจะประมาณแกมบังคับให้ฝากเถอะ จัดของเข้าโรงนอนกันก็หกโมงกว่าแล้ว (คืนแรกก็ไม่ต้องกินข้าวไปโดยปริยาย) มืดมากที่โรงนอนชั้นสอง มีฝรั่งอเมริกันอีกหนึ่งคนชื่อนิค นอนล่อยุงอยู่นอกระเบียง มาอยู่ได้หกวันแล้วและจะจากไปในวันรุ่งขึ้น ออกเดินไปอาบน้ำแปรงฟันกันในห้องน้ำใกล้ ๆ มันมืดมากๆ ต้องใช้ไฟฉายนำทางไป เปลี่ยนองค์ทรงเครื่องเป็นชุดนุ่งขาวห่มขาวตามข้อกำหนดแล้วกลับขึ้นห้องโถงนอน มีเด็กๆแถวนั้นสามคนมานอนที่วัดกันด้วย บอกว่าพ่อแม่ส่งมาให้มาช่วยบิณฑบาตตามหลังพระตอนเช้า ไม่น่าเชื่อว่าแค่ล้มตัวลงนอนก่อนทุ่มหนึ่งจะหลับไปได้เลยและมาตื่นประมาณตีสามครึ่ง กลางคืนมืดมากและก็หนาว รู้สึกตัวว่าพลิกตัวสองสามครั้ง อาจจะเป็นเพราะเพลียจากการเดินทางทำให้หลับได้ง่าย ต้องดูคืนถัดไปก่อน มองไปรอบ ๆ แล้วบรรยากาศมันมืดมากจริง ๆ ในเรือนนอนนี้ ถ้าให้มานอนคนเดียวคงจะคิดหนักแน่ ๆ

วันที่ 21/10 ตีสามครึ่งตื่นนอนลงมาที่ศาลา มีชุดขาวมานั่งทำสมาธิอยู่แล้วสองสามคน พระอีกหนึ่งรูป แยกกันกับตั้วไปนั่งสมาธิและเดินจงกรมสองรอบสลับกัน แค่หลับตาลงก็มีอะไรวิ่งผ่านไปมาเป็นร้อย ๆ เรื่องไม่สามารถกำหนดจิตให้สงบหายวุ่นวายได้เลย พระอาจารย์บอกว่า การฝึกไม่ใช่การมา”หยุด”มัน แต่เป็นการ”ชะลอ”มันลง ไม่ต้องกังวลไป

วันนี้ยังไม่มีการมอบหมายให้เดินตามพระบิณฑบาต พอเสร็จสิ้นงานกวาดใบไม้ส่วนกลางประมาณหกโมงเช้า ก็แว่บไปนอนกันต่ออีกชั่วโมงนึง เช้า ๆ ก็เริ่มมีคนมาบ้างแล้วหอบลูกจูงหลานมา เป็นวันหยุดด้วย พอลงมาเจ็ดโมงเช้า มีคนมาทำบุญมากพอสมควรทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว (ดูจากพฤติกรรมการถ่ายรูป) พอมีเสียงระฆังตีก่อนเวลาแปดโมงนิดนึงทุกคนก็ไปรวมตัวกันที่ศาลามีการถวายภัตตาหาร สังฆทาน และการที่หมู่ชนทั้งหลายสวดมนต์รับศีลโดยพร้อมเพรียงกัน น่าเลื่อมใสมาก ยังไม่เคยร่วมกับงานไหนแล้วรู้สึกแบบนี้เลย

แปดโมงครึ่งก็เข้าแถวมารับอาหารที่จัดไว้ แยกกันกับพระ (ตามหลังพระ) มีชุดขาว 8 คน อุบาสิกา 3 คน อาหารคาวหวานบริบูรณ์มากๆ จัดมากันคนละกะละมังปนกันหมด (พวกเซียนตักสลัดพิซซ่าฮัทคงชอบ เพราะงานนี้ต้องใช้ฝีมือเหมือนกัน) ได้มาทั้งข้าวขาว ข้าวกล้อง ข้าวเหนียว ลาบ แกงจืด แกงเผ็ดหน่อไม้ หมูย่าง เนื้อเค็ม ปลาทอด หมูชุบไข่ ต้มมะระ กล้วยบวดชี และ โรตีนม (ทุกอย่างอย่างละนิด ๆ หน่อย ๆ พอได้รสชาติ) มีผักสด น้ำพริกปลาร้า กินรวม ๆ กันไปก็อร่อยดี พร้อมกาแฟหนึ่งแก้ว คาดว่าจะอยู่ไปถึงอีกเช้านึงได้เลยจริง ๆ (เพียบ)

หลังกินข้าวเสร็จก็ไปเดินสำรวจวัดกัน เข้าไปกันลึก ๆ จนสุดทางเกือบ ๆ จะถึงท้ายสุด เดินจนล้า เหงื่อโทรมกาย กลับมานอน 10-12 น. จึงลงไปอาบน้ำ ห้องอาบน้ำเที่ยวนี้ตั้วพาลึกเข้าไปในเขตสงฆ์นิดนึง ได้บรรยากาศป่ายิ่งกว่าที่รีสอรต์ทั้งหลายเอามาทำกันซะอีก ห้องน้ำใหญ่โต กว้างขวางมีหกห้อง มีตุ๊กแกเพื่อนเก่า ตัวเท่าแขนเขื่อง ๆ เกาะอยู่บนขื่อกลางห้องพอดี ดูมุมไหน มันก็เหมือนมองตามเราตลอด วันแรกนี้เล่นเอาอึกันไม่ออกเลย กลัวตุ๊กแกหล่นใส่กบาล อาบน้ำเสร็จแล้วก็มานั่งทำบันทึกฉบับนี้ ต่อไปก็ต้องไปทำความสะอาดพื้นที่ (เผาศพ) ตามที่ได้รับมอบหมายมา

IMG_2830 IMG_2828 IMG_2826 IMG_0924 IMG_0908

บ่ายสองถึงสามโมงครึ่งไปทำความสะอาดบริเวณสุสาน ดูเหมือนบริเวณไม่กว้างอะไรมาก แต่เหนื่อยเอาเรื่องเหมือนกัน มีการเผาศพกันเมื่อสี่ห้าวันก่อน เศษขี้เถ้ายังกรุ่น ๆ อยู่ กวาดกันเสร็จแบบเหนื่อยอ่อน(อาจจะไม่ได้ออกกำลังกันมานาน) ตั้วกวาดแบบมุ่งมั่น คือ ช้า เนิบ แกร่ก แกร่ก เหมือนสมาธิ ต่างคนต่างกวาด ไม่พูดกัน เขาบอกว่ามันคือการสมาธิแบบหนึ่ง เรากวาดแบบกรรมกร เอาเป็นเอาตาย เหนื่อยเปล่า ใจไม่สงบด้วย เป็นปริศนาธรรมอย่างหนึ่ง เสร็จงานก็มานั่งพักหน่อยนึงถึงเวลาน้ำปาณะอีกรอบ 0430 น. วันนี้แยกตัวออกจากพระ มาเป็นส่วนของชุดขาวเองทั้งหมด มีน้ำร้อนแบบกาใหญ่ ๆ ให้ชงโน่นนี่กินกัน ส่งต่อกันไปรอบ ๆ วง ก็จะทำให้มีการพูดคุยรู้จักกันมากขึ้น เพื่อนๆคณะชุดขาวมีกันทั้งหมด ชาย 8 หญิง 3 นั่งแยกกัน

  1. Martin หนุ่มสาธารณรัฐเช็ค อยู่ที่นี่มา 6 เดือนแล้ว ไปฝึกสมาธิมาหลายที่ จนมาสถิตย์ที่นี่เมื่อหกเดือนก่อนร่างกายสูงใหญ่ กินจุ กินไว ตอนนี้ Senior สุด หน้าที่ของซีเนียร์ คือ นำกราบ นำลุก นั่งหัวแถว และ คอยให้สัญญาณเคาะกังสดาลหนึ่งทีให้ลงมือกิน ลงมือสวด ฯลฯ มีเครดิตดีว่างั้น
  2. Ramon หนุ่มสเปน หน้าตาเหมือนบุ๋มบิ๋มสามโทนจริง ๆ พูดจาตลก อยู่กุฎิลึกเข้าไปในป่า วัน ๆ ไม่ค่อยได้ออกมา บอกว่าที่ห้องมีตุ๊กแกตัวเท่าแขน และ กิ้งก่าตัวใหญ่ยักษ์ แต่อยู่ร่วมกันได้ ฮาไปอีกแบบ ชอบเล่าเรื่องแบบเสียงดัง โวยวาย แนวฮา ไม่ก้าวก่ายใคร นั่งสมาธิอย่างบ้าคลั่ง
  3. คนญี่ปุ่น เราเรียกแกว่าพี่ฮิโร (ไม่รู้ชื่อจริงชื่ออะไร) ทำตัวลึกลับ เล่าว่าเคยบวชพระที่เมืองกาญจน์เมื่อห้าปีที่แล้ว ตอนนี้กลับมาใหม่ จะออกจากความเป็นชุดขาวอีกวันสองวันเพราะวีซ่าขาด เวลาแกกวาดลานวัด แกจะใช้ท่าแปลก ๆ เหมือนจอมยุทธจากเส้าหลิน
  4. ALLEC หนุ่มอเมริกัน ยูท่าห์ เมืองทูซอน ได้แม่ใหม่เป็นไทย ตาเลยส่งให้มาอยู่วัด จริง ๆ อยากจะทำนาเมืองไทย แต่มาถึงตอนหน้าน้ำไม่มีพอดีเลยมาอยู่วัดแทน อยู่มาได้เดือนนึงแล้ว
  5. Nick มาจาก South Africa ชีวิตพี่เค้าแสวงหาอะไรก็ไม่รู้ เคยไปสมาธิที่เชียงใหม่มาเป็นสิบวัน ยังไม่พอ เลยมาต่อที่นี่อีก ตอนหลังๆ มาสุงสิงกับไอ้ตั้ว คาดว่าน่าจะเป็นเกย์ (?)
  6. Alex หนุ่มอังกฤษ เป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษที่บางกอกพัฒนา บางนา ต้องการเรียนรู้ธรรมมะ และ วัฏปฏิบัติต่าง ๆ
  7. Nathan (Nick) คนนี้ออกไปตั้งแต่วันแรก หนุ่มอเมริกนอายุ 23 ตามล่าหาความหมายที่แท้จริงของ Meditation อยู่มาหกวัน หนวดเคราเฟิ้ม ตอนออกจากวัด พี่ประเสริฐ (ชาวบ้านที่มาวัดเกือบทุกวัน) พาขึ้นรถเครื่องไปส่ง
  8. คนที่แปดและเก้า คือ ตั้วและเต้ย
  9. คนที่ 10/11/12 คือ แหม่มอีกสามคน ไม่ได้คุยกัน เพราะเขาห้าม นอกจากจำเป็นจริง ๆ ส่งของยังส่งกันเงียบ ๆ ไอ้ตั้วแอบไปถามมาได้ความว่ามีแหม่มฝรั่งเศสชื่อคารีสคนนึงหน้าตาดีคิ้วเข้มหนา พอให้ได้แอบมองบ้าง นิดนึง

หมดเวลาน้ำปาณะ ฟาดไปชั่วโมงกว่า ๆ โน่น วันนี้ ก็ยังคงไม่มีทำวัดเย็นเช่นเคย เพราะคณะพระที่ไปพระธาติพนมยังไม่กลับมากัน รีบเตรียมเข้าไปอาบน้ำในป่าเช่นเดิมเพราะกลัวว่าจะมืด ไปกันตั้งแต่ห้าโมงครึ่งก็ยังไม่ทันอยู่ดี แสงมันลอดผ่านลงมาไม่ได้ก็มืดไปทั่วทั้งป่า ไอ้ตุ๊กแกตัวเก่าไปพาเพื่อนมาอีกตัวนึงจับขื่อจ้องมองอยู่ด้านนอก ตาแดงก่ำ ยิ่งดูน่ากลัวเข้าไปอีก ทั้งก่อนเข้า และ ตอนเข้าไปแล้ว แต่ก็ผ่านมาได้ด้วยดี พยายามหันหน้าจ้องมันไว้ตลอด กลับมาถึงห้อง หกโมงสิบนาที จะล้มตัวลงนอนท่าเดียว เพลียและเมื่อย (เพราะเดินมาก) เท้าขวาโดนรองเท้าบาดเป็นแผลพองจนแตก แสบมาก

ตั้วลงไปที่ศาลาเพื่อนั่งสมาธิและเดินจงกรม ขอตัวไม่ไปด้วย เพราะเจ็บเมื่อย ว่าจะนอนเล่น ๆ แต่มันดันหลับไปจริง ๆ ตื่นขึ้นมาเห็นตั้วกลับมาประมาณสองทุ่ม ไม่ได้คุยอะไรกัน นอนต่อยาว Nick & Allec มานอนในศาลาเดียวกันตอนหลัง เขานั่งสมาธิกันที่นอกระเบียงตอนหัวค่ำ หลับสบายตามปรกติ ไม่มีการสะดุ้งตื่นหรือกระสับกระส่ายอะไรเลย ตอนเช้าทั้งไทยทั้งฝรั่งบอกว่าเสียงกรนกระจาย….

22 ต.ค. วันที่สาม

ตื่นนอนตีสามลงไปเข้าห้องน้ำในความมืด เจองูสามเหลี่ยมลายดำคาดเหลืองตัวยาวประมาณ 10 นิ้วเกาะคาอยู่ในซอกประตูห้องน้ำตอนจะเข้าพอดี ตั้วมันค่อย ๆ ฉายไฟไปเจอเข้า ต้องย้ายห้องหนีกันวุ่นวาย มันก็ไม่ยอมหลบด้วยนะแปลก ตีสามครึ่งมีทำวัดเช้า วันนี้เจ้าอาวาสกลับมาแล้ว พิธีกรรมดูศักดิ์สิทธิ์มาก ในศาลาจะเปิดไฟสลัว ๆ บทสวดมนต์เสียงเย็น ๆ เนิบๆ ชุดขาวสวดไม่ได้ก็นั่งฟังไปด้วย พระประมาณแปดถึงสิบรูปสวดรับกันไปเป็นทอดๆ ประมาณตีสี่นิด ๆ เสร็จสวดมนต์ ไฟจะหรี่ลงอีกพอเห็นกันรำไร ๆ ทุกคนก็นั่งสมาธิ หรือ บางคน บางรูปก็เดินจงกรมรอบ ๆ ศาลา เราก็ทำด้วย นั่งสมาธินิดนึง แล้วก็เดินจงกรมต่อ และก็มานั่งต่ออีกนิด วันนี้เรื่องฟุ้งซ่านน้อยลงกว่าเดิม แต่ก็ยังไม่สงบอยู่ดี พอจะนั่งนิ่ง ๆ ได้โดยไม่ง่วงและไม่เผลอหลับ ตีห้า ไฟเปิดสว่างทั่วบริเวณ ชุดขาวก็ไปกวาดใบไม้เหมือนเคย พระก็แยกไปครองผ้าในศาลาเล็ก เดินไปรายงานตัวกับ Guest Monk ตัวจริง แกทักทายตั้วแบบคนจำได้ และถามว่า Is this your friend ,Adisorn ? สงสัยว่าแกจำได้งัยวะ แม้จะอ่านจดหมายมาก็เถอะ แต่การที่อยู่ดี ๆ เจอแล้วทักชื่อออกมานี่ทึ่งมาก ๆ นอกจากนั้นแกยังจำชื่อพ่อ แม่ แส้ต่าง ๆ ของไอ้เพื่อนเยอรมันตั้วได้อีก (มาแล้วเป็นปี) ทึ่งจริง ๆ วันนี้ก็ยังไม่มี Assignment ให้ไปเดินตามพระรับบิณฑบาตอีกต้องรออาจารย์อีกคนจัดคิวให้ สองหนุ่มกวาดใบไม้เสร็จ เขาออกเดินรับบาตรกันเราก็งีบต่อ 0550 – 0700 น.

ตื่นลงมาก็พบญาติโยมมากมายเช่นเคย บางตาลงกว่าวันอาทิตย์บ้าง มีการจัดเตรียมอาหารสำหรับถวายพระกัน ตั้วเอาขนมสัมปันนี และ ข้าวเกรียบปลากรายมาถวายพระด้วย ธรรมเนียมของคนอีสาน และ ท้องถิ่น การใส่บาตรคือการใส่ข้าว ข้าวเหนียว สุกปากหม้อ ให้กับพระสงฆ์ ส่วนกับข้าวนั้นตามมีตามเกิดเขาจะตามมาถวายกันที่วัด บางคนมองจากในทีวีแล้วเข้าใจว่าเพราะความจนทำให้เขาใส่แต่ข้าว ซึ่งเป็นเรื่องตลกไปเลย แท้จริงศรัทธาและกุศโลบายที่นำคนเข้าวัดมันแยบยลกว่านั้นและจิตศรัทธานั้นมันแยกไม่ออกจริง ๆ ใส่บาตรบุฟเฟต์แบบใส่วน ข้าวห่อกับห่อ น้ำกล่องมาม่าซอง คงมีแต่ในเมืองที่รีบเร่งและคิดว่าสะดวกกับพระ แต่มีใครละทิ้งการเข้าวัดกันหรือเปล่า อ้างแต่ไม่มีเวลา

0800 น. ได้เวลาอาหาร ในศาลามีญาติโยมพอประมาณ เสร็จพิธีสั้น ๆ ก็เดินออกมารับอาหาร วันนี้พอจะกะปริมาณที่เหมาะสมกับตัวเองได้อยู่ เลือกข้าวเหนียว ข้าวกล้อง แกงจืดหมูสับ สารพัดน้ำพริก (สามอย่าง) ผักต้ม ผัดผัก(ดอกอัญชัน) ปลาทอด ขนมหม้อแกง และ มะละกอครึ่งชิ้น (ทั้งหมดลงชามอ่างอย่างละนิดอย่างละหน่อย) พ่วงยาคูล์หนึ่งขวด ไม่มากไม่น้อยไปกำลังดี วันนี้กินเสร็จไม่ได้นอนเหมือนเมื่อวาน

หลังเวลาอาหารทางวัดเรียกรวมประชุมที่ตึกสำนักงาน ทุกคนไปรวมตัวกันที่ใต้ถุน เพื่อฟังท่านเจ้าอาวาส (อาจารย์เกวลี ชาวเยอรมัน)มีเรื่องเล่าให้ฟังเรื่องที่ไปพระธาตุพนมมา ไปพบใครบ้าง ไปทำอะไรมาบ้างและท่านมีศรัทธาอะไรบ้าง นั่นโน่นนี่ แกเล่าไปด้วยความชื่นชมและอิ่มเอม มีเล่าตำนานพญานาคเจ็ดเศียรต่าง ๆ และความมีศรัทธาของคนอีสานที่มีต่อพุทธศาสนาประมาณชั่วโมงหนึ่งไม่หยุดเลย ท่านพูดเก่งมาก ลำดับเรื่องราวได้อย่างดีและ ใช้ภาษาอังกฤษเยี่ยม (ปล.ที่เล่าน่ะ ไม่ใช่ภาษาไทยนะ อังกฤษ)

หลังจากนั้นก็ย่อง ๆ ไปดูพระสงฆ์ย้อมจีวรด้วยแก่นขนุนต้ม เขาจะทำกันทุกวันก่อนถึงก่อนวันพระ พระบอกว่าแก่นขนุนมีคุณสมบัติพิเศษที่จะไล่ไขมันคราบสกปรกดีกว่าใช้ผงซักฟอก เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านมานาน ผ้าที่ย้อมด้วยแก่นขนุนสีจะสดใสเหมือนใหม่ เวลาเอาไปใช้ก็ปราศจากกลิ่นแกว่างั้น แกส่งผ้าให้ดม กลั้นใจดมไปทีนึง วันนี้ Guest Monk เสนอห้องใหม่ให้ นอนได้สองคน ไม่ต้องนอนแผ่หรากลางศาลาอีก ให้กุญแจไปไขห้องย้ายเข้าไปได้ แกว่า เพื่อความเป็นส่วนตัว แกคงนึกว่าไอ้สองตัวนี้มาศึกษาทำสมาธิกันจริงจังมาก ที่ไหนได้ นอนกันกลิ้ง ระหว่างย้ายห้อง เจอแมงมุมยักษ์อีก โตเท่าจานใบเล็ก ๆ ไม่รู้มันกัดต่อยจะถึงตายไหม แต่ต่างคนต่างอยู่ไม่ยุ่งกัน เกือบเที่ยงก็ไปอาบน้ำกันในป่าที่เดิม ตุ๊กแกตังเดิมยังอยู่แต่มันหันหัวไปอีกทางหนึ่ง ห้อยหัวลงมามอง ๆ ว่าใครทำอะไรนิ่ง ๆ แบบนั้น อาบปลอดภัยไปได้อีกวัน อาบน้ำเสร็จกลับห้องมา มองหน้ากันไปมา นอนดีกว่า ว่าแล้วก็งีบไปตื่นมาบ่ายครึ่ง ลงมือเขียนบันทึกก่อนจะลืม…

เมื่อเช้า Guest Monk แจ้งว่า ก่อนวันพระทุกครั้ง เราจะมี Big Cleaning day กันทั่วบริเวณจะเริ่มกันประมาณบ่ายสามไปจนถึงเวลาน้ำปาณะ ทั้งพระทั้งชุดขาวช่วยกันหมดวัด เตรียมตัวลุยกันเต็มที่ (แบบขี้เกียจหน่อย ๆ ) วันนี้ไม่มีการทำวัดเย็นอีก วันพระ(พรุ่งนี้) จะมีญาติโยมมาค้างที่วัด (น่าจะทั่วไปในอีสาน) จะมีการนั่งสมาธิกันทั้งคืน (ในศาลา) คนนอนก็นอนไป ปฏิบัติก็ปฏิบัติไป จบบันทึก 14.20 น.

หมายเหตุ ชั้นลำดับของประชากรในวัดคือท่านเจ้าอาวาสสูงสุด และ จะมีหัวหน้างานต่าง ๆ เช่นงานเดินรับบาตร งานซ่อม งานทำความสะอาด ฯลฯ ทุกคนแบ่งงานแบบฝรั่งทำกันจริงจัง และ รับผิดชอบ พวกที่เข้ามาศึกษาธรรมนั้นจะเริ่มจากการเป็น “ชุดขาว” แบบเรา ๆ นี่เองใช้ชีวิตถือศีลแปดไป จะเคร่งครัดไม่เคร่งครัดก็ว่ากันไป ทำมากได้มาก ต้องพิสูจน์ตัวสักพักถึงจะขยับเป็น “ผ้าขาว” จะขยับความเคร่งขึ้นไปอีก พร้อมโกนหัวโกนคิ้ว ไม่แน่ใจว่ารักษาศีลเท่าไหร่แต่ไม่ใช่ 8 แน่นอน ได้ยินว่าผู้ที่ต้องการเป็นพระนั้นต้องผ่านการเป็น”ผ้าขาว” ไม่ต่ำกว่าห้าปี เทียบโอนไม่ได้ พระท่านบอกว่า ต้องบวชให้ยาก มันมีค่า ต้องพิสูจน์ตัวให้เห็นจริงว่ามุ่งมาทางนี้ บวชง่าย ออกง่ายจะได้อะไรกับพุทธศาสนาบ้าง แกว่างั้น (ตั้วบอกว่าจากคำพูดเดิมของหลวงปู่ชา)

เริ่ม Big Cleaning Day 1500 น. รอบ ๆ ศาลาใหญ่ เล่นเอาหอบ

1620 น. ได้เวลาน้ำปาณะ กินกันอย่างเมามัน(เพราะเหนื่อย) ประมาณชั่วโมงกว่า ๆ พอแยกย้ายก็ไปอาบน้ำ ยังเจอไอ้ตุ๊กแกอยู่ วันนี้มาเป็นสาม แต่ไม่หลอนมาก ชินซะแล้ว

1800 น.ลงไปนั่งสมาธิและเดินจงกรมจนถึงทุ่มครึ่ง กลับมานอนสองทุ่ม ตั้วกลับตามมาตอนสองทุ่มสี่สิบห้า ต่างคนต่างนอน ไม่ได้คุยกัน

เช้าวันที่ 23 วันพระใหญ่ ตื่นตีสามทำวัดเช้า นั่งสมาธิ แล้วพากันไปล็อบบี้พระขอเดินตามบิณฑบาตด้วย พระที่เป็นหัวหน้าคิวกลับมาพอดี ได้รับมอบหมายให้เดินตามสายบ้านบุ่งหวายกับพระห้ารูป พร้อม”ผ้าขาว” ชื่อสัมปันโน อีกหนึ่งคน (คนมาเลเซีย จะบวชให้ได้ ก่อนกลับไปจำวัดที่มาเลเซีย) ทุลักทุเลนิดหน่อย แต่เปี่ยมสุขมาก ๆ เดินออกไปจากวัดประมาณห้าร้อยเมตร เหมือนวอร์มร่างกาย ไปตั้งหลักปากตรอกเข้าหมู่บ้าน ตั้งแถวเรียงเดินตามพระ พระเดินแบบสงบก้มหน้าสำรวม ผ้าขาวตามแล้วก็ชุดขาว พระเดินด้วยความเร็วพอประมาณกระฉับกระเฉงไม่ถึงกับเอื่อยเฉื่อยและไม่เร็วจนต้องจ้ำตาม แค่ต้องคอยเดินขึ้นลงรับของถ่ายใส่ถุง หลัก ๆ ข้าวเหนียวแต่คนหลายคนก็ใส่ไมโลโอวัลตินประมาณน้ำปาณะมาด้วย มันจะหนักน้ำนี่แหละ ทุกบ้านที่ผ่านไปเกินครึ่งคนแก่เฒ่าจะรอใส่บาตร เด็ก ๆ นั่งกันเป็นพรวน ดูแล้วอิ่มเอมมาก ๆ ผู้แก่หลายคนมองตามพระอย่างนับถือศรัทธา พนมมือท่วมหัวงึมงัม ๆ เราพลอยฟ้าพลอยฝนไปด้วย บางคนก็มาให้พรเราต่อว่าดีนะมาช่วยพระช่วยวัดไปโน่น ตั้วได้ไปทางทุ่งเกวียนหรืออะไรสักอย่างจำไม่ได้ กลับมาตกใจนิดหน่อย ญาติโยมเต็มวัด เรียกว่าเต็มจริง ๆ เพราะเยอะแยะไปหมด หอบผ้าหอบผ่อนมานอนมาปูใต้ถุนโรงนอนกันเพียบเลย การทำบุญเช้า เริ่มพิธี 0730 น่าศรัทธามาก มีการสวดมนต์ร่วมกัน และท้ายสุด อาจารย์เกวลีเทศน์ก่อนรับอาหารเก้าโมงกว่า ๆ (ล่าไปชั่วโมงนึง)

เสร็จแล้วมีการเรียกรวมตัวกัน อาจารย์พูดเรื่องการสำรวม การกินการอยู่ ทั้งอาหารและน้ำปาณะ และมีปริศนาธรรมอื่น ๆ อีกสองสามเรื่อง ไม่รู้คือการตำหนิ หรือ เป็นเรื่องปรกติที่แกต้องอบรมชุดขาวก็ไม่รู้ ถ้าแกตำหนิก็ไม่รู้แกพูดถึงใครอยู่ดี

เกือบเที่ยงไปอาบน้ำที่เดิม บ่ายมีนัดสอนภาษาไทยให้พระรูปหนึ่ง อาจารย์มนาโป แกมุ่งมั่นจะเรียนรู้ภาษาไทยเพื่อพูดจากับญาติธรรมให้ได้ มีการศึกษามาอย่างดี เตรียมตัวมาทั้งก ไก่ ขไข่ และ การสนทนาในชีวิตประจำวัน สนุกดี เย็นกินน้ำปาณะ วันนี้ ALLEC ไปแล้วเพราะเพื่อนสาวแหม่มที่มาด้วยกันจะต้องไปไหนสักอย่าง วงเลยเล็ก ๆ ลงมาหน่อย หกโมงเตรียมทำวัดเย็น คนยังแน่นเหมือนเดิม ไม่ได้ลดหายไปไหนเลย ทำสมาธิ เดินจงกรม เริ่มทำวัดเย็นประมาณหนึ่งทุ่ม อลังการมาก ๆ มีการสวดบทต่าง ๆ มากมาย จนถึงสามทุ่ม พักครึ่งชั่วโมงและมีการอภิปรายธรรมทั้งภาษาอังกฤษและไทย จะเริ่มประมาณสามทุ่มครึ่ง เลือกฟังภาษาไทยกับอาจารย์เกวลีในศาลา พูดเรื่องการปฏิบัติตัวของพระสงฆ์ทั้งมหายาน เถรวาท ฝรั่ง ฯลฯ ท้ายสุดก็วนมาเรื่องพระธาตุพนม ปาเข้าไปห้าทุ่ม คนก็ไม่มีใครถอย พอแกจบ ก็นั่งสมาธิต่อกันถึงเที่ยงคืนโน่น แต่เราไม่ไหวแล้ว แค่ห้าทุ่มครึ่ง ขอตัวไปนอนก่อน

ตั้วแยกไปสายภาษาเสียงในฟิล์มที่โบสถ์ มีการถามตอบธรรมมะกันด้วย กลับมาห้องเที่ยงคืนครึ่ง รีบนอนหลับกันเพราะต้องตื่นตีสามครึ่งอีกแล้ว

ตื่นมาตีสามแบบงัวเงีย นาฬิกาดังปลุกแหลก ลงมาข้างล่าง ญาติโยมเก็บของหมดแล้ว นั่งกันตาใสทุกคน ไม่มีร่องรอยของการง่วงเหงาหาวนอน เริ่มทำวัดเช้าตีสี่ ญาติโยมเข้าร่วมด้วย ทำสมาธิก่อน เดินจงกรมไม่ได้ คนเต็มศาลา แล้วมีสวดบาลี ไทยสลับกันไปมา ถึงตีห้า พิธีเสร็จ ที่แปลกใจคือ ญาติโยมกลับกันเลย ตั้งกะตีห้า เหมือนกับว่าหมดสิ้นการอยู่วัดตั้งกะสวดมนต์เสร็จ ได้เดินตามบิณฑบาตเส้นเดิม วันนี้ก็ยังทุลักทุเลอยู่นิดนึง กลับมาวัด ก็มีญาติโยมกลับมารอทำบุญเช้าอีก บางคนก็ที่กลับไปตอนตีห้านั่นแหละ ไปอาบน้ำอาบท่าเตรียมอาหารแล้วกลับมาอีกแต่ไม่มากเท่าวันพระ หรือ วันหยุด ตอนกินอาหารก็มีการร่ำลากัน เพราะวันนี้เราจะออกจากวัดแล้ว มีคนใหม่มาจากแคนาดาหนึ่งคนเข้ามาวันนี้ และมีข่าวดีว่า Allec จะได้เป็น”ผ้าขาว”แล้วเร็ว ๆ นี้ตามที่ต้องการโกนหัวโกนคิ้วพร้อม…ไปร่ำลาและรับของคืนจาก Guest monk แกเตรียมหนังสือแจกให้ไปอ่านเต็มเลย หนักกันเป็นกิโล ๆ

IMG_0906 IMG_3015 IMG_2835

ออกจากวัดตอน 11 โมง ไปส่งคารีสที่สถานีรถไฟอุบลฯ รถจะออก 18.15 น. จะถึงกรุงเทพตีห้า เธอต้องหาอะไรทำไปพลาง ๆ ล่ะ เราก็แยกย้ายกัน เข้าพักที่อุบลบุรีรีสอร์ต พักผ่อนตามอัธยาศรัย ติด ๆ แม่น้ำมูลน้อย (เขาว่างั้น) ก่อนเข้าแวะไปที่วัดหนองป่าพง วัดของอาจารย์ชา ผู้ก่อตั้ง WPN ขับรถเข้าในเมืองกินก๋วยจั๊บญวณและซื้อของฝากกัน สนุกสนาน กะละแมที่นี่เขาดีจริงๆ ตามที่ตั้วบอก

IMG_0896

เย็น ๆ พักผ่อน ออกไปกินข้าวร้านริมแม่น้ำมูล ชื่อ ร้านหญิงริมมูล กิน หมูยอ ปลารากกล้วย ต้มยำปลาคัง อร่อยใช้ได้ ศีลขาดกันวันนี้เอง

IMG_2920 IMG_0897

ตื่นนอนตีห้าครึ่ง ตั้วปลุกยังกะจะไปทำวัดเช้า กินอาหารโรงแรม แล้วเดินทางกลับทางศรีษะเกษ สุรินทร์ ก่อนออกมาบรรจบถนนเส้นเดิม เข้าบุรีรัมย์แวะซื้อของที่ศรีขรภูมิได้กะละแมมาด้วย แวะกินข้าวเที่ยงที่ร้านไก่ย่างท่าช้าง อร่อยมาก ๆ ไก่ย่าง ตับหวาน ตำลาว ผัดหมี่โคราช ตำไทย ข้าวเหนียว เปรม

IMG_2960 IMG_0928

ออกเดินทางเติมน้ำมันอีกครั้งที่ก่อนถึงปักธงชัย แล้วยาวเข้ากรุงเทพเลย ถึงบ้านตอน 0430 น. วิ่งไปทั้งหมด 1305 กม. จบการเดินทางอันยาวนาน สนุกสนานและกระชับมิตรกับเพื่อนใหม่ เพื่อนตั้วเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก ๆ

จบการเดินทาง

รูปที่ถ่ายระหว่างอยู่วัดนั้น คือ วันสุดท้ายวันเดียว ขออนุญาตพระถ่ายหลังจากได้รับของคืนแล้ว คือการใส่ชุดขาวก่อนเปลี่ยนเป็นคนธรรมดาออกจากวัด ฉากอื่นไม่มีเพราะไม่มีอุปกรณ์อิเลคโทรนิคส์ติดตัวกันเลย

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s