Manager talk 20130617

สวัสดีครับ
ห่างหายไประยะหนึ่ง จนเมื่อวานถูกกระตุ้นด้วยเรื่องราวการล่มสลายของประเทศกรีซ และ อีกหลาย ๆ ประเทศในยุโรป ซึ่งเกิดภายหลังการเข้าร่วม EU ใครแข็งก่วาคนนั้นนอด ผู้ใดอ่อแอ หรือ มือเติบ ขาดวินัย คนนั้นเดี้ยงหรือถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างไม่มีทางต่อสู้ การผละงานประท้วงมีกันไปทั่ว แต่ก็คงได้อีกไม่นาน การขายทอดตลาดของบริษัทรัฐบาลที่ถือหุ้น แต่ไม่เกิดรายได้จะมีมากขึ้น และ แน่นอน การปลดคนงานก็จะต้องมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
บ้านเราเมืองเราเมื่อตอน IMF เข้ามากำกับดูแล ว่ากันว่า เป็นการเสียเมืองครั้งที่ สาม (หวังว่าเด็กใหม่ ๆ น่าจะเกิดทันนะครับ ปี 2540 นั่นน่ะ) หลาย ๆองค์กรต้องปิดตัวลงเพราะขาดสภาพคล่องการชำระหนี้ นักลงทุนฆ่าตัวตาย (ฮือฮามาก ในตลาดหุ้น) การควบรวมกิจการ และ ปลดลดพนักงานมีมากมาย TPI ก็กลายร่างเป็น IRPC ตั้งแต่บัดนั้น จนบัดนี้ PTT และ SCG เข้าควบรวมกิจการ และ ดุลพนักงานส่วนเกินออกมากมาย คนที่ผมรู้จักหลายคน ทุกวันนี้ชีวิตยังตกต่ำไม่หาย หลังจากวิกฤตินั้นทั้งๆที่ตอนนั้นฮือฮามากว่าจ้างออกตั้งหลายสิบซองต่อคน!!!!
เรื่องนี้ สอนอะไรเราครับ เรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า ประวัติศาสตร์ บันทึกเรื่องรางที่เกิดขึ้น จริงอยู่มันอาจจะถูกเขียนโดยผู้ชนะ เราอาจจะฟังความแค่ข้างเดียว แต่ การศึกษาประวัติศาสตร์ ทำให้เราเรียนรู้จากความผิดพลาดนั้น และ สามารถเตรียมตัวที่จะรับมือกับมันได้ หากมันจะเกิดซ้ำขึ้นมาอีก ขณะนี้ หนี้ภาคครัวเรือน (เรา ๆ ท่าน ๆ ) เพิ่มจากเกือบสามแสนบาท (เฉลี่ย) ต่อครัวเรือน ไปเป็น ห้าแสนบาทแล้ว นั่นหมายถึง ใน 20 ล้านครัวเรือนของประเทศไทย ที่ต้องทำมาหากินเพื่อการ “ใช้หนี้” มากเกือบครึ่งล้าน ในจำนวน 20 ล้านครัวเรือนนั้น มีครอบครัวที่เป็นหนี้ จริง ๆ 7 ล้านครัวเรือน (ที่เหลือไม่ใช่รวย แต่อาจจะยากจนจนไม่สามสรถก่อหนี้ได้อีก) นั่นคือจริง ๆ แล้วไม่ใช่แค่ 5 แสนเท่านั้น มันมากกว่า ลองมองดูรอบตัวพวกเราสิ เพราะเราเป็นกลุ่มมนุษย์เงินเดือนที่ขับเลื่อนเศรษฐกิจอยู่ว่ามีใครไม่มีหนี้บ้าง ชีวิตในวันนี้ และ วันหน้าอีกหลายสิบปี ที่ประเทศต้องใช้หนี้เหล่านี้ต่อไปเรื่อย ๆ
แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรา ในเมื่อเราต้องกันทุกอย่างไว้ใช้หนี้ การลงทุนในแง่ของการพัฒนาคน การศึกษาของเยาวชน สาธารณูปโภคก็จะลดลง ความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สินก็จะลดลง ความสามารถในการแข่งขันก็ลดลง ไม่เร็วก็ช้า เรื่องนี้จะส่งผลกระทบกับเรา ลูกหลานเรา เราต้องเตรียมรับมือไว้ครับ
ผมย้อนไปอ่านบทเรียนจากการเสียกรุงฯทั้งสองกรณี ช่างเข้ากับสถานการณ์ขณะนี้เหลือเกิน อโยธยา สู้รบปรบมือกันเอง แก่งแย่งอำนาจ และ มีคนในเป็นไส้ศึก ลุแก่โลภะ ทำให้คนไทยทั้งหมดต้องแพแตกนั่นคือครั้งแรกปี 2112 ครั้งที่สอง เกิดจากการนิ่งดูดายธุระไม่ใช่ของคนทุกหมู่เหล่า ขาดผู้นำที่รักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม ขาดการต่อเนื่องของการบูรณาการและพัฒนาความแข้มแข็ง ทุกเหล่าทุกหมู่เกาะกุมแต่ผลประโยชน์ของตนเอง ไม่มีใครเห็นกับส่วนรวม (เรื่องมันคุ้นๆ ยังไงชอบกล ?) จนในที่สุดวันนั้นก็มาถึง เล่ากันว่า เพลิงไหม้ทั้งกรุงอโยธยาถึงเจ็ดวันเจ็ดคืนกว่าจะมอดลง ราชธานีย่อยยับจนกว่าจะเยียวยาได้ จนสิ้นยุคกรุงศรีอยุธยาเมื่อผ่านไป 414 ปีเท่านั้นเอง การเสียกรุงครั้งหลังนี้ ทั้งผ้นำ ผู้ตาม และ เหล่าคนรอบข้างที่เกาะกุมผลประโยชน์ต่างสูญสิ้นไปทั้งหมด เหล่าประชาทั้งหลายก็บ้านแตกสาแหรกขาด กระจัดกระจายไปทุกย่าน รวมถึงถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยตั้งรกรากอยู่ที่ทวายมะริด จนบัดนี้…

ผมสำเนาเรื่องราวมาให้ทุกคนอ่านดูในเวลาว่าง พร้อมกับขอให้ลองคิดดูว่า ประวัติศาสตร์บอกอะไรเราบ้างครับ ….

.บทเรียนจากการเสียกรุง
…..ในประวัติศาสตร์ไทย เหตุการณ์ที่คนไทยจดจำกันได้มากที่สุด ก็คือ การเสียกรุงครั้งที่หนึ่งและครั้งที่สอง ซึ่งในการเสียกรุงครั้งแรกนั้น เราต้องตกเป็นประเทศราชของชนชาติอื่นยาวนานถึง 15 ปีขณะที่การเสียกรุงครั้งที่สองนั้น เป็นเรื่องราวที่สะเทือนใจยิ่งกว่า เนื่องจากในครั้งนี้ กรุงศรีอยุธยาที่ดำรงสถานภาพของพระมหานครยาวนานมากว่า 400 ปี ต้องถึงกาลพินาศลง
.
…..ก่อนที่จะพูดถึงบทเรียนจากเหตุการณ์ทั้งสอง เราน่าจะลองย้อนเวลากลับไปดูก่อนว่า เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นได้อย่างไร โดยจะเริ่มจากการเสียกรุงครั้งแรกก่อน
.
…..ในช่วงเวลาก่อนที่อโยธยาจะเริ่มทำศึกกับหงสาวดีนั้น ภายในอาณาจักรอโยธยาเอง ได้มีความแตกแยกขัดแย้งแฝงอยู่ภายใน อันมีสาเหตุมาจากความรู้สึกแบ่งเขาแบ่งเราของบรรดาเจ้าราชวงศ์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการบริหารบ้านเมืองในเวลานั้น โดยราชวงศ์ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารบ้านเมืองอโธยาในเวลานั้นมีอยู่สี่เชื้อสายราชวงศ์ด้วยกันคือ กลุ่มราชวงศ์สุพรรณภูมิ กลุ่มราชวงศ์สุโขทัยหรือหัวเมืองฝ่ายเหนือ กลุ่มราชวงศ์ละโว้อู่ทองและกลุ่มราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราช หรือ หัวเมืองฝ่ายใต้
.
…..ในช่วงแรก ได้มีการแก่งแย่งอำนาจระหว่างกลุ่มละโว้กับสุพรรณภูมิ ซึ่งในตอนท้ายที่สุด กลุ่มสุพรรณภูมิที่ได้รับแรงหนุนจากกลุ่มสุโขทัยก็สามารถกำจัดอำนาจกลุ่มละโว้ลงได้จนหมดสิ้น และนั่นเองที่ทำให้ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มสุพรรณภูมิกับสุโขทัยได้ก่อตัวขึ้นมา เนื่องจาก ราชวงศ์สุโขทัยนั้นต้องการฟื้นฟูอำนาจของพวกตนในหัวเมืองฝ่ายเหนือขึ้นมาใหม่ หากแต่ราชวงศ์สุพรรณภูมิที่ปกครองอาณาจักรอยู่นั้นไม่ยินยอม จนมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ พญายุทธิษเฐียรเจ้านายฝ่ายสุโขทัยได้แปรภักตร์หันไปพึ่งอาณาจักรล้านนาให้มาช่วย จนเกิดสงครามยาวนานระหว่างสมเด็จพระบรมไตรโลกแห่งอโยธยากับพระเจ้าติโลกราชแห่งล้านนา เพื่อแย่งชิงหัวเมืองฝ่ายเหนือ
.
…..แม้ว่าในท้ายที่สุด อโยธยาจะชนะศึกและรักษาหัวเมืองฝ่ายเหนือเอาไว้ได้ แต่ความขัดแย้งก็ยังคงคุกรุ่นในกลุ่มเจ้าเมืองและเชื้อพระวงศ์สุโขทัย จนมาถึงครั้งที่ขุนพิเรนทรเทพผู้สืบเชื้อสายวงศ์สุโขทัยใช้กำลังขุนนางฝ่ายเหนือกำจัดท้าวศรีสุดาจันทร์และขุนวรวงศา เจ้านายสายละโว้ที่ขึ้นมาชิงอำนาจจากราชวงศ์สุพรรณภูมิ โดยหลังจากกำจัดทั้งสองไปแล้ว ขุนพิเรนทรเทพกับพรรคพวกก็สนับสนุนให้พระเฑียรราชาขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ซึ่งพระองค์ก็ตอบแทนความชอบของขุนพิเรนทรเทพด้วยการแต่งตั้งให้เป็นพระธรรมราชาปกครองหัวเมืองฝ่ายเหนือในฐานะเจ้าประเทศราช ซึ่งทำให้ราชวงศ์สุโขทัยฟื้นอำนาจของตนขึ้นมาในระดับหนึ่ง
.
…..หลังศึกตะเบ็งชะเวตี้ผ่านไป อำนาจของหัวเมืองฝ่ายเหนือค่อยๆเพิ่มพูนอย่างช้าๆ จนทำให้กลุ่มราชวงศ์สุพรรณภูมิเริ่มไม่ไว้วางใจ แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะเกี่ยวดองกันผ่านการสมรสโดยพระธรรมราชามีพระมเหสีคือ พระวิสุทธิกษัตรี พระราชธิดาของ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ทั้งฝ่ายมีความไว้วางใจต่อกันมากขึ้นสักเท่าใด
.
…..ต่อมา เมื่อพระเจ้าบุเรงนองยกทัพหงสาวดีมาตีอโยธยาในสงครามช้างเผือก กองทัพหงสาได้เข้าตีหัวเมืองฝ่ายเหนือและล้อมพิษณุโลกเอาไว้ ก่อนจะตีได้เวลาครึ่งเดือน ซึ่งตลอดเวลาที่ทัพหงสาเข้ารุกรานหัวเมืองฝ่ายเหนือไม่ปรากฏความช่วยเหลือจากกรุงศรีอยุธยาแต่อย่างใด ดังนั้นหลังจากสิ้นสงครามช้างเผือกแล้ว บรรดาหัวเมืองฝ่ายเหนือที่ไม่พอใจในท่าทีของกรุงศรีอยุธยาก็หันมาเข้ากับหงสาวดีแทน
.
…..และเมื่อบุเรงนองยกทัพมาอีกครั้งใน พ.ศ.2112 พระมหาธรรมราชาก็นำทัพฝ่ายเหนือเข้าช่วยทัพหงสาวดีตีกรุงศรีอยุธยาด้วย ครั้นเมื่อทัพหงสาวดียึดกรุงได้แล้วก็กวาดต้อนผู้คน ข้าทหารของกรุงศรี ตลอดจนเจ้านายเชื้อพระวงศ์สุพรรณภูมิกลับหงสาวดีและแต่งตั้งให้พระมหาธรรมราชาเป็นพระเจ้ากรุงศรีอโยธยา
.
…..กล่าวโดยสรุปจากเหตุการณ์ข้างต้นนั้น บอกให้รู้ว่า การที่เราต้องเสียกรุงในครั้งแรกนั้น เกิดมาจากความขัดแย้งระหว่างกลุ่มผู้บริหารของบ้านเมืองที่ต่างฝ่ายต่างไม่ไว้วางใจกันเองเป็นทุนเดิมประกอบกับพลเมืองของหัวเมืองฝ่ายเหนือและอโยธยาต่างก็คิดว่า อีกฝ่ายมิใช่พวกเดียวกับตน มีการแบ่งแยกเป็นฝ่ายเหนือฝ่ายใต้ จนเมื่อข้าศึกจากภายนอกจับจุดอ่อนนี้ได้ และทำให้ความขัดแย้งนั้นขยายตัวจนกลายเป็นความแตกแยก จึงทำให้ไทยต้องเสียกรุงไปในที่สุด
.
…..อาจกล่าวได้ว่า การเสียกรุงครั้งแรกนั้นมีเหตุใหญ่มาจากความรู้สึกแบ่งเขาแบ่งเราของบรรดาผู้บริหารอาณาจักร การขาดความเป็นนำหนึ่งใจเดียวกันของพลเมือง จึงทำให้ไม่อาจต้านทานแสนยานุภาพของข้าศึกศัตรูได้
.
…..สำหรับการเสียกรุงครั้งที่สองนั้น ค่อนข้างแตกต่างกัน เนื่องจากในยุคนี้ไม่มีการแบ่งแยกหัวเมืองฝ่ายเหนือฝ่ายใต้เหมือนแต่ก่อน โดยทางกรุงศรีได้ปรับการบริหารบ้านเมืองโดยส่งขุนนางจากส่วนกลางไปครองเมืองและดึงอำนาจการบริหารเข้าศูนย์กลาง พร้อมๆกับบั่นทอนความเข้มแข็งของหัวเมืองลง เพื่อมิให้หัวเมืองเหล่านั้นมีกำลังพอก่อความวุ่นวายได้
.
…..แม้การปกครองแบบนี้จะสร้างเสถียรภาพให้อาณาจักรแต่หากเมื่อใดที่ส่วนกลางเกิดความอ่อนแอ ก็จะส่งผลให้ทั้งอาณาจักรปั่นป่วนตามไปด้วย
.
ชิงอำนาจกันในหมู่พระราชวงศ์หลายครั้งมาก โดยเฉลี่ยสิบสามถึงสิบสี่ปีต่อครั้ง ซึ่งทุกครั้งที่เปลี่ยนกษัตริย์พระองค์ใหม่ เหล่าขุนนางข้าหลวงเดิมของกษัตริย์องค์ก่อนก็ถูกกวาดล้างไปจนหมด ทำให้ทุกครั้งที่ผลัดแผ่นดินต้องเปลี่ยนตัวข้าราชการแทบจะทั้งระบบทุกครั้ง(ประมาณว่า พอใครขึ้นเป็นนายก็กวาดล้างลูกน้องของนายคนก่อนและเอาคนของตัวเสียบแทน) การกวาดล้างขุนนางบ่อยเช่นนี้ ทำให้อโยธยาขาดแคลนขุนนางที่มีความสามารถมาใช้ในการบริหารบ้านเมือง จนทำให้การบริหารงานตลอดจนกองทัพเสื่อมลง
.
…..ทว่าการศัตรูเก่าอย่างพม่าที่เคยมีแสนยานุภาพทัดเทียมกันเกิดความวุ่นวายภายในจนอ่อนแอลง ทำให้อโยธยาที่ไร้สงครามดูมีเสถียรภาพมากกว่า พ่อค้าจากต่างแดนเข้ามาทำการค้ามากกว่า ผู้คนทำมาหากินคล่อง เงินทองหมุนเวียนมาก กล่าวง่ายๆคือ การที่ดินแดนรอบข้างวุ่นวายด้วยสงครามภายใน ทำให้อานิสงค์ตกอยู่กับอโยธยาและด้วยเหตุนี้จึงทำให้เหล่าขุนนางที่ขึ้นมามีอำนาจไม่สนใจในการปรับปรุงบ้านเมือง เพราะติดอยู่ในภาพลวงของความมั่งคั่งและความสงบ ต่างฝ่ายก็สนใจเพียงรักษาอำนาจที่ตนเองมีและใช้โอกาสของควมมั่งคั่งของบ้านเมืองแสวงหาผลประโยชน์เข้าหาตัวเองและพวกพ้อง
.
…..จนกระทั่งเมื่อพม่าได้รวมตัวเป็นปึกแผ่นด้วยผู้นำและกองทัพที่เข้มแข็ง อาณาจักรพม่าจำต้องหาแหล่งทรัพยากรมาสนับสนุนการสร้างอาณาจักรใหม่ที่กำลังเติบโตของตน จึงส่งทัพเข้าโจมตีหัวเมืองเล็กน้อยรอบข้างก่อนจะระดมทัพใหญ่มาทำสงครามกับอโยธยา
.
…..และความที่อโยธยานั้น มีเพียงภาพลักษณ์ภายนอกที่ดูเข้มแข็ง หากแต่แท้จริงนั้น การบริหารงานภายในอ่อนแอ ด้วยขาดคนมีความสามารถมาบริหารบ้านเมือง ส่วนพวกที่ทำงานอยู่นั้นส่วนใหญ่ได้ตำแหน่งเพียงเพราะเจ้านายฝ่ายของตนได้เป็นผู้ชนะ แต่ตนเองกลับไม่มีความสามารถในการทำงานเพียงพอ
.
…..ดังนั้นเมื่อเผชิญหน้ากับศัตรูที่เข้มแข็ง อโยธยาจึงไม่อาจต้านรับได้ จนสุดท้ายจึงต้องเสียกรุงให้แก่ข้าศึกไปทั้งยังทำให้อาณาจักรต้องล่มสลายไปอีกด้วย
.
…..ซึ่งการเสียกรุงครั้งที่สองนี้ นอกจากเรื่องการขาดความสามัคคี ความอ่อนแอของกองทัพ ความเข้มแข็งของผู้รุกราน แล้ว ส่วนหนึ่งยังมาจากการที่ผู้บริหารบ้านเมืองยึดติดอยู่กับการแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตัวและหลงเพ้อกับภาพลวงตาของความมั่งคั่งจนมองไม่เห็นปัญหาที่สะสมอยู่ ถ้าเปรียบไปก็คล้ายกับไม้ใหญ่ที่ภายนอกดูแข็งแกร่งมั่นคง แต่ภายในผุกร่อนจากแมลงชอนไช ครั้นเมื่อถูกลมพายุพัดก็หักโค่นลงอย่างง่ายดาย

บุญรักษา

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s