ตอบแบบพหูสูตร (ขอถามหน่อยเถอะ เดลี่นิวส์)

คำถามจากท่านผู้อ่านยังค้างตอบอยู่อีกหลายฉบับ ขอตอบให้บรรเทาเบาบางไปบ้างก่อนนะครับ

“คำโฆษณาหาเสียงของผู้สมัครเป็นผู้ว่าฯกทม. คนหนึ่งที่ว่า ไร้รอยต่อหมายถึงอะไรครับ”

พลเทพ กทม.

ตอบ ถ้าให้ชัดคงต้องถามเจ้าของคำหาเสียงเอง แต่ฟัง ๆ จากที่พูดเห็นได้ว่าเป็นของคุณจูดี้ คงตั้งใจสื่อสารว่าถ้าเลือกท่านแล้วจะเป็นหนึ่งเดียวเหมือนผ้าผืนเดียวกับรัฐบาล ไม่มีตะเข็บ ไม่มีรอยต่อ ทำงานร่วมกับรัฐบาลได้ทุกชุด ไม่สะดุด ไม่ขัดขากัน อะไร ๆ จะราบรื่นไปหมด ที่จริง “ไร้รอยต่อ” แปลได้หลายอย่าง นี่บังเอิญเป็นคุณจูดี้พูด ถ้าคุณชายหมูพูดก็อาจต้องแปลใหม่ว่า เลือกท่านแล้วนโยบายจะต่อเนื่องกับนโยบายผู้ว่าฯกทม.คนเก่าชนิดสานต่อเชื่อมติดกันไร้รอยต่อ

ผมมีข้อสังเกตว่า การหาเสียงเอาท้องถิ่นไปเชื่อมกับระดับชาติมักจะทำกันอยู่เสมอ ความจริงผู้บริหารท้องถิ่นกับรัฐบาลไม่ว่าจะอยู่พรรคเดียวกันหรือคนละพรรคก็ไม่ควรมีรอยต่อใด ๆ ถ้ารัฐบาลเห็นว่าท้องถิ่นทำถูกรัฐบาลควรเกื้อกูล แต่ถ้าผิดก็ต้องทัดทานอยู่แล้วเพราะเป็นเรื่องของบ้านเมือง ผู้บริหารท้องถิ่นเองก็ไม่ใช่ว่าจ้องจะเป็นฝ่ายค้านของรัฐบาล หรือแหวกแนวไปมันคนละทางทุกทีไป เหมือนถ้าฝ่ายหนึ่งจะเปิดประตูระบายน้ำ อีกฝ่ายจ้องจะปิด หากไปคิดว่าท้องถิ่นกับรัฐบาลกลางต้องอยู่พรรคเดียวกันถึงจะทำงานร่วมกันได้ชนิดไร้รอยต่อ งั้นต่อไปถ้ามีการยุบพรรค ยุบสภา เลือกนายกฯ ใหม่ สมมุติว่าได้รัฐบาลมาจากอีกพรรคแล้วไม่ยุ่งกันใหญ่หรือครับ แล้วนายก อบจ. นายกเทศบาลที่เขาอยู่คนละพรรคกับรัฐมนตรีมหาดไทยเขาจะอยู่กันอย่างไร คำโฆษณาที่ว่าไร้รอยต่อ ผู้สมัครเองจึงอาจพูดได้ เพราะเป็นจุดยืนและความรู้สึกของตน แต่พรรคและคนช่วยหาเสียงโดยเฉพาะที่เป็นฝ่ายรัฐบาลอยู่อย่าได้ไปเผลอผสมโรงพูดตอกย้ำเข้าเป็นอันขาด มันแสดงถึงอคติของคนซึ่งไม่ควรจะเป็นผู้นำเลยไม่ว่าในระดับใด ๆ

“มักกะสันแปลว่าอะไร มาจากคำว่ามักกระสันหรือเปล่า ทำไมคุณยายผมเรียกยักษ์มักกะสัน”

ดุษฎี มักกะสัน

ตอบ มักกะสันมาจากคำว่า เผ่ามากัสซาร์ เป็นแขกหรือชาวเกาะเซลีเบสอยู่แถวฟิลิปปินส์ พวกนี้เดินเรือไปรับจ้างเป็นทหารทั่วเอเชียอาคเนย์ เคยเข้ามาอยู่ในกรุงศรีอยุธยา นิสัยบ้าบิ่น โหดเหี้ยม ฆ่าคนได้ง่าย ๆ สมัยสมเด็จพระนารายณ์เคยก่อการขบถจะจับพระนารายณ์ฆ่าแต่ถูกปราบเสียก่อน ไม่เกี่ยวอะไรกับคำว่ามักกระสัน ถ้าเขียนมักกระสันอาจต้องแปลว่า มักจะบ้ากาม มักจะหื่น ซึ่งคงไม่ใช่ลักษณะของเผ่านี้ คงเป็นพวก “หลีจังมึง” มากกว่า คุณยายของคุณคงดูลิเกบ่อยหรือไม่ก็ติดพระอภัยมณีงอมแงมเพราะสุนทรภู่และคนโบราณมักเรียกแขกพวกนี้ว่า “ยักษ์มักกะสัน” หมายความว่า ดุร้ายเหมือนยักษ์มาร แถวประตูน้ำใกล้ดินแดงเป็นชุมชนพวกแขกมักกะสันอยู่อาศัยมาก่อน คนจึงเรียกว่า “มักกะสัน” สมัยรัชกาลที่ 5 เคยให้เรียกว่า “บางกะสัน” แต่ไม่มีใครเรียก วันนี้ใครขืนเรียกคงเชยแหลกจึงมักกะสันกันจนบัดนี้

“จริงหรือที่ว่าเวลาไปเผาศพในงานพระราชทานเพลิง (ไฟหลวง ไม่ได้เสด็จ) ต้องโค้งหรือคำนับไปทางโรงพยาบาลศิริราชก่อนเสมอถึงจะวางดอกไม้จันทน์ได้ และจริงไหมที่ว่าเวลาเจ้าภาพแจกดอกไม้จันทน์ ทุกคนต้องรับเอง อย่ารับแล้วส่งต่อ ๆ กัน”

จิรา บ้านหมี่ ลพบุรี

ตอบ ข้อแรกจริง เฉพาะผู้เป็นประธานในพิธีที่จะต้องวางเครื่องขมาและจุดเพลิงเท่านั้น โดยโค้งไปทิศที่ประทับ (เวลานี้คือ ทิศที่เป็นฝั่งธนบุรีหรือโรงพยาบาลศิริราช) ไม่ใช่ว่าต้องเป็นศิริราชเสมอไป ประธานบางคนหลงทิศหมุนคว้างหาทิศที่ประทับไม่เจอ หันไปทางพระโขนงบ้าง ดอนเมืองบ้าง ดูพิลึก! ส่วนคนอื่นที่เดินตามขึ้นเมรุไปวางดอกไม้ไม่ต้องถวายคำนับ ข้อสองไม่มีอะไรห้าม ไปเที่ยวถือสากันเองว่าถ้ารับดอกไม้จันทน์จากคนอื่น (ไม่ได้หยิบเองจากพาน) จะเหมือนเขามาวางดอกไม้จันทน์เผาศพใส่เรา ถ้าไม่ถือก็รับ ๆ ไปเถอะครับจะได้ไม่รุ่มร่ามรุงรังลำบากแก่การส่งต่อ ที่เคยเห็นถือสาอีกเรื่องคือกำลังถือดอกไม้จันทน์จะเดินขึ้นเมรุ เจอคนรู้จักเลยยกมือกระพุ่มไหว้หรือรับไหว้ทั้งดอกไม้จันทน์ ผมเองไม่ถือแต่กลัวคนถูกไหว้จะถือและโกรธเอาจึงไม่ไหว้ใครทั้งนั้น ถ้าจำเป็นก็จะหมุนดอกไม้จันทน์กลับหัวกลับหางเอาก้านขึ้นแล้วจึงไหว้

“ก่อนที่เราจะรู้จักทักกันว่าสวัสดี คนไทยเจอกันทักกันว่าไงหรือครับ”

สมประสงค์ ราชวัตร

ตอบ เคยได้ยิน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ อธิบายว่า คนโบราณยกมือไหว้เฉย ๆ ไม่ต้องพูดอะไร เพราะไม่รู้จะพูดไปทำไม ท่าทางไหว้มันทักทายอยู่แล้ว ฝรั่งเขาทักทายด้วยคำพูดเพราะเขาไม่มีท่าทางประกอบ แต่เคยได้ยินผู้ใหญ่รุ่นเก่าบางท่านบอกว่า บางครั้งก็พูดว่า “ข้าไหว้เจ้า” “กูไหว้มึง” คำว่าสวัสดีเพิ่งมีใช้สมัยรัชกาลที่ 7 เมื่อพระยาอุปกิตศิลปสาร คิดขึ้นเผยแพร่ในหมู่นิสิตจุฬาฯ ที่ท่านสอน ภายหลังจึงใช้กันทั่วไป สมัยจอมพล ป. เคยมีคนคิดคำว่า “อรุณสวัสดิ์” แทนกู๊ดมอร์นิง “ราตรีสวัสดิ์” แทนกู๊ดไนท์ แต่ไม่ติดตลาด พวกฮาวายเขายัง “อะโลฮา” แขกยัง “นมัสเต” กันเช้ายันค่ำ เดี๋ยวนี้ได้ยินบางคนทักกันแค่ “หวัดดี” ก็มี ถ้าแก่วัดหน่อยก็ทักว่า “ธรรมะสวัสดี” ก็ไพเราะดีแต่คนไม่ชินอาจงง ๆ ส่วนวัยรุ่นแค่พยักหน้าร้องว่า “เฮ้ย” หรืออีกคนตอบว่า “เฮ่ย” หรือ “เออว่ะ” แค่นี้ผมก็เห็นเข้าสู่บทสนทนากันรู้เรื่องแล้ว.

“คนขี้ลืม จำอะไรไม่ค่อยได้ บทสวดมนต์แท้ ๆ สวด (อ่านตามหนังสือ) มา 30 ปีแล้วยังจำไม่ได้ ยิ่งชื่อคน สถานที่ เหตุการณ์แล้วต่อไม่ค่อยติดเลย นึกอิจฉาคนที่มีความจำดี ทำอย่างไรถึงจะจำได้”
ปณิธิ บ้านโป่ง ราชบุรี
ตอบ อย่าไปนึกอิจฉาเลย จำอะไรได้มากบางทีก็เป็นทุกข์ สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้านั้น พระชนมชีพทรงประสบพบพานแต่ความทุกข์และความพลัดพรากมามากจนถึงกับทรงอธิษฐานว่า “ขอให้ลืมทุกอย่างที่ผ่านมาเถิด” แล้วก็ทรงลืมจริง ๆ

พระท่านเรียกการจำได้หมายรู้ว่า “สัญญา” ซึ่งเป็น 1 ในขันธ์ 5 และถือเป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้ถาวร จำได้ก็ลืมได้ ความจำอาจเกิดจากการฝึกฝนก็ได้ เช่น ท่องบ่อย ๆ หรือหัดจำอย่างเป็นระบบ เช่น ตั้งคำถามว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร แล้วเรียงลำดับเหตุการณ์ไปตามนั้น อาจเกิดจากความใส่ใจ ผ่านหูผ่านตาบ่อยก็ได้ บทเพลงนั้นเราจำได้เพราะฟังบ่อย ฮัมตามบ่อย ๆ ใช่ไหม เคยท่องที่ไหนกัน บางคนใช้วิธีผูกเรื่องเป็นกลอนคล้องจองกันเลยจำง่าย บางคนจำแต่คำสำคัญแล้วขยายความเอาเองจนจบ

การทำสมาธิก็ช่วยได้มาก เพราะทำให้จิตสงบ จดจ่อเฉพาะเรื่องนั้น ๆ แล้วนึกไปตามลำดับ ไม่วอกแวกคิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ ถ้าคุณมัวแต่เปิดหนังสือสวดมนต์อ่านเอา ๆ จะไม่มีวันจำได้ ต้องเปิด ๆ ปิด ๆ ติดขัดก็เปิดดู พอเดินหน้าได้ก็สาธยายไปตามนั้น โธ่! พระท่านท่องปาติโมกข์เป็นสิบ ๆ หน้าไม่ยิ่งกว่านี้หรือ ตัวบทกฎหมายเป็นพันมาตราไม่ยิ่งกว่านี้หรือ

ทั้งหมดอยู่ที่ความเอาใจใส่ คนเราจะไม่จำเรื่องที่ไม่ใส่ใจ บางทีอยากจำกลับลืม อยากลืมกลับจำ เพราะเอาใจใส่ผิดกัน อยู่ที่ความอดทนความเพียร คนขี้เกียจมักจะจำอะไรไม่ค่อยได้ และอยู่ที่ความสม่ำเสมอ ถ้าหมั่นนึกทบทวนบ่อย ๆ พูดบ่อย ๆ ท่องบ่อย ๆ นึกบ่อย ๆ ก็จะจำได้ ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดสิ่งที่พระเรียกว่า “วสี” แปลว่า ความชำนาญ ความแม่นยำ พุ่มพวง ดวงจันทร์ อ่านหนังสือไม่ออก แต่เธอจำเพลงได้เป็นร้อย อย่าลืมว่าเจ็ดวันเว้นดีดซ้อม ดนตรี อักขระห้าวันหนี เนิ่นช้า จำได้ไหม! หรือว่าลืมเสียอีกแล้ว แค่นี้ก็จำไม่ได้!

“เคยสงสัยมานานแล้วว่า ที่ยกย่องคนโน้นคนนี้เป็น “บิดา” หรือ “พระบิดา” แห่งเรื่องโน้นเรื่องนี้ ใครเป็นคนตั้ง ถ้าตั้งกันเองแล้วรู้ได้ไงว่าคนอื่นเขายอมรับ สมมุติว่าเรื่องเดียวกันมีบิดาหลายคนจะว่าอย่างไร และเกี่ยวอะไรกับการที่ยูเนสโกยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกไหม”

ธเนศ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ตอบ วงการที่เกี่ยวข้องหรือทางราชการจะเป็นฝ่ายประกาศยกย่อง เรียกว่า “ตั้งสมัญญานาม” หรือสมญานาม ถ้าเป็น “บิดา” ระดับโลก ก็ต้ององค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง มหาวิทยาลัยชั้นนำหรือนักวิชาการ ปัญญาชน คนสำคัญออกมายกย่อง ถ้ายกย่องแล้วไม่มีใครเออออตามก็เฉาไปเอง ถ้ามีคนเห็นด้วยก็จะมีผู้ยกย่องตามซ้ำ ๆ กันจนกลายเป็นกระแส เรื่องมีบิดาหลายคนก็มีถมไป บางทีต้องมาแบ่งเป็นบิดายุคเก่า บิดายุคใหม่ ในกรณีเป็น “บิดา” ภายในประเทศก็
คล้าย ๆ กัน แต่ถ้าจะให้ขลังก็ต้องเอาเข้าคณะรัฐมนตรีจนมีมติออกมา แต่คณะรัฐมนตรีก็จะไม่ยกย่องส่งเดช ไม่งั้นคนไม่เอาด้วยรัฐบาลก็เสียรังวัดแย่ ต้องมีการยอมรับในสังคมและวงการที่น่าเชื่อถือเป็นผู้ตั้งเรื่องเสนอ เช่น องค์กรธุรกิจภาคเอกชน ราชบัณฑิตยสถาน กระทรวงพาณิชย์เคยเสนอ ครม. ว่ารัชกาลที่ 3 เป็น “พระบิดาแห่งการค้าไทย” เป็นต้น

ถ้าเป็นคนธรรมดา เราเรียกว่า “บิดา” (ถ้าเป็นผู้หญิงก็เรียกว่ามารดา) หากเป็นเจ้าก็จะเรียกว่า “พระบิดา” (เคยมีคนแย้งว่าควรเรียกว่าองค์บิดา เพราะถ้ามีพระบิดาก็ต้องมีพระโอรส และวงการที่ต่อท้ายคำนี้ก็ไม่ใช่เจ้า เช่น กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เป็นพระบิดาของหม่อมเจ้าอากาศดำเกิง อย่างนี้พูดได้ แต่พูดว่าทรงเป็นพระบิดาแห่งกฎหมายไทยจะดูประหลาดเพราะกฎหมายไม่ใช่เจ้า แต่เอาเถอะ! ใช้กันมาจนชินแล้ว)

การเป็น “บิดา” แห่งอะไรต่ออะไรไม่เกี่ยวกับการที่ยูเนสโกยกย่องให้ใครเป็นบุคคลสำคัญของโลก เว้นแต่ยูเนสโกในฐานะองค์การระหว่างประเทศจะเสนอให้เป็น “บิดา” อีกทีหนึ่ง บางคนก็เป็น “บิดา” โดยไม่ได้เป็นบุคคลสำคัญของโลก บิดามาจาก Father แปลว่าผู้วางรากฐานหรือให้กำเนิดเรื่องนั้นเรื่องนี้

“เห็นออกข่าวว่าโรงพยาบาลศิริราชเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกของไทย ไม่ใช่สภากาชาดหรือสภาอุณาโลมดอกหรือ”
วิริยา ตรัง
ตอบ ก่อนที่รัชกาลที่ 5 จะโปรดฯ ให้รื้อพระเมรุพระศพสมเด็จเจ้าฟ้าชายศิริราชกกุธภัณฑ์ (น้องรัชกาลที่ 6) มาสร้างโรงพยาบาลศิริราชในปี 2431 เรามีสถานพยาบาลเล็ก ๆ ของฝรั่งมาก่อนแล้ว แต่โรงพยาบาลศิริราชเป็นโรงพยาบาลของรัฐแห่งแรก ส่วนสภากาชาดหรือสภาอุณาโลมแดงไม่ใช่โรงพยาบาลแต่เป็นสถานสงเคราะห์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยและทุกขเวทนาจากภัยต่าง ๆ เช่น สงคราม อุทกภัย อัคคีภัย และโรคภัยไข้เจ็บ ภายหลังจึงมาตั้งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ขึ้นในสังกัดจะได้ให้บริการการแพทย์เป็นการครบวงจร แต่ก็เกิดทีหลังศิริราช.

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s