เมื่อจิตสงบ สติก็มา ปัญญาก็เกิด (ดร วิษณุ)

หลายปีมาแล้วในสมัยนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งมีนักธุรกิจใหญ่ระดับโลกผู้หนึ่งมาเยี่ยมคารวะ นายกฯ ของไทยถามถึงเคล็ดลับในการบริหารความเครียด และกลยุทธ์การตัดสินใจการแสวงหาทางออกเวลามีปัญหา นักธุรกิจผู้นั้นทำหน้าเหมือนถูกลองภูมิ ตอบว่า “ผมใช้วิธีแบบชาวพุทธนั่นแหละ”

แบบชาวพุทธที่ว่าคือ การทำสมาธิให้จิตใจสงบ ทำใจให้เป็นหนึ่งเดียวก่อนจะตัดสินใจ หรือยามที่เกิดความเครียด หรือต้องหาทางออก

ฝรั่งเรียกการทำสมาธิว่า “เมดิเทชั่น” เมื่อก่อนเคยเรียกว่า “คอนเซ็นเทรชั่น” ซึ่งหมายถึงการเอาใจจดจ่อ ไม่วอกแวก แต่เพราะคอนเซ็นเทรชั่นส่อไปในทางเป็นผลลัพธ์ปลายเหตุมากกว่าจะเน้นการเรียงลำดับขั้นตอนจากกระบวนการตั้งแต่เริ่มต้นจนนำไปสู่ผลอันเป็นปลายเหตุ เวลานี้จึงหันมาใช้คำว่า เมดิเทชั่นกันแพร่หลายมากกว่า

เครดิตในเรื่องนี้ต้องยกให้พระนิกายเซ็นของญี่ปุ่น พระลามะของทิเบต ภูฏาน และครูสอนสมาธิชาวต่างประเทศ พวกนี้พูดภาษาอังกฤษได้จึงมีผู้ฝากตัวเป็นศิษย์ แล้วนำไปเผยแพร่ต่อในยุโรปและสหรัฐอเมริกา จิตแพทย์ฝรั่งก็ยอมรับและนำมาใช้ในการรักษาโรคหรือแนะนำวิธีแก้ปัญหาให้แก่ลูกค้า ผมเคยเห็นคอลัมน์โฆษณาตามหน้าหนังสือพิมพ์ในยุโรปและสหรัฐอเมริกาประกาศโจ่งแจ้งว่ารับสอนสมาธิทำราวกับสอนโยคะหรือสอนเล่นเปียโนอย่างนั้นแหละ

ผมเคยถามครูสมาธิชาวอเมริกันคนหนึ่งว่า มีลูกค้า เอ๊ย! ลูกศิษย์เยอะไหม แกตอบว่าเยอะ เพราะคนสมัยนี้ตกอยู่ในภาวะสลดหดหู่ ซึมเศร้า เครียด ผิดหวัง เหงา และคิดอะไรตันเอาได้ง่ายๆ ในอเมริกาสถิติคนไม่เต็มบาท คนฆ่าตัวตายจึงเยอะมาก ถามว่าแล้วสมาธิช่วยได้อย่างไร แกตอบว่าความจริงคนพวกนั้นควรไปหาจิตแพทย์มากกว่า แต่โดยมากคนไม่ยอมรับว่าตัวเองป่วย ครั้นจะไปวัดไปวาก็มีใจ “ต่อต้าน” ศาสนาเสียแล้วจึงเป็นโอกาสที่ครูสอนสมาธิจะแทรกเข้ามามีบทบาท ซึ่งก็ทำได้ดีเพราะ 1.ไม่มีการชักชวนให้นับถือศาสนา 2.ไม่มองว่าผู้นั้นป่วย 3.ฝึกให้ทำจิตสงบแบบวิทยาศาสตร์ จนใจรวมเป็นหนึ่ง คนเราพอใจสงบไม่วอกแวกลุกลี้ลุกลนซนเป็นลิงเสียแล้ว สติก็มา ปัญญาก็เกิด ที่เคยคิดไม่ออกก็คิดออก ที่เคยวู่วามก็เยือกเย็นลง อะไรดี ๆ มันก็เกิดขึ้นเอง

เคยได้ยินไหม นักแต่งเพลง กวี นักบริหาร ซีอีโอบางคนมีเรื่องต้องขบคิดแต่หาทางออกไม่ได้ พอล้มตัวนอนไปสักพัก จิตเป็นอารมณ์หนึ่งเดียวที่เคยคิดไม่ออกก็คิดออก มัน “ปิ๊ง” ขึ้นมาอย่างนั้นแหละ ต้องลุกขึ้นคว้ากระดาษเขียนโน่นจดนี่ตอนตี 3 ตี 4!

น่ายินดีว่าไม่กี่ปีมานี้วิชาเมดิเทชั่นเริ่มสอนกันมากขึ้นในประเทศไทย และมีผู้สนใจเรียนกันมาก จะว่ามีมากจนหลากหลายสำนักเกินไปก็ได้ ส่วนใหญ่ผู้สอนจะเป็นพระ แต่เรื่องอย่างนี้ครูสมาธิที่เป็นกัลยาณบุคคลท่านจะไม่วิจารณ์โจมตีกันและกัน ใครถนัด สะดวก ศรัทธาแนวไหนก็ใช้แนวนั้น ข้อสำคัญคืออย่าให้ “เพี้ยน” หรือ “เวอร์” จนกลายเป็นไสยศาสตร์ หรือการหลอกลวง หรือเกิดจิตหลอนบ้าคลั่งก็แล้วกัน

หลวงพ่อวิริยังค์หรือพระธรรมมงคลญาณ วัดธรรมมงคล ศิษย์และพระอุปัฏฐากรูปหนึ่งของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต บุรพาจารย์แห่งอีสาน อายุหลวงพ่อกว่า 93 ปีแล้ว เป็นอีกรูปหนึ่งที่มุ่งมั่นแน่วแน่ในการสอนวิชาสมาธิตามแนวพระอาจารย์มั่น มากว่า 50 ปีแล้ว โดยไม่รู้จักเหนื่อยอ่อน สอนทั้งในต่างประเทศ เช่น แคนาดา และในประเทศไทย สอนมาแล้วไม่รู้กี่สิบรุ่น กี่สิบหลักสูตร สอนทั้งเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยใช้ชื่อหลักสูตรว่า “พลังจิตตานุภาพ” ซึ่งที่จริงคือวิชาสมถกรรมฐาน

สมถกรรมฐานคือกรรมฐานเบื้องต้น สมถะแปลว่า สงบเจียมตัวไม่มากไม่น้อย จุดมุ่งหมายคือฝึกใจให้สงบ ไม่กระสับกระส่าย ฟุ้งซ่าน เพ้อเจ้อ จะเรียกว่าสมาธิแบบพอเพียงก็ได้เพราะไม่ใช่มุ่งจะขอสำเร็จ พระสรรเพชญโพธิญาณประมาณหมาย นั่นไปถึงขั้นวิปัสสนากรรมฐานอันเป็นอีกระดับแล้ว กระบวนการของหลวงพ่อจึงง่าย ๆ เรียบ ๆ เริ่มด้วยเดินจงกรม 30 นาที ซึ่งท่านบอกว่าเหมือนการเตรียมพร้อมหรือการละลายพฤติกรรม แล้วจึงนั่งสมาธิอีกราว 30 นาที ไม่ให้มากกว่านั้น การนั่งจะขัดสมาธิก็ได้ นั่งเก้าอี้ห้อยขาก็ได้ ภาวนาอะไรในใจก็ได้เพื่อให้ใจจดจ่อและนิ่ง ไม่ต้องกังวลกับลมหายใจเข้าหายใจออก ยุบหนอพองหนอ แต่ถ้าไม่รู้จะภาวนาอะไรท่านให้ว่า “พุทโธ” ต่อเนื่องกัน ไม่ให้เว้นว่างจนจิตหนีไป หากจิตจะแกว่งไปไหนคิดอภิมหาโปรเจคท์อะไรเตลิดเปิดเปิงไปบ้างก็ช่างมัน จะหลับไปเลยก็ช่าง แต่พอรู้ตัวให้รีบดึงจิตกลับมาก็แล้วกัน ทำอย่างนี้ทุกวันแล้วใจจะค่อย ๆ สงบเอง ลองไปสักพักก็จะรู้ว่านอนหลับง่ายขึ้น ใจเย็นลง ไม่ค่อยโกรธ คิดอะไรได้ไวขึ้น ความจำดีขึ้น

ฟังดูวิธีการของท่านเป็นแบบ 3 เอสนั่นเอง คือ simple ทำได้ง่าย ๆ เด็กก็ทำได้ scientifie ดูเป็นวิทยาศาสตร์ พิสูจน์ได้ ไม่งมงาย แพทย์ก็รับรองว่ามีเหตุมีผล และ soon คือปฏิบัติได้ผลเร็ว ไม่ต้องรอจนอภิญญาแก่กล้า ก็ไม่ได้จะไปนิพพานนี่นา!

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีผู้ขอให้ท่านเปิดค่ายอบรมเคล็ดลับพิเศษสำหรับนักบริหารขั้นสูงหรือซีอีโอระดับชาติที่ปราจีนบุรีชนิดต่างยอมไปนอนค้างอ้างแรมปฏิบัติธรรม ตอบปัญหาและสนทนาธรรมกันถึงสองวัน คนที่ไปเรียนมีรองนายกฯ พงศ์เทพ เทพกาญจนา อาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ อาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ คุณวู้ดดี้ (วุฒิธร มิลินทจินดา) คุณชัช ชลวร ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เลขาธิการ ก.พ. คุณประวิช รัตนเพียร ผู้ตรวจการแผ่นดิน อดีตรัฐมนตรีหลายคน พลเอก นักธุรกิจพันล้าน อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณบดีหลายคณะ รองปลัดกระทรวง อธิบดีอีกหลายกรม ผู้ว่าราชการจังหวัดอีกหลายจังหวัด รวมแล้วเกือบ 100 คน ล้วนเป็นนักบริหารมืออาชีพของไทยทั้งนั้น

แรก ๆ แต่ละคนอาจขัดเขินอยู่บ้างไม่รู้จะเดินจะนั่งอย่างไร แต่ครบสองวันพอหลวงพ่อบอกว่าเดินจงกรมปุ๊บ หรือทำสมาธิปั๊บ ก็จะเข้า (สมาธิ) ออก (สมาธิ) กระฉับกระเฉงแคล่วคล่องว่องไว ท่านเหล่านี้มีพื้นฐานสติปัญญาดีอยู่แล้ว อยู่ที่ทำอย่างไรจะรวมจิตให้เป็นหนึ่งอารมณ์และสงบได้เร็ว พอจิตสงบ สติก็มา ปัญญาก็เกิด ใครอยากรู้เคล็ดลับลองสอบถามท่านนักบริหารเหล่านี้เองเถอะครับ.

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s