Manager Talk 20101026

สวัสดีครับ

ผมลาหยุดไปสัปดาห์หนึ่งหายตัวไปจากชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว ตั้งใจว่าจะให้เป็นจุดเว้นวรรคของตัวเอง เว้นวรรคจากสิ่งที่ทำซ้ำๆ จากสิ่งที่พบเจอซ้ำ ๆ จากสิ่งที่เราพึ่งพา ต้องใช้ และ คิดว่าจะขาดกันไม่ได้ เพื่อลองไปทดสอบดูว่าหากปราศจากสิ่งเหล่านั้นเราจะเป็นอยู่คืออย่างไร ผมตั้งใจไว้นานแล้วแต่ยังไม่มีโอกาสเพิ่งจะสบช่องครั้งนี้ก็เลยขอลางานไปซะเต็มที่เลย กลับมาก็เลยขอถือโอกาสเอาสิ่งที่ไปพบเจอมาแชร์กัน แม้จะไม่เกี่ยวกับการทำงานซะทีเดียว แต่บางคนอาจจะสามารถนำมันไปประยุกต์ใช้ได้น่ะครับ

            ผมไปพักแรมที่วัดป่านานาชาติ อ.วารินชำราบ อุบลราชธานีมาครับ หกร้อยกิโลจากกรุงเทพ ขาดไม่เกินสิบกิโลฯ วัดนี้เป็นวัดป่าสายอาจารย์ชา วัดสันป่าพง อุบลฯเช่นกัน แต่ที่ไม่เหมือนใครก็คือ วัดนี้มีแต่สมณะสายปฏิบัติที่เป็นชาวต่างชาติทั้งหมด มีฝรั่งที่สนใจการฝึกฝนและเรียนทางปฏิบัติอีกประมาณแปดชาย สองหญิง ในครั้งนี้ ทุกคนต้องเขียนจดหมายแสดงความจำนงและให้เหตุผลของการอยากเข้าร่วมฝึกปฏิบัติในครั้งนี้ แต่ละคนก็มาไม่เหมือนกันเลย มีสองคนเท่านั้นที่เป็นคนไทย ผมคือหนึ่งในนั้น ไม่ใช่การไปถือศีลกินผักหรือนั่งสมาธิเข้าฌาณภาวนาแต่อย่างใด พระและวัดจะส่งเสริมให้ทุกคนศึกษาและหาวิธีปฏิบัติเอาเอง มีวินัยให้กับตัวเอง มีส่วนร่วมกับกิจกรรมกวาดลานวัด ล้างส้วม บิณฑบาตร และปฏิสัมพันธ์กับชาวบ้านที่นับถือศรัทธากับวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์ต่างชาติที่นั่น ผมไม่ได้เห็นความร่วมมือร่วมใจของชาวบ้านกับวัดอย่างแข็งแรงเช่นนี้มานานมากแล้ว อาจจะเป็นความแข็งแรงของคนอีสานบ้านเราที่มีกตเวทิตากับครูบาอาจารย์ที่พวกเขาเคารพสูงสุดก็เป็นได้

สิ่งที่ทุกคนรับรู้และต้องปฏิบัติก็คือ ละทิ้งสิ่งที่เร้าจิตใจเราให้ไขว้เขวไว้เบื้องหลัง อุปกรณ์สื่อสาร ถ่ายภาพ และสันทนาการอื่น ๆ ต้องห้ามเด็ดขาด ไม่มีหนังสือพิมพ์ ไม่มีทีวี ไม่มีอินเตอร์เน็ต ไม่มี Iphone IPad IPod Galaxy และอื่น ๆ ทุกชนิด ผมลองถามพระว่า “ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นในเมืองไทยที่สำคัญมาก ๆเราจะรู้ได้งัย” แกบอกว่า “ถ้าสิ่งนั้นเราจะต้องรู้ เราจะรู้เอง” ก็เลยได้เป็นปริศนาไป มีข้อความสองข้อที่พระท่านชี้แนะให้และผมชอบมาก หนึ่ง มนุษย์ทุกคนมีจิตเหมือนกันหมด แต่ใครจะเข้มแข็งอ่อนแอขึ้นอยู่กับสภาพของจิตตนเอง ท่านบอกว่า ลองสังเกตดูไหมเวลาเราอยู่ในที่ปลอดภัย เช่นที่บ้าน เราจะเข้มแข็ง มีพลัง ไม่เกรงกลัวอะไรง่าย ๆ แต่พอออกนอกบ้าน เปลี่ยนสถานที่ หรือเดินทางไปไหน ๆ จิตจะเริ่มตก ขาดพลัง และอ่อนแอ เพราะเราไม่สามารถยึดจิตไว้กับตัว ปล่อยให้มันวิ่งตามสิ่งที่มาเร้า (พระเรียกว่า”กิเลส” แต่ไม่แน่ใจว่ามันรวมทั้งหมดไหม) พอจิตวิ่งไปมา ร่างกายเราก็แกว่งตาม เกิดการหวั่นไหว เกรงกลัว และ หวาด ๆ ท่านบอกว่าการฝึกฝน เช่นการนั่งสมาธิ หรือ พินิจจิตเราบ่อยๆ เพิ่มทักษะการดึงจิตกลับมาอยู่กับตัวให้ได้เสมอ หรือ ละซึ่งการไปวิ่งตามกิเลสที่มาเร้าจิตเราได้ เราจะมั่นคง ไม่หวั่นไหว และ ไม่ต้องรู้สึกหวาด ๆ เช่นเคยเป็น การฝึกที่วัดนั้นมีสิ่งหนึ่งที่ตรงกับเรื่องนี้โดยตรงเลย ทั้งการเดินเหิรในที่มืดๆ ป่าที่มีทางเดินเล็ก ๆ แม้แต่ความมืดสลัวของป่าโปร่งรอบๆ ที่นอนของเราสามารถจินตนาการเป็นผีสางนางไม้ได้หมด และที่หนักสำหรับผมที่สุดคือการอาบน้ำในห้องแคบ ๆ สองคูณสองเมตรที่มีตุ๊กแกสามตัวเกาะอยู่เหนือหัวเราแบบเงียบๆ แต่ละตัวตัวเท่าข้าวหลามหนองมนสามกระบอกร้อยทั้งนั้น ฝรั่งบางคนบอกว่า ไอไม่เคยเห็นเก็คโค่ยาวเป็นฟุตแบบนี้เลย แต่เราก็ผ่านมาได้ ไม่ใช่ว่าจิตแข็ง แต่หันหน้ามองสู้กับมัน และ ไม่ฟอกสบู่ที่หน้าให้ต้องหลับตาเด็ดขาด

สิ่งที่สองที่พระท่านให้ข้อคิดที่โดนใจผมมากคือ เราควรจะปฏิบัติสมาธิกับตัวเรา ด้วยการ “ให้อภัย”ตัวเรา ท่านบอกเทคนิคให้นิดนึงแล้วบอกให้ไปลองเอาเอง ท่านถามว่า เวลาเพื่อนสนิทของเราทำอะไรผิด ทำไมเราบอกว่า “ไม่เป็นไร” และพร้อมยกโทษให้อภัยได้ทุกครั้ง โดยไม่คิดติดใจเอาความเผลอๆลืมไปด้วย แต่…ทำไมเราไม่ค่อยจะยอมยกโทษให้ตัวเอง เฝ้าแต่เก็บเอาไว้ และเอามาคิดๆๆๆ ทำร้ายจิตใจเราเองตลอดเวลา ทั้งที่ไม่มีใครติดใจแล้วก็มี เช่นโทษตัวเองเรื่องโน้นเรื่องนี้ คิดว่าเราคือตัวต้นเหตุ คือตัวปัญหา คือตัวสร้างปัญหา ฯลฯ และ ไม่ยอมให้อภัยตัวเอง แบกความทุกข์นั้นไว้จนวันตาย พระว่าคุณจะมาบอกว่ามีเมตตาบารมีอะไรได้งัย แค่ให้อภัยตัวเองยังทำไม่ได้ แล้วจะไปมีเมตตาอะไรกับคนอื่น ฝึกต้องเริ่มที่ตนเอง คนที่สามารถให้อภัยตัวเองได้ กับคนอื่นไม่ต้องพูดถึง เราทำได้อยู่แล้ว คิดดี ทำดี พูดดี ใคร ๆ ก็พูดได้ แต่ต้องฝึกฝนเพื่อทำให้ได้จริง ๆ

นั่นแค่ส่วนหนึ่งของสิ่งมากมายที่ผมได้มีโอกาสเรียนรู้และพบเจอ ท่านบอกว่า คนฉลาด กินน้อย นอนน้อย พูดน้อย (ที่น้อยน่ะ คือต้องดีด้วย ไม่ใช่น้อยแต่หนัก) คนโง่ กินมาก พูดมาก และ นอนมาก ที่นั่นตื่นตีสาม กินข้าวแบบพระป่า มื้อเดียวกะละมังเดียว โนเบิ้ล และ นอนสองถึงสามทุ่ม แล้วแต่ภารกิจ วันหนึ่ง ๆ ผ่านไปไวมาก ๆและ มีสิ่งใหม่ ๆ ให้เรียนรู้ทุกวัน เป็นการเปิดประสบการณ์ที่ดีมาก ๆ ครับ ถ้ามีโอกาสคงจะต้องไปอีกแน่ๆ  ออกมาจากรั้ววัดรู้สึกว่าทุกอย่างเร่งรีบไปหมด ยุ่งเหยิง เพราะเราไปอยู่นิ่งๆ กับตุ๊กแกมาตั้งนาน ถ้าเราสามารถทำแบบนั้นได้จริง ๆ ในชีวิต เราน่าจะมีมวลความสุขมากขึ้นอีกเยอะเลยครับ

ขอบคุณทีมงานทุกคนที่ดูแลทำงานในหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ เหมือนผมไม่ได้อยู่ที่นี่ก็ได้แล้ว ดีมาก ๆครับ

 

บุญรักษา

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s