เล่าไปเรื่อยๆ 16 ของ ดร.วิษณุ (เรื่องของพระ)

2012.09.2012. แอบก็อปเค้่มาอีกแล้ว ดร.วิษณุ
เล่าเรื่อง “เจ้า” มามากแล้ว คราวนี้จะเล่าเรื่อง “พระ” บ้าง พระและเจ้ามีบทบาทสำคัญในสังคมไทยมาตลอด เพราะเป็นที่เคารพนับถือว่าเป็นปูชนียบุคคล สำนวนไทยเรียกคนสุภาพอ่อนน้อมมีสัมมาคารวะ กิริยามารยาทนิ่มนวลหมอบกราบได้นาน ๆ นั่งพับเพียบเรียบร้อยพูดจากะล่อยกะหลิบว่า “เข้าพระเข้าเจ้าเก่ง” ซึ่งเป็นคนละอย่างกับ “เข้าพระเข้านางเก่ง” นะครับ

ทีนี้ถ้าพระกลายเป็นเจ้าขึ้นมาก็ยิ่งดับเบิลสำคัญสิครับ พระที่จะเป็นเจ้ามีได้ในกรณีเดียวคือ ได้ครองตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งถือว่าเทียบเท่าเจ้าต่างกรม คำว่า “เจ้าต่างกรม” หมายถึงเจ้าที่พระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกขึ้นอีกชั้นให้ทรงกรมหรือรับกรม สมัยก่อนจะมีข้าน้ำคนหลวงเป็นบริวารรวมกันอยู่ใต้สังกัดเป็นหมวดหมู่ราวกับกรม ๆ หนึ่ง เจ้านายพระองค์นั้น ๆ จึงมีพระนามใหม่ว่ากรมนั้นกรมนี้ เริ่มจากกรมหมื่น กรมขุน กรมหลวง กรมพระ จนถึงกรมพระยา ส่วนเจ้าต่างทบวง หรือเจ้าต่างกระทรวงนั้นไม่มีนะครับ เพราะสมัยโบราณการได้ปกครองคนสักกรมถือว่าใหญ่พอแล้ว พวกข้าในกรมจะเรียกเจ้านายผู้ปกครองกรมของตนว่า “เสด็จในกรม” จะไม่เรียกเจ้าที่ปกครองกรมอื่นเช่นนั้น แต่ภายหลังก็เห็นเรียกกันเกร่อและมั่วไปหมดทั้งไม่มีการจัดคนไปลงในกรมนั้น ๆ อีกต่อไป

วงการพระยังมีพระที่รับสมณศักดิ์เป็นสมเด็จอื่น ๆ อีกซึ่งปัจจุบันมี 8 รูป เรียกว่าสมเด็จพระราชาคณะ ที่จริงถือว่าใหญ่เอาการ แต่เป็นรองจากสมเด็จพระสังฆราช ชื่อของท่านจะจารึกลงในแผ่นทองคำเหมือนพระนามสมเด็จพระสังฆ ราช เรียกว่า “สุพรรณบัฏ” และมีเครื่องยศ เช่น พัดยศ บาตร หีบหมาก คนโท กระโถน ท่านมีสิทธิตั้งพระรูปใดจากวัดใดก็ได้เป็นทีมงานหรือเจ้าหน้าที่ประดับเกียรติ เรียกว่า “ฐานานุกรม” คล้าย ๆ กับการมี ทส. หรือข้าในกรมนั่นเอง แต่สมเด็จพระราชาคณะ 8 รูปนี้ ซึ่งแบ่งเป็นฝ่ายธรรมยุต 4 รูป ฝ่ายมหานิกาย 4 รูป ไม่นับว่าเป็นเจ้า จึงต่างจากสมเด็จพระสังฆ ราช ใครอย่าไปใช้ศัพท์อย่างเจ้ากับท่านเชียวล่ะ

ท่าน “กินข้าว” ก็เรียกว่า “ฉัน” ไม่ใช่เสวย ไปก็ว่าไป ไม่ใช่เสด็จ พูดก็ว่าพูด ไม่ใช่รับสั่ง แต่การที่ท่านเป็นสมเด็จนั้นต้องถือว่าสูงกว่าพระครูหรือเจ้าคุณ ธรรมดา จะพูดจากับท่านจึงต้องมีสัมมาคารวะให้ความเคารพเป็นพิเศษ เช่น เรียกท่านว่า “เจ้าประคุณสมเด็จ” “ใต้เท้า” เรียกตัวเราว่า “เกล้ากระผม” หรือ “เกล้า” แต่ถ้าใครเกรงว่าฟังดูเป็นอำมาตย์เป็นไพร่เกินไป จะพูดอะไรเรียกอะไรก็ว่าไปตามสะดวกเถิดครับ ท่านไม่ถืออยู่แล้ว อย่าไป “เพคะ” “พ่ะย่ะค่ะ” “เกล้ากระหม่อม” “ข้าพระพุทธเจ้า” “ฝ่าพระบาท” กับท่านก็แล้วกัน สมเด็จท่านจะเขินแย่ สมเด็จเกี่ยว วัดสระเกศ สมเด็จวัดปากน้ำ สมเด็จพระวันรัต วัดบวรฯ นั้น ท่านเป็นสมเด็จพระราชาคณะอย่างที่ว่านี้ ผมเห็นคนจีนคุยกับท่านเรียกท่านว่า “หลวงพ่อ” เรียกตัวเองว่า “อั๊ว” ท่านก็โอภาปราศรัยยิ้มแย้มเป็นปกติ

สมเด็จพระสังฆราช เป็นตำแหน่ง ฝ่ายสงฆ์ แปลตามตัวก็คือราชะแห่งสังฆะหรือราชาแห่งสงฆ์หรือหัวหน้าพระภิกษุสงฆ์ สมัยพระพุทธเจ้าไม่มีตำแหน่งนี้เพราะพระพุทธเจ้าทรงเป็นประมุขแห่งสงฆ์เสียเอง และไม่มีพุทธานุญาตให้ตั้งพระสงฆ์รูปใดเป็นหัวหน้าต่อจากพระองค์ มีแต่ทรงยกย่องว่าพระสารีบุตร เป็นอัครสาวกเบื้องขวา พระโมคคัลลาน์ เป็นอัครสาวกเบื้องซ้าย คล้าย ๆ สมุหนายก สมุหพระกลาโหมทางฝ่ายบ้านเมือง ส่วนพระอานนท์ เป็นพระอุปัฏฐากคล้าย ๆ ทส. ใหญ่ และทรงยกย่องพระภิกษุรูปนั้นรูปนี้ว่าเป็นเอตทัคคะทางนั้นทางนี้คล้าย ๆ เอกซเปิร์ทเฉพาะด้านหรือศาสตราภิชาน ก่อนปรินิพพานได้เคยตรัสว่า ต่อไปให้ถือว่าพระธรรมวินัยเป็นใหญ่ จงเคารพพระธรรมวินัยเถิด

หลังปรินิพพาน พุทธศาสนาแผ่ขยายเข้าไปในลังกา จีน จนมาถึงสุวรรณภูมิ (หมายถึงแผ่นดินแถวพม่า ไทย เขมร ไม่ใช่สนามบินนะครับ) พระเจ้าแผ่นดินแต่ละแห่งต่างรับอุปถัมภ์ค้ำจุนพุทธศาสนาด้วยการสร้างวัด สร้างพระพุทธรูป ส่งเสริมให้คนบวช ส่งเสริมให้พระได้เรียน และกำจัดอลัชชีคือพระเก๊พระปลอมพระบวชหาประโยชน์ใส่ตัว หนักเข้าพระเจ้าแผ่นดินก็ดูแลพระไม่ไหว จะไปบังคับกะเกณฑ์พระให้เรียน ให้สวดมนต์ ให้เผยแผ่ ท่านก็ทรงเกรงใจพระ แนะอะไรถ้าพระเถียงเอาว่าอาตมากำลังทำตามธรรมวินัย ท่านก็ทรงพระจ๋อยไปเปล่า ๆ ราชการงานเมืองท่านเองก็เยอะ จึงต้องตั้งพระรูปหนึ่งที่ “คงแก่เรียน” เป็นที่เคารพนับถือ มีอาวุโสมาก ฉลาดทางปกครอง และ “เข้ากับพระสงฆ์และพระเจ้าแผ่นดิน” ได้ดีเป็นสังฆราชหรือหัวหน้าพระสงฆ์แทน

ต่อมาคงเห็นว่าควรให้พระสงฆ์อื่น ๆ เข้ามาใกล้กับทางโลกหรือบ้านเมืองให้มากขึ้น จะได้ไหว้วานให้ท่านช่วยสนองนโยบายรัฐบาลบ้าง ทั้งยังเป็นการตอบแทนพระที่ทำประโยชน์ให้มีเกียรติ ยศสูงขึ้นกว่าพระอื่น ๆ จึงมีธรรมเนียมตั้งพระเป็น “ราชาคณะ” แปลตามตัวก็คือ “พวกของพระราชา” มีสมณศักดิ์ต่าง ๆ กันไปตามลำดับชั้นเป็นเจ้าคุณโน่นเจ้าคุณนี่เหมือนยศถาบรรดาศักดิ์ขุนนางทางฝ่ายบ้านเมือง เรื่องการตั้งยศแก่ผู้อื่นหรือสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ขุนนางนั้น เรามีมาแต่โบราณ เช่น การตั้งพระเป็นราชาคณะหรือตั้งช้างม้าเป็นเจ้าคุณ ช้างทรงของสมเด็จพระนเรศวรที่ออกทำยุทธหัตถีมีชัยชนะเหนือพม่าก็ได้เป็นเจ้าพระยาไชยานุภาพ เจ้าพระยาปราบหงสาวดี เราจึงมีสำนวนว่า “ยศช้าง ขุนนางพระ” หมายความว่าจะตั้งก็ตั้งไป ทั้งช้างทั้งพระท่านไม่ยินดียินร้ายหรอก (ช้างน่ะคงไม่ยินดียินร้าย แต่พระน่ะไม่แน่)

สมัยสุโขทัยก็มีตำแหน่งสังฆราชแล้ว แต่ยังไม่เป็นสมเด็จ และไม่ได้ปกครองพระสงฆ์ทั่วประเทศ แต่ปก ครองเป็นเมือง ๆ ไป เช่น สุโขทัย สระหลวง สองแคว นครศรีธรรมราชจึงมีสังฆราชหลายรูป ดู ๆ ไปแล้วก็เหมือนเจ้าคณะจังหวัดนั่นเอง ธรรมเนียมนี้มีต่อมาจนถึงสมัยอยุธยา แต่ชักใหญ่ขึ้น เช่น แบ่งออกเป็นสังฆราชฝ่ายซ้ายฝ่ายขวา ฝ่ายคามวาสี (อยู่ในเมือง) และฝ่ายอรัญวาสี (อยู่ป่า) คล้ายเจ้าคณะภาคหรือเจ้าคณะใหญ่หนต่างๆ ในปัจจุบัน ประวัติหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืดนั้นระบุว่าท่านเคยได้รับนิมนต์จากวัดพะโคะ สะทิงพระขึ้นไปอยุธยาและได้เป็นพระราชมุนีสามีราม ตำแหน่งสังฆราช เห็นจะไม่ได้เป็นสมเด็จพระสังฆราชอย่างทุกวันนี้ แต่เป็นสังฆ ราชเฉพาะเมืองสะทิงพระซึ่งก็มีอาณาเขตกว้างใหญ่เพราะวัดพะโคะมีที่ดินพระราช ทานเป็นที่กัลปนามากมาย และมีข้าทาสบริวารในที่ดินเป็น “ข้าของวัด” ทำงานให้วัดเสียภาษีให้วัด
คล้าย ๆ ข้าในกรมอยู่เหมือนกัน

สมัยสุโขทัยพระทั่วไปยังเป็นแค่ “ปู่ครูเถรมหาเถร” พอถึงสมัยอยุธยา พระเจ้าแผ่นดินกลายเป็นรามาธิบดี บรมราชา มหาจักรพรรดิได้ ก็ต้องคิดชื่อและลำดับชั้นยศให้พระท่านบ้างจะได้เข้าชุดกับพระนามพระเจ้าแผ่นดินและชื่อขุนนาง เช่น ทางบ้านเมืองมีหมื่น ออกขุน ออกหลวง ออกพระ ออกญา มีชื่อจักรี กลาโหมสุริยวงศ์ โกษาธิบดี ทางพระก็เริ่มมีพระราชาคณะชั้นต่าง ๆ ส่วนชื่อนั้นมักตั้งตามพระนามพระพุทธเจ้า เช่น พระธรรมโคดม ชื่อพระสาวก เช่น พระอุบาลี ชื่อพระอรรถกถาจารย์ผู้ทรงภูมิความรู้ เช่น พระพุทธโฆษาจารย์ ชื่อคณะหรือสำนักที่อยู่อาศัย เช่น พระพนรัตหรือพนรัตน์หรือพนรัตน สมัยสมเด็จพระนเรศวรมีชื่อพระพนรัตหรือพนรัตนวัดป่าแก้ว รูปที่เข้าไปถวายพระพรว่าการทรงทำยุทธหัตถีชนะพระมหาอุปราชโดยไม่มีกองทัพติดตามไปด้วยยิ่งใหญ่ดุจคราวพระพุทธเจ้าตรัสรู้แต่พระองค์เดียวไม่มีปัญจวัคคีย์ติดตามไปปรนนิบัติ ถ้าแห่ตามกันไปก็ไม่เป็นพระเกียรติเท่านี้หรอก สมเด็จพระนเรศวรได้ฟังก็คลายพิโรธกองทัพที่พลัดหลงตามเสด็จไม่ทัน

สมัยสมเด็จพระศรีเสาวภาคย์มีชื่อพระพิมลธรรม วัดระฆัง (ปัจจุบันคือวัดวรโพธิ์) ซึ่งสึกแล้วนำทหารบุกเข้าจับสมเด็จพระศรีเสาวภาคย์สำเร็จโทษ ตั้งตนเป็นกษัตริย์ชื่อพระเจ้าทรงธรรม

ปลายอยุธยา มีพระราชาคณะชื่อพระอุบาลีเป็นสมณทูตลงเรือไปบวชให้ชาวลังกาเพราะแม้ลังกาจะเป็นแดนพุทธมาก่อนเรา แต่คราวที่ฝรั่งมาปกครองได้ฆ่าฟันและจับพระสึกเสียมากจนหมดวงศ์พระหาพระรูปใดพอเชื่อในความบริสุทธิ์ให้เป็นอุปัชฌาย์บวชให้ชาวลังกาไม่ได้ พระไทยสมัยก่อนเคยบวชมาจากลังกาจึงพอจะเชื่อใจในความต่อเนื่อง ลังกาจึงขอพระไทยกลับไปบวชให้ชาวลังกาบ้าง พระเหล่านี้ตั้งเป็นวงศ์ใหญ่สืบมาทุกวันนี้เรียกว่า “สยามวงศ์” หรือ “อุบาลีวงศ์” ผมเคยไปดูวัดที่พระอุบาลีอยู่ ชาวลังกานับถือท่านมาก ศรีลังกาวันนี้ยังมีสมเด็จพระสังฆราชฝ่ายลังกาวงศ์ (บวชมาจากรามัญ) รูปหนึ่ง และฝ่ายสยามวงศ์ (บวชมาจากพระอุบาลี) อีกรูปแยกกัน

สมัยอยุธยาเริ่มมีตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชชัดเจน เป็นคล้าย ๆ พระเจ้าแผ่นดินของสงฆ์ ปกครองคณะสงฆ์ทั่วอาณาจักร เรียกว่า “สังฆมณฑล” ด้วยความที่ท่านเป็นใหญ่สูงสุดเพียงหนึ่งเดียวเหนือสังฆราชอื่น ๆ จึงมีผู้เรียกว่า “สังฆบิดร” หรือ “สังฆปริณายก” หน้าที่สำคัญคือวางระเบียบการปกครอง กำหนดรูปแบบการสวดมนต์ ชำระอธิกรณ์ (ความผิด) ของพระ จัดสอบภูมิรู้ของพระเณร เป็นพระอุปัชฌาย์เวลาเจ้านายทรงผนวช เป็นผู้นำในการทำศาสนพิธี และถวายวิสัชนาคือตอบปัญหาธรรมะที่พระเจ้าแผ่นดินสงสัย สเปกของสมเด็จพระสังฆราชจึงต้องเป็นผู้ที่คณะสงฆ์ยอมรับ การจะยอมรับได้นั้นแสดงว่าต้องมีภูมิรู้คือทรงความรู้พระไตรปิฎกแม่นยำ ภูมิธรรมคือมีคุณธรรม สามารถปกครองพระสงฆ์ซึ่งต่างก็รอบรู้กันทั้งนั้นได้ ภูมิฐานคือสง่างาม วางตนดี ผู้คนตั้งแต่พระราชามหากษัตริย์ลงมาจนถึงพระสงฆ์องค์เจ้าเคารพนบไหว้ได้โดยไม่ระแวงในศีลาจารวัตร และภูมิวัยคือมีอาวุโสสูง บวชมานาน พรรษามาก ไม่ใช่ไปตั้งจากพระเด็ก ๆ เพราะพระท่านทำความเคารพกันตามพรรษาใครบวชก่อนบวชหลัง

เพราะสมเด็จพระสังฆราชท่านต้องมีตั้ง 4 ภูมิอย่างนี้ จึงถือว่ารอบรู้พระศาสนาทั้งปริยัติและปฏิบัติยิ่งกว่าผู้ใดจนเกิดสำนวนการเอาเรื่องไปเล่าให้ผู้ฟังที่รู้ดีกว่าเราว่า “สอนหนังสือสังฆราช” คล้ายคำว่า “สอนจระเข้ให้ว่ายน้ำ” และ “เอามะพร้าวห้าวไปขายสวน” ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ผมเคยไปดำเนินการอภิปรายที่วัดราชบพิธ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์) ประทับฟังอยู่ด้วย ผู้อภิปรายท่านหนึ่งพูดออกตัวว่าการมาบรรยายวันนี้เหมือนมาสอนสังฆราชให้ว่ายน้ำ พระเณรหัวเราะกันใหญ่ สมเด็จฯ ท่านทรงพระสรวลด้วย ตรัสว่าถ้าสอนหนังสือพระสังฆราชล่ะ ฉันไม่ฟังหรอก แต่ถ้าสอนให้สังฆราชว่ายน้ำนี่เห็นจะพอฟังได้ เพราะไม่ได้ว่ายมาหลายสิบปีแล้ว แม้แต่เอามะพร้าวห้าวมาขายสังฆราช ทางวัดก็เห็นจะพอซื้อได้ถ้าไม่แพงจะได้ให้เด็กวัดแกงกิน แต่อย่าเอาสังฆราชไปขายสวนก็แล้วกัน!

ปลายสมัยอยุธยา พระเก่ง ๆ เห็นจะมีเหลืออยู่ในกรุงไม่มากนัก แต่หลบไปอยู่แถวนครศรีธรรมราชมาก พอกรุงแตก พระถูกฆ่าบ้าง จับสึกเป็นเชลยบ้าง ทิ้งวัดเข้าป่าบ้าง ลี้ภัยไปอยู่ที่อื่นบ้าง ยังจะคว้าดาบสู้รบกับข้าศึกปาราชิกไปไม่รู้เท่าไร เรียกว่าพระศาสนามัวหมองไม่บริสุทธิ์บริบูรณ์ เมื่อตั้งกรุงธนบุรีจึงต้องไปนิมนต์พระจากที่อื่น เช่น นครศรี ธรรมราชขึ้นมาเป็นพระราชาคณะ วัดวาอารามที่พระเหล่านี้มาครองได้แก่วัดบางยี่เรือใต้ (ปัจจุบันคือวัดอินทาราม) วัดหงส์ (ปัจจุบันคือวัดหงส์รัตนาราม) วัดบางหว้าใหญ่ (ปัจจุบันคือวัดระฆังฯ) ล้วนเป็นวัดสำคัญสืบมา

ปลายสมัยกรุงธนบุรี พระแตกกันมาก เพราะบ้านเมืองอ่อนแอ พระจับมือกับฆราวาสทำมาหากินกดขี่ข่มเหงราษฎร พระเจ้ากรุงธนบุรีเองก็ทรงฝักใฝ่ทางวิปัสสนากรรมฐาน สำคัญพระองค์ว่าบรรลุโสดาบัน เคยทรงประชุมสงฆ์ถามว่าฆราวาสบรรลุโสดาบัน พระจะต้องกราบหรือไม่ พระฝ่ายหนึ่งทูลว่าต้องกราบ อีกฝ่ายนำโดยสมเด็จพระสังฆราช (ศรี) วัดบางหว้าใหญ่ทูลว่าไม่ต้องกราบ เพราะถึงอย่างไรพระก็มีศีลมากกว่าฆราวาส ทรงกริ้วมากให้จับสมเด็จพระสังฆราชสึกส่งไปทำงานหนักที่วัดหงส์แล้วยกพระราชาคณะฝ่ายที่ทูลว่าต้องกราบฆราวาสขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชแทน

เมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ทองด้วง) ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์เริ่มราชวงศ์จักรีเป็นราชวงศ์ใหม่ใน พ.ศ. 2325 ทรงย้ายราชธานีจากกรุงธนบุรีข้ามมาฝั่งบางกอก พอว่างจากราชการงานเมืองก็โปรดฯ ให้จัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ใหม่ ทรงตรากฎพระสงฆ์ไว้ให้พระปฏิบัติเพิ่มจากพระวินัย จับพระอลัชชี ทุจริต รังแกราษฎรสึกเสียเป็นอันมาก จัดให้มีการทำสังคายนาครั้งใหญ่ที่วัดนิพพานาราม (วัดมหาธาตุ) และเสด็จไปปรนนิบัติพระทุกวันสลับกับกรมพระราชวังบวรฯ ที่สำคัญคือคืนความเป็นธรรมแก่สมเด็จพระสังฆราช (ศรี) ให้กลับมาครองผ้าเหลืองเป็นสมเด็จพระสังฆราชตามเดิม และเป็นองค์แรกในสมัยกรุงเทพฯ ด้วย
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เรามีสมเด็จพระสังฆราชต่อเนื่องมาจนถึงบัดนี้รวมทั้งสิ้น 19 องค์ แล้วจะเล่าเรื่องของ “พระ” ที่เป็น “เจ้า” ให้ฟังไป
เรื่อย ๆ คงไม่ยาวถึงขนาด 19 ตอนหรอกครับ เพราะบางองค์ประวัติท่านลึกลับค้นหายากจึงพอจะสรุปรวบยอด 3-4 องค์เป็น 1 ตอนได้.

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s