Manager Talk 20120212

สวัสดีครับเพื่อนพนักงานทุกคน

         ผ่านหนึ่งปีไปแล้วครับ จากเด็กน้อยหัดคลานตอนนี้ก็กลายเป็นหนุ่มน้อยหัดวิ่งกันแล้ว ไม่มีใครมองเราเป็นเด็กน้อยอีกต่อไป นั่นคือ อะไร ๆ ที่เคยทำพลาดแล้วเค้ามองด้วยความ”เอ็นดู”ตอนนี้อาจจะกลายเป็นให้”ดูเอ็น”กันได้ง่าย ๆ แบบที่เราไม่อยากดูเลย อย่างที่บอกครับเราเรียนรู้จากความผิดพลาดเสมอ บางคนมองโลกในแง่ดีบอกว่า “ผิดเป็นครู” ครูที่จะคอยสอนเราไม่ให้ทำผิดซ้ำอีก แต่ถ้าผิดซ้ำ ๆ จนครูมากมายเปิดโรงเรียนได้นั้นก็ไม่ไหวนะครับ ปีที่สองนี้เราจะเข้มข้นกันมากในเรื่องนี้ ไม่งั้นเราจะต้องไปทำธุรกิจอื่น ๆ กันเพราะเรามีครูเพียบ

สัปดาห์ที่ผ่านมาคำว่า Accountability มาแรงนิดนึงเพราะจากบ้านหลังเล็ก ๆ ของเราพอเริ่มโตขึ้น ๆ เก๋าขึ้น อะไร ๆ ที่เคยง่ายก็เริ่มยากละ อะไรที่เคยคุยกันสองทีจบตอนนี้กลายเป็น”พายเรือในอ่าง”(ใหญ่) ผมได้ยินคนพูดหน้าแถวว่า”เราลงเรือลำเดียวกันแล้ว”ก็สะท้อนใจนิดนึงครับ แล้วไหน ๆ ก็มาทางสำนวนไทยแล้ว ก็มีอีกคำด้วยคือ “มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ” เรามีครบครับตอนนี้ “หัวใบ้ท้ายบอด”ก็มีพากันเข้าป่าเข้าดงไปซะยังงั้น ออกมาจากป่าก็เอาหน่อไม้หน่อกล้วยออกมาเพียบ ถามกล้วยตอบมะละกอ ถามช้างเสือมะเขือลิง กลายเป็น เสือสิงห์กระทิงแรด สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้ากับผู้เกี่ยวข้องเป็นอย่างยิ่ง ในภาพยนต์หลาย ๆ เรื่องที่ประกอบด้วยฮีโร่ หรือ คนเก่ง ๆมารวมตัวกัน พอเค้าพูดกันเรื่องงานสักอย่าง ใครที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องนั้น ๆ จะพูดขึ้นมาว่า “เรื่องนี้กันรับเอง” “ปล่อยเรื่องนี้ให้ชั้นเถอะ” หรือ “เชื่อหัวไอ้เรืองได้เลย” นั่นเป็นตัวอย่างของเรื่อง Accountability ที่ดีครับ การรับเป็นเจ้าของเรื่องที่ตนเองคิดว่าสามารถและท้าทายตนเองให้สะสางดำเนินการเรื่องนั้นให้ลุล่วงไปได้ไม่ว่าจะทำเองหรือไปผลักดันให้คนอื่นทำหรือไปประสานงานฯลฯ ทำให้งานนั้นมันเสร็จสำเร็จตามเป้าหมาย หัวหน้าทีม(ซึ่งมักเป็นคนที่ไม่ได้ทำอะไรเลย) จะคอยฟัง รับรายงาน และ ชี้แนะบางเรื่อง ตลอดจนสื่อสารกับคนในทีมให้รับทราบความเคลื่อนไหวและคุมหางเสือให้ทุกคนไปในทางเดียวกันตลอด.. ตัวอย่างนั้นคือการที่ทุกคนมี Accountability เต็มเปี่ยม  ตัดภาพมาที่บ้านของเรา สามประโยคนั้นไม่ค่อยจะได้ยิน มีแต่หัวหน้าทีมคอยพูด ๆ ตลอด กำหนดเกม ระบุคนทำ ระบุวันเสร็จ ผู้รับไปทำก็นิ่ง ๆ เสีย พอถึงกำหนดก็”นิ่ง” ไม่ถามไม่ตามก็เฉย ๆ ไม่ใช่ไม่ใส่ใจ แต่เป็นเพราะไม่ได้มี Accountability มาตั้งแต่ต้นพอถึงวันก็มาบอกปัญหาและรอให้หัวหน้าบอกมาว่าอยากให้แก้อย่างไร พอเอาไปแก้แล้วได้หรือไม่ได้หัวหน้าก็รับไป เพราะยังเชื่อว่า Accountability อยู่ที่หัวหน้า วิธีการก็หัวหน้า กำหนดงานก็หัวหน้า แล้วงานจะเสร็จหรือไม่เสร็จจะมาถามผม(หนู)ได้ยังไง ????? “ถั่วต้มมมม และ สวดด ยวดด มากกกก” ครับ การวางแผนงานแบบนี้อย่าว่าแต่ไปปล้นธนาคารแบบในหนังเลย แค่รวมกันไปปลูกถั่วงอกขายยังเจ๊งครับ เชื่อผมได้เลย

ผมสังเกตจากประสบการณ์ชีวิตผม คน”เก่ง” มักจะชอบอาสารับงานไปทำเสมอ ใม่ว่าจะเคยทำมาก่อนหรือไม่ก็ตาม เพราะธรรมชาติของคนเก่งชอบสิ่งท้าทายอยากกระแทกปัญหาให้ลุล่วงเมื่อทำได้ก็ยิ่งภูมิใจและยืดทะนงกับความสำเร็จนั้น ๆ แม้จะเล็ก ๆ น้อย ๆก็ตามการทำสิ่งต่าง ๆซ้ำแล้วซ้ำอีกก็ยิ่งทำให้เค้าเก่งมากขึ้นไป อย่างที่เราเคยได้ยินว่า “คนทำทำให้ตาย” “อะไรก็กรู…” ประมาณนั้น ไม่ใช่ว่าใคร ๆ ก็อยากให้เขาทำแต่ครึ่งหนึ่งเขาเต็มใจที่จะทำอยู่แล้วปากก็บ่นไป แต่ใจลึก ๆ ชอบทำชอบอาสา และอีกข้อที่ผมเห็นก็คือ หัวหน้างานโดยมากจะเป็นคนเก่งอยู่แล้ว เพราะอีโก้ในใจบอกตัวเองเสมอว่า”ฉันเก่ง”กว่าคนอื่น ฉันถึงได้เป็นหัวหน้า เมื่อมีการมอบหมายงานคนที่เป็นหัวหน้าอยู่แล้วจึงมักจะรับมอบงานนั้นเสมอ ๆ นั่นคือกรณีที่คนเก่งๆไปอยู่ร่วมกับคนที่เก่งน้อยกว่าลงมาครับ แล้วถ้าคนเก่ง ๆมานั่งอยู่ด้วยกันล่ะ มันจะเป็นอีกเรื่องทันที เพราะแต่ละคนจะมองกันแล้วคิดว่า “แกสิ” “แน่จริงทำสิ” “เก่งจริงเปล่าวะ โด่เอ๊ยพูดอย่างเดียว งานไม่ทำ เจ๋งจริงทำเองสิ มาบอกกรูทำไม” ฯลฯ นั่นเพราะ”อารมณ์” และ “ความรู้สึก”ครับ ลองถามตัวเองว่า พอมีการมอบหมายงานกันเรา “รับ”งานมาทำเพราะเหตุใด หนึ่ง เราอยากทำงานนั้นจริง ๆ สอง เราคิดว่าเราทำได้ดีกว่าคนอื่น และ สาม โดนยัดมาเต็ม ๆ ไม่ได้อยากได้เลย สี่ คนอื่นพากันเตะโด่งมาหาเรา กรณีที่หนึ่งและสองนั้น เราจะสามารถมี Accountability ได้แน่นอนครับ เพราะมันมาจากความ”อยาก”ส่วนตัว อยากสะสมแต้มเครดิตตัวเอง ส่วนข้อสามและสี่นั้นไม่ต้องพยากรณ์จุดจบครับ เพราะมันยาวววววมากเดาไม่ถูก รอจนกว่าจะมีฮีโร่ข้อหนึ่งและสองมารับไปดำเนินการนั่นแหละครับจึงจะสำเร็จ แต่ถ้าเราพยายามสร้าง Accountability ขึ้นมาก็ไม่ใช่เรื่องยากครับที่จะทำ กลับกัน ถ้าเราเป็นคนที่ไม่เคยเอ่ย”รับ”งานใด ๆ เลย ลองคิดดูว่ามันมาจากอะไร หนึ่ง เราทำไม่เป็น (ไม่เคยทำ) สอง เรา”เชื่อ”ว่าเราไม่มีทางทำสำเร็จ สาม เราอยากลองว่าจะมีใครทำได้วะ สี่ คนอื่นไม่เห็นทำอะไร เราก็น่าจะไม่ต้องทำ(แม้จะทำได้) ถ้าอยากจะพัฒนาตนเองแล้วล่ะก็ ข้อหนึ่งยังพอมีทางครับ แค่รวบรวมความกล้า”รับ”งานมาทำ และ ขอโค้ชดี ๆสักคนเพื่อเริ่มสะสมแต้มตนเองเมื่อเริ่มสำเร็จทีละน้อย ๆ ก็ค่อย ๆ ห่างโค้ช ท้ายสุดเราจะกลายเป็นคนเก่งคนใหม่ครับ ส่วนข้อสอง ผมคิดว่าคุณเป็นหัวหน้างานที่จับฉลากหรือถูกหวยกาชาดมาทำงานครับ เพราะอย่างที่บอกหัวหน้าทุกคนต้องมีความเก่งในตัวอยู่แล้ว ถ้าใครยังจมปลักอยู่กับความเชื่อข้อสองนี้ขอแนะนำด้วยความหวังดีว่าให้มอง ๆ หาอาชีพเสริมสำรองไว้บ้างแต่เนิ่น ๆ ครับ กฏของทีมบอกไว้อยู่แล้วว่า”ใครทำลายทีม คนนั้นต้องถูกคัดออกเสมอ”ครับ ส่วนข้อสามและสี่นั้นผมเชื่อว่าเป็นความคิดของคนเก่งที่มี”ดี” และ ต้องการ”ลองของ” และ อยาก”อวดดี” ถ้าลดทัศนคติด้านนี้ลงบ้างจะทำให้งานของตนเคลื่อนไปด้วยดีครับ เพราะเค้าพร้อมทำแต่อยากลองของซะนิดนึง กบฎในใจครับ

ผมเคยเจอคนที่ทำงานดี ทัศนคติดี สามารถทำงานได้กับทุกคน แต่จะมีปัญหาเฉพาะกับ”บางคน” ซึ่งเป็นเรื่องแปลก ถ้าให้ใคร ๆ ต่อใคร ๆ มาติดต่อทำงานด้วย ต่อให้ยากแสนยาก มั่วแสนมั่ว ก็จะทำงานด้วยกันได้ แต่ถ้าเป็นคนนี้คนเดียวอย่าให้ได้เฉียดมาใกล้เป็นอันทำงานกันไม่ได้ทันที แปลกไหมครับ ผมเชื่อคำว่า “ผีย่อมเห็นผี” ผมเชื่อว่าสองคนนี้ สองกลุ่มนี้ จะต้องมีคลื่นอะไรบางอย่างที่ตรงกัน คือคนด้านบนชนิดแรกมาเจอกับชนิดที่สองจัง ๆ คือ คนชอบทำ มาเจอกับคนชอบโยน นั่นเอง แต่ถ้าเรามาองจากพื้นฐานสี่ข้อของคนทั้งสองกลุ่ม แล้วค่อย ๆ ปรับ”ตัวเอง”ก่อน ผมเชื่อว่าในที่สุดการทำงานก็จะราบรื่นมากขึ้นครับ ลองมองตนเองดูง่าย ๆจากทฤษฎีผมเนี่ยแหละไม่สงวนลิขสิทธิ์ครับ (ไม่ได้ลอกใครมาด้วย)

มีเรื่องเล่ากันง่าย ๆ ครับว่าในงาน ๆหนึ่งใครเป็นผู้”จัดการ” และ ใครเป็นผู้”นำ” เพราะยังคงมีความเชื่อเดิม ๆ ว่าผู้จัดการทุกคนคือผู้นำเสมอ จึงยังคงมีการปรนเปรอสิ่งต่าง ๆให้กับผู้จัดการเพราะคิดว่าเขารับสองบทบาท แต่มีข้อพิสูจน์แล้วว่า fitter ดีมาก ๆ ไม่ใช่ โฟร์แมนที่ดีมากเสมอไป เช่นเดียวกับ โฟร์แมนประสบการณ์สูง ไม่จำเป็นที่จะเป็น Supervisor ที่ดีได้  ผู้จัดการบางคนจึงไม่ได้เป็นผู้นำอะไรเลย เผลอๆหลงบทบาทไปเป็นผู้ตามอีกต่างหาก ในสนามรบถ้าจะต้องมีการเข้าตีข้าศึกที่ป้อมค่ายใด ๆ ผู้”จัดการ”คือผู้ที่เลือกวิธีเข้าทำและจัดให้หาบันไดมาพาดเพื่อให้ทหารเข้าตีค่ายได้ แต่ “ผู้นำ”คือ คนที่ก้าวออกมาและปีนบันไดขั้นแรกขึ้นไป ทุกคนข้างหลัง “เชื่อมั่น”ว่าผู้นำของเขาตัดสินใจแล้วว่า บันไดคือวิธีที่ดีที่สุด จุดตั้งบันไดมั่นคง และ จะทำให้เขามีอันตรายน้อยสุด และ ท้ายสุด ผู้นำของเขาแสดงให้เห็นว่าเขาเองยังสามารถที่จะปีนขึ้นไปเป็นคนแรกด้วยซ้ำ คนทั้งหมดด้านหลัง”เชื่อ”โดยไม่ต้องคิดด้วยซ้ำเมื่อผู้นำแสดงอะไรออกมา  แล้วเราล่ะครับ เราเป็นผู้นำ หรือผู้จัดการ หรือ ผู้(ไม่)จัดการ คนข้างหลังมองเราอย่างไร ??? ลองถามตัวเองดูครับ ถ้าเราเริ่มสั่งซ้ายหัน ลูกน้องกลับหลังหัน นั่นแหละวิกฤติศรัทธาในภาวะผู้นำกำลังมาเยี่ยมท่านแล้วครับ……ผู้จัดการกับผู้นำต้องไปด้วยกันครับเสมอ ๆ จะด้วยวิธีอย่างไรนั้น ผมก็กำลังหาอยู่ครับ หาเจอแล้วจะรีบมาบอกทันที (ปล่อยขำนิดนึง)

 

ขอให้ทุกคนรู้สึกถึงการมีส่วนร่วมกับความสำเร็จของบริษัทฯในครั้งนี้ และ ก้าวไปพร้อม ๆ กับบริษัทฯในการมุ่งไปสู่ความสำเร็จในอนาคตต่อไปครับ

สวัสดีครับ

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s