Manager Talk 20110512

คัดลอกมาจาก อีเมล์วันที่ 12 พ.ค. 54

สวัสดีครับเพื่อนพนักงานทุกคน

            กลับมาตั้งสติ นะโม พุทโธ ได้สองสามวัน หลังจากแทบจะลืมไปว่าดินแดนแห่งนี้เป็นอย่างไร ข่าวจากแดนไกลแว่ว ๆ มาว่าน้ำท่ามีปัญหา ประชาชนอั้นกันหน้าเขียวหน้าเหลือง ปัญหาถั่งโถมมามากมาย เข้าทำนอง “คนล้มอย่าข้าม(ให้กระทืบเลย)”  เกือบจะติดอยู่ในแหไปเป็นลิงกะปิขึ้นมะพร้าวซะแล้ว ตั้งสติ คิดดี ทำดี พูดดี คบพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล ว่าแล้วก็ค่อย ๆ จัดแจงไปทีละเรื่อง ละเรื่อง ก็ยังต้องทำต่อไป แต่ว่าผ่านมาสามวัน ยังไม่เผาก็ใช้ได้แล้ว

            ผ่านฤดูกาลแอดมิสชั่นไปหมาด ๆ เด็กๆ ก็มาถามไถ่กัน ทำงานอะไรดี ทำตำแหน่งอะไรสบาย ๆ เงินดี ๆ ฯลฯ อยากสบายก็ไม่ต้องเรียนนะ ไปใช้ชีวิตตกปลายิงนก ไปวัน ๆ สบาย ๆ ไม่ต้องมาทำงาน ไม่โดนคนด่า และ ไม่ต้องง้อใคร มีหลายคนถามว่าไอ้ตำแหน่งต่างๆ ที่เรามีกันนี้ ใครเป็นใคร ไผเป็นไผ ก็เลยอยากจะแชร์กันจักหน่อยเด้อ

            “ผู้จัดการ” ชัดเจนว่าเป็นผู้ต้อง “จัดการ” อย่างแน่ ๆ มีเป้าหมาย มีวิธี และ มีกฏกติกา (เหมือนเล่นเกมส์) ผู้จัดการ ต้องลงมาทำให้ทั้งสามอย่างบรรลุผลด้วยการใช้สติปัญญาบารมี พระเดช พระคุณ และ สารพัดเคล็ดลับ เพื่อจัดการกับเรื่องนั้นให้ลุล่วงไป ถ้าไม่”จัดการ” อย่างนั้นก็มีแต่จะนับถอยหลังให้ตัวเองโดน”จัด”ซะเอง บางครั้ง ผู้จัดการ จะเป็นผู้นำด้วย แต่บางกรณีก็ไม่เสมอไป เปรียบง่ายๆ ถ้างานเรามีปัญหาประหนึ่งกำแพงขวางหน้า “ผู้จัดการ”คือคนที่หาบันไดมาวางพาด แล้วบอกว่า “ข้ามไปทางนี้” แต่ “ผู้นำ” คือ คนที่ปีนบันไดขึ้นไปคนแรก แล้วหันมาบอกคนอื่นว่า “ปลอดภัย ตามกรูมา” … ถ้าผู้จัดการปีนเองได้ก็แหล่ม ถ้าไม่ได้ก็ยังถือว่าได้เอาบันไดมาพาดล่ะวะ

            “วิศวกร” ออกตัวก่อนว่าเป็นวิศวกรมาแต่อ้อนออกจากการศึกษาเล่าเรียน ไม่ได้เชียร์หรือ เข้าข้างกัน วิศวกรคือ มนุษย์ที่ถูก”สร้าง”มาแบบเฉพาะอย่างหนึ่ง จะว่าพิเศษก็ไม่ใช่ แต่ความสามารถที่พึงมีคือ ทักษะในการตัดสินใจ ใช่ หรือ ไม่ใช่ ไปต่อ หรือ หยุด เหล่านี้ต้องถูกการคิดและประเมินผลว่าอย่างไหนดีกว่ากัน เหนือสิ่งอื่นใด เป็นคุณ โทษ หรือ อันตรายต่อคนอื่นหรือไม่ ถ้ามีสองทางเลือกให้คนทั่วไปเลือก ว่าใช่ หรือ ไม่ใช่ วิศวกรจะมีทางที่สามหรือสี่ เพื่อจะบอกว่า ใช่ ไม่ใช่ หรือ เกือบใช่ หรือ เกือบไม่ใช่ “เพราะ” ….        !!!! การใช้การตัดสินใจแบบมีเหตุผล คือ คุณสมบัติที่จำเป็นต้องมี ใครไม่มี หรือ ทำหน้าที่ นำสาห์นไปมา เพื่อ ถาม และ ถาม หรือ เมินเฉยต่อการตัดสินใจ คนนั้น ไม่ใช่วิศวกรครับ แค่เป็นผู้จบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์  มีเรื่องเล่าว่าวิศวกรบ้านนอกคนหนึ่งซ่อมเครื่องสูบน้าโดยการเอาค้อนมาตีที่หัวปั๊มสองสามที แล้วเครื่องก็เดินตามปรกติ เค้าเรียกค่าซ่อมห้าร้อยบาท เจ้าของฟาร์มบอกว่า “อะไรกัน เคาะแบบนี้สองที เอาตั้งห้าร้อย !!      “ วิศวกรบ้านนอกตอบว่า “ไอ้ที่เคาะให้น่ะ ฟรี ไม่คิดเงิน แต่ห้าร้อยอ่ะ เป็นค่าวิชาว่าต้องเคาะตรงไหนน่ะ”

            “ซุปเปอร์ไวเซอร์” มาจากภาษาปะกิตว่า ซุปเปอร์ไวส์ บวก เซ่อ(ร์) ซึ่งคือ การเป็นผู้ให้คำปรึกษา แนะนำ และ ประคับประคองให้”ผู้อื่น”สามารถทำกิจธุระนั้นได้โดยลำพังตัวเอง ทั้ง ๆ ที่บางทีเค้าอาจทำได้เองอยู่แล้ว แต่การเข้าไปซุปเปอร์ไวส์คือ การแนะนำ สั่งสอน และ ชี้แนะ ถึงเทคนิค และ วิธีการประดามีที่ตนเองได้มีเอาไว้ทั้งชีวิต เพื่อให้ผู้อื่นสามารถเก่งขึ้นมาเท่า หรือ เก่งกว่าตนเอง ซึ่งจะนำพาความภาคภูมิใจมาสู้ผู้ให้และ ผู้รับอย่างแสนจะปิติ ผู้ใดไม่สอนหรือ ไม่สามารถแนะนำงานได้ ก็ไม่น่าจะได้เป็นซุปเปอร์ไวเซอร์ครับ หรือ หากกั๊ก ขัดแข้งขัดขา เช่นกัน อย่างนั้นยังห่างชั้น คัมภีร์จีนในยุทธภพ ล้วนแต่ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นโดยไม่หวงแหน เพื่อสร้างความเก่งนั้นให้คู่กับโลกต่อไป อย่างดีเราก็แค่หกสิบก็ไปนับหนอนในดินแล้ว จะหวงไว้ทำไมอ่ะ หากผู้ใดเป็นซุปเปอร์ไวเซอร์แล้วยังชอบลงมือทำงานเองให้ลูกน้องยืนดูกริบ ๆ ยังงั้น ไม่ต้องเป็นครับ ไปทำงานเป็นพนักงานจะรุ่งกว่า

            “ลีดเดอร์” หรือ “โฟร์แมน” โฟร์แปลว่า สี่ แมนคนผู้ชาย โฟร์แมนจึงเป็นชายสี่ (หมี่เกี๊ยว) ไม่ใช่ครับ !!  โฟร์คือฟอร์ คือ “หน้า” แมน คนผู้ชาย รวมเป็น ผู้ชายแถวหน้า หรือ คนหัวแถวนั่นเอง การจะมายืนหัวแถวได้ ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย  ถ้าเป็นเด็ก ๆ หัวหน้าห้องต้องฟ้องครูเก่ง จดชื่อเก่ง ถ้าเป็นลูกเสือ ก็ต้องร่างกายใหญ่โต เสียงดัง ฉลาดและ เฉลียว จนลูกหมู่ยอมให้เป็นหัวหน้า (แล้วก็ต้องไปเต้นรำบ้า ๆ บอ ๆ รอบกองไฟ) ถ้าเป็นร.ด. ก็ต้องสมาร์ท บึกบึน และ เข้มแข็ง ลูกหมู่พึ่งได้ ฉันใดก็ฉันเพล การจะเป็นหัวหน้างานได้นั้น เส้นใหญ่ เยอะ หรือหนาอย่างไร ถ้าลูกน้องไม่เอาก็จบข่าว สะเก็ดข่าวก็ไม่มีคนดู หัวหน้างานจึงต้องมีความรู้ ไม่ต้องเพรียบพร้อม แต่ขอให้พร้อมจะเรียนรู้ ปรับตัว และ ขยัน มีความรอบรู้ในงานอย่างแตกฉาน และ สามารถเป็นที่พึ่งพึงของลูกน้องได้ หากผู้ใด ไม่สามารถทำเช่นนั้น แต่เพียงแต่ “ได้ครับพี่ มีครับนาย สบายครับผม เหมาะสมครับท่าน”  สักวันก็จะหายไปจากวงการเอง หัวหน้าที่ดี ๆ และ เก่ง ๆ พอไปยืนคัดตัว ก็จะมีแต่คนไปขออยู่ด้วย และ ทำงานให้อย่างถวายหัว ต่างจากหัวหน้างานที่ขาดทักษะที่ว่า ไปไหนก็โหรงเหรงวังเวง และ เดียวดาย

พ.ศ. 2326-2330 สยามประเทศมีสงครามเก้าทัพจากข้าศึกที่รุกเข้ามาเพราะเห็นว่าเป็นจังหวะเปราะบางของบ้านเมืองจากการเริ่มสร้างบ้านแปงเมืองบางกอก ด้วยความสมัครสมานสามัคคีของคนทั้งชาติ ทั้งในแนวที่ทัพศึกผ่าน และ ในหัวเมืองต่างๆ ที่ช่วยกันสู้ยิบตา ทั้งบนดินใต้ดิน ครบเครื่อง จนสยามสามารถมีชัยเหนืออริราชย์ศัตรูในที่สุด ผมเอ่ยเรื่องนี้ เพราะว่า หากเรารวมกันเป็นหนึ่ง ไม่ว่าปัญหาจะมาเช่นไร เราจะสามารถฟันผ่ามันไปได้

เราเสียกรุงศรีฯครั้งที่หนึ่งเพราะการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นภายในระหว่างสองราชวงศ์  สุพรรณภูมิ และ อู่ทอง ตลอดจนการแข็งเมืองของหัวเมืองประเทศราชย์ ครั้งที่สองเกิดจากการอ่อนแอภายใน การหลงระเริงว่าสามารถยืนเด่นเป็นที่หนึ่งในสุวรรณภูมิแห่งนี้ ผู้นำอ่อนแอ และ ถูกชักนำด้วยผู้ฝักใฝ่ในอำนาจ ลุ่มหลงในกามคุณ อันนำมาซึ่งความเสื่อม ท้ายที่สุดก็ไม่รอด

บทเรียนในประวัติศาสตร์สอนเราว่า ไม่ว่าจะเข้มแข็ง หรือ อ่อนแอ หากเมื่อใด ใจไม่เป็หนึ่ง…จบ แน่นอน ทั้งสองเรื่องไม่เกี่ยวข้องกัน แต่กลอนมันพาไป ท้ายที่สุดนี้ ผมก็ยังหวังว่า บ้านเมืองที่เราร่วมสร้างกันมาสี่เดือนกว่า ๆ คงจะมีแก่นกลางที่สามารถจะผูกยึดโยงใยความรู้สึกร่วมกัน ที่จะต่อเสริมเติมแต่งให้บ้านหลังนี้แข็งแรงมากขึ้นไปเรื่อย ๆ และ นานๆ

สวัสดีครับ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s