เที่ยวน่าน ดินแดนล้านนา

 
14.08.2010 มีโอกาสเดินทางไปท่องเที่ยว ไกล ๆ อีกแล้ว
สืบเนื่องมาจากบริษัทฯอันเป็นที่รัก ได้แจ้งโนติ๊สมาว่า "ให้คุณหยุดทำงานบ้าง เพราะวันพักร้อนคุณเกินสิทธิที่ลูกจ้างพึงจะมีแล้ว หากไม่ยอมใช้ เราจะไม่สะสมให้คุณอีก"…
คนเรากินข้าว ไม่ได้กินหญ้าต้ม พูดแบบนี้ เราก็ไม่หน้าด้าน ไปก็ไปวะ ว่าแล้วก็วางแผนท่องเที่ยว…
ความเป็นคนดีเกินไป ก่อนลาก็เลยบอกลูกพี่ว่า จะไม่อยู่สักสองสามวันนะ
เท่านั้นแหละ งานมาจนขรี้ท่วม (ตูด) เพราะไม่ได้ขรี้ จนท้องผูก เอาไปปล่อยระหว่างทาง….
 
จนสลัดหลุดมาได้ เคยนึกไว้นานแล้วว่าอยากชมถิ่นวัฒนธรรม ที่คนเค้าไม่ไปกัน
ที่เก่า ๆ คนใจงาม งามอย่างไร้มลพิษ..
อะไรมาเข้าฝันให้ได้ดูรายการนำเที่ยวติด ๆ กัน เรื่องบ้านเมืองเก่า ๆ ที่แพร่ และ น่าน
ซึ่งเป็นสองจังหวัดที่ไม่เคยไปมาก่อนในชีวิต ได้แต่ผ่านผิว ๆ
เลยผนวกเอาสุโขทัย ราชธานี เข้าไปอีกที่ ให้มันจั๋งหนับไปเลย
….
บรรยากาศตอนจะเดินทางไป ก็ไม่เป็นใจเลย
ฟ้าฝนตกแม่งทั้งอาทิตย์ ครั้งแรกก็ด่าเทวดา แต่สุดท้ายนึกขอบคุณที่เหมือนเป็นการปูทางให้เราเจอสิ่งสวยงามระหว่างทาง นั่นคือ รอยยิ้มของชาวนา….
ดูอากาศสิ…สพรึงกลัว
 
วางแผนเส้นทาง คนพร้อม สมาชิกพร้อม (คนเดียว ฉวีฯ) รถพร้อม ปัจจัยพร้อม (บัตรหนึ่งใบ)
แผนที่หนึ่งเล่ม จีพีเอส อีกอัน ไปโลด….
วันแรก ออกเดินทาง เช้า 9 ส.ค. เจ็ดโมง…เส้นทางนี้ 496 กม.
รถติดพอให้หงุดหงิด ผ่านรังสิต นวนคร เห็นคนเบียดเสียดแย่งกันมาทำงาน
นึกในใจ…จะเร่งรีบกันไปทำไมก็ไม่รุ..
หลุดรถติดมาได้ หลังผ่านอยุธยามาสิงห์บุรี แวะกินอาหารเช้า
เนื้อตุ๋น หม้อเท่ากระทะทองแดง คาดว่าต้มวัวได้สองตัวกว่า ๆ
รสชาติได้ใจ…
เดินทางต่อ ผ่าน ชัยนาท อุทัยธานี นครสวรรค์ แล้วตัดขึ้นไปพิจิตร..
ถนนกระโดกกระเดกไปเรื่อย ๆ
ถึงพิจิตรสักที….ทักทายเพื่อน(หรือ ญาติ ?) หน่อย…
ไม่รู้ใครคิดโครงการนี้ แต่คนที่ถูกใจมาก ๆ คือ พ่อค้าแม่ค้าพวงมาลัย และ ข้าวเกรียบว่าว
แกเข้าไปซุกไซร้ไข่ชาละวัน ด้วยความหนิดหนม คงเป็นร่มเงาให้แกมาหลายปีดีดัก…
จากพิจิตร ทะยานไป พิษณุโลก…
แวะนมัสการพระพุทธชินราช
พระประธานที่สวยงามที่สุดในเมืองไทย…
เคยประทับใจตอนเห็นเมื่อเด็ก ๆ ยังงัย ตอนนี้ ก็เช่นกัน
สวยจริงๆ
 
รอบ ๆ วัด มีคนมาทำบุญ หนุ่มสาวมาเป็นคู่ แก่แล้วก็มาเป็นคู่
ต่างกันแค่ หนุ่มสาวไหว้พระเบียดกัน (แดดเปรี้ยง ๆ ) แต่คนแก่คนเฒ่า ไปคนละมุม
เอ็งอยู่วิหาร กรูไปโบสถ์….ฮา….
 
หน้าวัด แม่น้ำน่าน(ถ้าจำไม่ผิด) ตื้นเขิน
ไม่มีแพลอยในน้ำอีกต่อไป ….
 
จีพีเอส ร้องเตือนจุดสนใจ พิพิธภัณฑ์จ่าทวี
ต้องไปซะหน่อย ข้ามวัดราชบูรณะ ที่มีพระพุทธรูปทองคำไปก่อน
ถ้าไม่มีจีพีเอส ไม่มีทางไปถูกแน่นอน เพราะบ้านอยู่ลึกลับมากกกกก
และไม่มีป้ายบอกทางเลย ปรากฏว่า วันนั้น ไม่มีนักท่องเที่ยว มีแต่ลุงป้าสองคนไปเคาะกระดิ่งเรียกเจ้าหน้าที่
สลึมสลือ เดินออกมาแล้วบอกว่า เปิดจ้า ๆๆๆ
ถามว่า ทำไมไม่มีคนเลย แกตอบว่า พรุ่งนี้ ต่ออาทิตย์หน้าสิ เด็ก ๆ เพียบ
วันหยุดยาว และ สัปดาห์วิทยาศาสตร์ …
อ้าว พิพิธภัณฑ์นี่มันที่ของเด็กเหรอวะเนี่ย….
ไม่เป็นไร เดินดูภาพในอดีตของคนเมืองสองแคว
การทำป่าไม้ การใช้ชีวิตของคนโบราณ เครื่องไม้ เครื่องมือ
ก็ดี ทำให้รู้เหง้าชีวิตของตนเอง
และ ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าเราต่างจากคนอื่นอย่างไร…
 
มีน้องไกด์คนนึง มาต่อปากต่อคำด้วย …
เราถามว่า ทำไมไม่มีบรรยายตามจุด เพราะจะทำให้เราเข้าใจได้ดีขึ้น
น้องบอกว่า ปรกติมี…
อ้าว แล้วมัยวันนี้ ไม่อ่ะ
อ๋อ ก็เห็นพี่มากันสองคน …
???? เกี่ยวรัยวะ…งง
อีกสักพักมีอีกคณะมาสักห้าหกคน
คุณเธอมาเดินเจื้อยแจ้วสาธยายไปเรื่อย แปลกดี..
 
ออกจากบ้านลุงจ่ามาก็บ่ายแล้ว
แวะฟาดก๋วยเตี๋ยวรัฐมนตรีหน่อย ชื่อนี้จริง ๆ
ร้านนี้องค์ภาฯเสด็จเสวยอาหารกลางวัน รูปติดไว้เบ้อเริ่ม
รสชาติก๋วยเตี๋ยวต้มยำประมาณ ต้มถั่วเขียวใส่เส้น…
หวานจนแสบ…. แกล้มด้วยกากหมูทอด น้องบอกว่าสูตรโบราณ…
เออ แปลกอีกแล้ว อะไรธรรมดา ๆ ที่แม่งไร้รสชาติ เรียกมันซะว่า สูตรโบราณเป็นอันศักดิ์สิทธิ์และขายได้ทันที…
ดูในรูปจะเห็นว่า สีสรรมันบัวลอยไข่หวานดี ๆ นี่เอง
 
จากพิษณุโลก มุ่งหน้าสุโขทัย ถึงประมาณสี่โมงเย็นกว่า ๆ
แดดร่มลมตก…จะพักก็เร็วไป เลยไปที่อุทยานประวัติศาสตร์ก่อน
ออกนอกเมืองไปประมาณสิบกว่าโล …
 
พอไปถึง ถ้าไม่เห็นวัดมหาธาตุ นึกว่านั่นไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยว
ป่ารก ๆ ครึ้ม ๆ เงียบ ๆ
มีร้านค้า สองสามร้าน ตำรวจ(ท่องเที่ยว) นั่งกินเหล้ากับคนขับรถสองแถว
คนขายตั๋วมีสามคน… คนจะเข้าเที่ยวมีสองคน…
 
ซื้อตั๋วเข้าทั้งรถทั้งคน ถามเจ้าหน้าที่ว่า ต้องแวะที่ไหนบ้างครับ
แกบอกว่า ขับไปตามถนน อยากจอดก็จอดเลย…
อืม…อเมซิ่งไทยแลนด์จริง ๆ ครับพี่…
ลองถามพวกเฝ้ารถราง (มีกันสามคน) บอกว่า ผมไปรถรางได้มั๊ย มีกันมาสองคน
จนท. ตอบ "ต้องรอให้ครบห้าคนก่อน ถึงจะออก"
เรา "งั้นก็ไปกับผมสิ ครบพอดี"
จนท."ถ้าพี่เหมา พวกหนูก็ไป…."
"เออ รอกันต่อไปเหอะ กรูไปกันเองก็ได้…อเมซิ่ง…"
มีฝรั่งบ้าแดด เช่าจักรยานขับไปมา มากกว่าสิบคน
คนไทย ไม่เห็นเลย…มายก็อด….
 
วันนั้นมีการสวดอำนวยพรในหลวง โดยพระในจังหวัดสองร้อยรูป มานั่งที่วัดมหาธาตุ
บรรยากาศดูขลังดี มีฝรั่งมามุงตรึม …
คนไทย น้อยกว่าสิบ !!! เป็นเจ้าหน้าที่ซะส่วนนึง
สงสัยว่า ทำไมเราปล่อยตามมีตามเกิด และ พยายามจะทำให้ที่นั่นเป็นสถานที่ลอยกระทงของชาติอย่างเดียว
อย่างอื่นอีกตั้งมากมายรอให้เราไปดูประวัติศาสตร์ของเรา
อีกหน่อย เด็กรุ่นใหม่คงไม่รู้แล้วว่าเราคิดตัวอักษรไทยได้เอง หาใช่มาจากพินบีบีไม่…
 
 
 
ฟังพระสวดจนของจะขึ้น เลยกลับเข้าตัวเมือง
ที่พักหายาก มีประมาณเก่า ๆ อับ ๆ ทึม ๆ
พวกฝรั่งชอบ ถูก และ มืด…
จนมาได้ที่นึง ก็พอประมาณ
สถานที่ใหม่ อุปกรณ์เก่า ก็พอไหวอยู่…
 
ตอนค่ำออกมาตะลอนหาร้านข้าว เด็กที่โรงแรมแนะนำ ครัวเฟื่องฟ้า ริมแม่น้ำยม
ไปทันที…บรรยากาศใช้ได้ เจ้าของประมาณศิลปินหน่อย
ลูกสาวสวย (เกี่ยวมั๊ยวะเนี่ย)
อาหารรสชาติดี บรรยากาศก็ดี
สนทนากับพี่เจ้าของร้านนิดหน่อย (เกือบครึ่งชั่วโมง)
ถามเค้าว่า ทำไมสุโขทัย คนไทยไม่เที่ยว กลับมีแต่ฝรั่ง
คนก็เงียบ ๆ
เค้าบอกว่า เมืองถูกน้ำท่วมซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ไม่มีการแก้ไข จัดการ
นักการเมืองเอาแต่ผลประโยชน์ และ ไม่พยายามทำให้ที่นั่นเจริญ
คนไทยชอบสิ่งฉาบฉวย เที่ยวตามเทศกาล
แต่ฝรั่งไม่ ตอนนี้มีเกสต์เฮ้าส์มากมายในสุโขทัย
ทำการตลาดจากต่างประเทศ พาคนมาเที่ยว และ พักกันเป็นสิบวัน
พวกสแกนฯมาเป็นเดือน
ลูกน้องที่ร้านพี่เค้า พูดอังกฤษได้ด้วย แบบหน้าตาไม่ให้อ่ะ
พี่บอกว่า ฝรั่งมาได้เมียไทยเยอะ และทำให้เมืองกำลังเปลี่ยนไป…
ต้องคอยดูกันต่อไป…
 
กลางคืน เมืองโคตรเงียบหลังสองทุ่ม มีฝรั่งเดินไปมา นั่งหน้าเซเว่นฯ
เหมือนบรรยากาศเก่า ๆ แปลกไปอีกแบบ
ถ้าไม่มีเซเว่นฯ เมืองนี้ จะเหมือนมีเคอร์ฟิวตลอดเวลา แน่นอน..
 
 
วันที่สอง… เดินทางไปแพร่ และ น่าน…ระยะทาง 277 กม.
 
 
จากสุโขทัย ออกเดินทางแปดโมง (รอเคารพธงชาติ และ ดูเด็ก ๆ สาว ๆ ไปโรงเรียนก่อน ฮา…)
แวะที่ศรีสัชฯ ชมร้านทอง และ ของที่ระลึก..
น้อง ๆ ที่ขายของ น่ารัก และ ธรรมชาติ
พูดจาดี ไม่มุ่งการค้า ยิ้มแย้มแจ่มใส…ประทับใจบริการและอัธยาศรัย
คนแบบนี้ พอเข้ามาทำงานในเมือง มักตกเป็นเหยื่อ และ ตกเป็นเบี้ยล่าง
น่าสงสาร..
 
ว่าแล้วจัดไปหนึ่งชุด….ไว้เป็นที่ระทึก…
แวะเมืองเก่าศรีสัชฯตามที่จีพีเอสบอก…
ไปตามทางเรื่อย ๆ
เข้าทาง ออกอีกทาง จนพบสิ่งสวยงาม
วิ่งไปตามเส้นทางรพช.หมู่บ้านเล็ก ๆ
ทุกบ้านออกนากันหมด มีทุ่งนาสุดลูกหูลูกตาไปตามแนวเขา
เขียวขจี หน้าตาทุกคนมีความสุข ที่เห็นต้นข้าวกำลังโตวันโตคืน
น่าอิจฉาในความสุขที่เค้ามี หาได้โดยไม่ต้องการวัตถุ
แต่ใครจะไปรู้ อาจจะหนี้ท่วมกันทุกครัวเรือนก็ได้อ่ะ
ผ่านลำแม่สำ (แยกจากแม่น้ำรัยก็ไม่รู้) ถนนมีทางเดียว สวนไม่ได้
แต่ไม่ต้องกลัว เพราะมีรถคันเดียว ทั้งป่านั่น
ไม่เจอใครเลย
ลงมาถ่ายรูป…แต่แอบกลัวนิดหน่อย ว่ามันจะร่วงไปรึเปล่า
น้ำแดงเถือก เหมือนมีคนตายที่ต้นน้ำ
พัดเอาโคลนเลนลงมาจากเขา…
ไม่กี่วัน มันจะไปตันที่กรุงเทพ….
 
มาบรรจบถนนหลัก มุ่งหน้าไปแพร่
ตัดผ่านเขาตลอดเวลา โค้งเพียบ
ถนนสวยมาก …และเช่นเคย ไม่มีเพื่อนร่วมทางเลย…
คิดในใจว่า ถ้ากรูเข้าป่าไป กี่วันจะมีกลิ่นให้คนตามหาวะเนี่ย…
ประทับใจป่านี้ ที่เขียวครึ้มเพราะไม้เพิ่งได้รับน้ำอย่างเต็มที่ในหน้าฝน
 

ถึงแพร่ก็บ่ายกว่าแล้ว แวะโซ้ยอาหารพื้นเมืองซะหน่อย
เด็กเสริฟหน้าตาเหนือ ๆ นั่งมึน ๆ รออยู่
มีโต๊ะเดียวอีกแล้ว
สั่งไปหนึ่งเซ็ต มีส้าเนื้อ ลาบขม ฮก(รก)ย่าง และ ส้มตำ….
ได้รสชาติลำแต๊ ๆ อดิศรม่วนขนาด แต่ ฉวีฯ กินได้แต่ส้มตำ !!!
 
แวะสักการะ พระธาตุช่อแฮ พระธาตุประจำปีขาล
เช่นเคย มีนักท่องเทียว สองคณะเท่านั้น
เงียบ ๆ กริบ ๆ
แม่ค้าบอกว่า…"อู๊ยยย ถ้าเป็นวันหยุดนะ ไม่ได้เข้าส้วมเลย…คนหลายขนาด !!"
งั้นวันนี้ ป้าไปเข้าห้องน้ำให้สบายเลยครับ…
สังเกตว่า คนเราไม่น่าไปทำลายทัศนียภาพของความงามด้วยป้ายประกาศบ้าบอเลย วัดไม่น่ายอมให้ทำอย่างนั้น
เอ…หรือ พระเป็นคนติดป้ายเอง..
 
เข้าเมือง ไปชม"บ้านประทับใจ" http://www.baanpratubjai.com/
เจ้าของซื้อบ้านเก่ามาเก้าหลัง
รวมกันเป็นหนึ่งหลัง มีเสาไม้สัก ต้นเป้ง ๆ ร้อยกว่าต้น
ญาติพี่น้องก็ยังอยู่กันที่นี่
แต่เปิดให้คนเข้าชมด้วย…
เจอป้าคนนึง นั่งคุยกันอัธยาศรัยดี
แกว่า แกเบื่อกรุงเทพ ลูกหลานพาไปอยู่ด้วยที่คลองตัน
อยู่ไม่ไหว หายใจไม่ออก เลยมารับจ้างดูแลบ้านให้เค้าที่นี่ (เจอทีแรกนึกว่าป้าเป็นเจ้าของบ้าน นั่งสง่าเชียว)…
 
 
ไปดู บ้านวงศ์บุรีกันต่อ http://www.oknation.net/blog/Tip2/2010/01/24/entry-1
เป็นบ้านเก่าของชายาเจ้าเมืองแพร่องค์สุดท้าย
กลิ่นอายประวัติศาสตร์มากมาย
บ้านสวยมากก และ ยังมีลูกหลานรุ่นที่ห้าอยู่อาศัยด้วย
 
 
 
ออกจากบ้านวงศ์บุรี ก็ไป คุ้มเจ้าหลวง
เป็นคุ้มเจ้าเมืองเก่า เคยเป็นจวนผู้ว่า แต่ล่ำลือว่าอยู่ไม่ไหว
เพราะความเฮี้ยนของคุกที่ไว้คุมขังนักโทษใต้ถุนบ้าน
จนผู้ว่าต้องไปปลูกจวนอยู่ใหม่
มีแต่ในหลวง และ พระเทพฯเท่านั้น ที่เสด็จประทับแรมได้โดยสงบปราศจากสิ่งใด ๆ มารบกวน
ความแตกต่างของที่นี่ และ บ้านวงศ์บุรี คือ ไม่มีคนอธิบายรายละเอียด ดูเอาตามมีตามเกิด
ขาดอรรถรสไปน่าดู การท่องเที่ยวน่าจะปรับปรุงหน่อย
ใกล้โพล้เพล้ บรรยากาศวังเวง
นักท่องเที่ยวเลยต้องรีบเผ่นก่อน…
 
ก่อนออกจากเมือง แวะซื้อหม้อฮ่อมที่ทุ่งโฮ้ง ตลอดแนวห้องแถวสองกิโล ทุกร้านขายหม้อฮ่อมหมด…
ใครจะซื้อนักหนาวะ….ก็เอ็งงัย…
 
จากแพร่ไปน่าน ระยะทาง ร้อยโลนิด ๆ
ตอนนี้พลาดอย่างแรง เพราะ เชื่อจีพีเอสมากไป ว่าจะมีที่เติมน้ำมันข้างหน้า ไปๆ ลึกเข้า ฝนก็ตก
เริ่มเข้าทางเขา เห็นท่าไม่ดี ต้องย้อนมาเติมน้ำมันเกือบสิบโล…
พอขับฝ่าฝนกลับไป ถ้าไม่กลับมานะ
กินข้าวลิงกลางป่าแน่นอน ตลอด แปดสิบกิโล ไม่มีบ้านคนเลย
ป่าล้วน ๆ ฝนตกตลอดอย่างแรง….. น่ากลัวจริง ๆ
 
ถึงน่านเกือบสองทุ่ม…
บรรยากาศประมาณเดียวกับสุโขทัย แต่ไม่มีฝรั่ง
ใช้จีพีเอสนำทางไปรอบเมือง สี่ห้า รอบ
ยังหาร้านข้าวไม่ได้เลย
ปิดเครื่อง ใช้สัญชาตญาณตัวเองดีกว่า
สรุป ไปนั่งกินผัดฉ่า กะ พะโล้รวมถึงน่านโน่น…..
มีโรงแรมอย่างดีซ่อนอยู่ในความมืดของน่าน
ต้องถามคนให้บอกทาง แล้วไปตามนั้น
ห้องดีมาก บรรยากาศก็ดี คนไม่ค่อยมีพักเลย (อเมซิ่ง)
คืนนี้ เพลียมากจากการเดินทาง…สลบ..
 
เช้ามาออกเดินทางเป็นนักท่องเที่ยว
ชมเมือง ไปวัดภูมินทร์ วัดเก่าแก่ของน่าน
ไปชมพิพธภัณฑ์(อีกแล้ว) น่าน ในอาคารเก่าซึ่งเป็นคุ้มเจ้าเมืองเก่า
เห็นงาช้างดำ ของคู่เมืองน่าน
เพิ่งรู้ว่าน่านเป็นพื้นที่เก่า อันดับต้น ๆ ของไทยที่มีมนุษย์อาศัยอยู่เมื่อหมื่นปีที่แล้ว…
พระเจ้า….น้อง ๆ เมืองกาญจน์
ไปชมพระธาตุภูค้ำ พระธาติประจำปีเถาะ(รึเปล่า)…
น่าชมมาก…
ก่อนจาก แวะ ช้อปปิ้งที่ร้านจางตระกูล…
ผ้าพื้นเมือง สวยดี และ ราคาไม่แพง..
 

 
 
วันนี้ วันที่สาม เราจะเดินทางกลับกันล่ะ ระยะทาง 741 กม.
 
ออกเดินทางจากน่าน เที่ยงตรง…
กลับมาทางเดิม เพื่อไปแพร่ก่อน…
สวยไปอีกแบบ เพราะเป็นกลางวัน และ ฝนไม่ตก
แวะข้างทาง ดูแม่น้าน่านตอนออกจากตัวเมืองชัด ๆ อีกครั้ง น่ากลัว ทั้งสี และ ความแรงของน้ำ
 
กลับมาถึงแพร่เกือบบ่ายสองแล้ว แวะกินข้าวซอยที่อร่อยมั่ก ๆ
แถว ๆ ประตูชัย กินอย่างรวดเร็ว และ โด๊ปกาแฟ ไปต่อ…(อย่างรวดเร็วก็ฟาดไปสองแน่ะ)
เข้าทางแยกไปอุตรดิตถ์ เพื่อไปทะลุพิษณุโลก…
แวะข้างทางซื้อหอมกระเทียม และ ลองกอง…
ป้านั่งเหงา ๆ เฝ้าร้าน
บอกว่า "เขา(คนลงผลไม้) บอกว่าจะมีคนมาเที่ยวมาก ให้ฉันลงของไว้เยอะ ๆ แล้วจะไปขายใครกันล่ะเนี่ย"
"เงินฉันอยู่ที่ รถ"….โห ป้าขายจนต้องเอาเงินไปเก็บที่รถเลยเหรอ
ป้า.."เปล่าจ้า..หมายถึงรถไม่จอด(ซื้อ) )ฉันก็อด…"
สู้ต่อไป ป้า เอาใจช่วย คนจนหลอกกันเอง…เฮ้อออ…
ในภาพ ป้าลงทุเรียนกวนโลละร้อยไว้เพียบเลย…
รถราเงียบกริบ….มีแต่ร่ม…
 
 
แวะข้างทางเห็นชาวนาที่กำลังมีความสุข (อีกแล้ว)
ทำนาไม่ต้องใช้ดรออิ้ง ไม่ต้องใช้มาเรี่ยน หรือ คอสต์พอยท์
ได้ความสุขเต็ม ๆ
น่าอิจฉา…
 
 
เส้นทางจากพิษณุโลกมาพิจิตร ก็ซ้ำเดิม
จากพิจิตรไปนครสวรรค์ ฝนตกกระจุย…
แวะนครสวรรค์ ชมจุดที่แม่น้ำมาบรรจบกันเป็นเจ้าพระยา
เสียเส้นกับมาเฟียที่จอดรถเล็กน้อย..
ไปกินข้าวเย็นที่หน้าผา(ตามเคย)
สองทุ่ม ฝนหยุด
ออกเดินทาง
แวะซื้อโมจิ วัฒนพร… เค้าตุนของไว้บานเลย
บอกว่าหยุดสี่วันต้องขายได้เพียบ
แต่วันนี้ ขอปิดร้านก่อน อย่าว่าไล่เลย ผัวหนูรออยู่…
โด่เอ๊ย…
 
 
 
จากนครสวรรค์ ถึงรังสิต ห้าทุ่ม…
เข้าบ้าน ห้าทุ่มกว่า ๆ
โดยสวัสดิภาพ…
 
เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวสุด ๆ
สนุก และ ลืมบรรยากาศเครียด ๆ ไปได้ระยะหนึ่ง
คราวหน้าต้องไม่เอาโทรศัพท์ไป…
(ยังมีต่อ)
 

 
Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s